“ย้อนอดีตเลือกตั้งไทย” สกปรกที่สุด! อุจจาระป้ายหน้าบ้าน ดูผลลัพธ์ได้นับใหม่ไหม
26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 ได้ชื่อว่าเป็น “การเลือกตั้งสกปรก” โดยพบความผิดปรกติ อาทิ การมีชื่อคนตายแล้วในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง เปลี่ยนชายให้เป็นหญิง หญิงให้เป็นชาย เพิ่มเติมชื่อเอาเองโดยให้อยู่ในบ้านใดบ้านหนึ่ง
หากจะพูดถึงบาดแผลทางประชาธิปไตยที่ลึกที่สุดครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ไทย คงหนีไม่พ้นการเลือกตั้งเมื่อกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 ที่ถูกขนานนามว่า “การเลือกตั้งที่สกปรกที่สุด”
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป ครั้งที่ 9 ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 นั้น เกิดขึ้นในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2500 ซึ่งนับเป็นการเลือกตั้งที่มีผู้มาใช้สิทธิมากที่สุดกว่า 8 ครั้งที่ผ่านมา โดยมีผู้มาใช้สิทธิถึง 57.5% แสดงให้เห็นว่าราษฎรมีความสนใจและตื่นตัวทางการเมืองกันมาก
รัฐบาลแปลก พิบูลสงคราม หรือ “จอมพล ป. พิบูลสงคราม” ได้ประกาศให้มีเลือกตั้งทั่วไป ในวันดังกล่าวขึ้น โดยเป็นการเลือกตั้งแบบรวมเขตจังหวัด ซึ่งเป็นการช่วงชิงเก้าอี้ในสภาทั้งสิ้น 160 ที่นั่ง และมีพรรคการเมืองลงสนามเลือกตั้งถึง 23 พรรค ข้อมูลจาก สถาบันพระปกเกล้า ระบุ เป็นการเลือกตั้งที่ได้ชื่อว่า “สกปรกที่สุดในประวัติศาสตร์”
โดยก่อนหน้าเลือกตั้งจะเกิดขึ้น จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ประกาศจะจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ให้บริสุทธิ์ ถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องในโอกาสครบรอบวาระกึ่งพุทธกาลด้วยแต่การณ์กลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม


ปฐมบท: ประชาธิปไตยเสื้อคลุมจอมพล
จุดเริ่มต้นมาจากความพยายาม “ชุบตัว” ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม หลังกลับจากดูงานเมืองนอก หวังใช้ “วิถีรัฐสภา” และนโยบาย “ไฮด์ปาร์ค” เป็นเกราะกำบังเพื่อคานอำนาจกับขั้วการเมืองใหม่อย่าง กลุ่มซอยราชครู (พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์) และ กลุ่มสี่เสาเทเวศร์ (จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์) โดยมีเดิมพัน คือ การสืบทอดอำนาจผ่านพรรคจัดตั้งอย่าง “เสรีมนังคศิลา”
ปฏิบัติการรัฐราชการอุ้มสม เมื่อเดิมพันสูงรัฐบาลจึงงัดทุก “กลไกรัฐ” มาใช้แบบไม่สนวิธีการ ไล่ตั้งแต่ บีบบังคับฝ่ายปกครองและข้าราชการให้ช่วยหาเสียง ใครแตกแถวถูกเชือดไก่ให้ลิงดู ดังกรณีปลัดฯ มหาดไทยถูกฟ้องที่นครสวรรค์
ภายใต้เงาของ พล.ต.อ.เผ่า มีการใช้ “นักเลง” ข่มขู่คู่แข่งอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ถึงขั้นใช้วิธีสกปรกป้ายอุจจาระและโปรยใบปลิวโจมตี นโยบายประชานิยมแจกแหลก แจกสิ่งของหวังซื้อใจ แต่กลับพ่ายแพ้กระแสสังคมที่เบื่อหน่ายเผด็จการและพิษเศรษฐกิจ

กำเนิดศัพท์การโกง ไพ่ไฟ-พลร่ม ความพยายามชนะนำไปสู่การทุจริตเชิงประจักษ์จนเกิดศัพท์การเมืองอมตะ
- ไพ่ไฟ – การพบบัตรเลือกตั้งที่กาเบอร์พรรครัฐบาลล่วงหน้าพร้อมตราประทับนายอำเภอ เกลื่อนเมืองก่อนวันจริง
- พลร่ม – การเวียนเทียนคนหน้าเดิม ลงคะแนนซ้ำหลายรอบในวันเลือกตั้ง
การเลือกตั้งครั้งนั้นไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันทางการเมือง แต่คือฟางเส้นสุดท้ายที่สะท้อนความเสื่อมศรัทธาของประชาชนต่อระบอบอำนาจนิยม ที่พยายามสวมหน้ากากประชาธิปไตยแต่เนื้อในกลับเต็มไปด้วยกลโกง
อ้างอิงข้อมูลเพิ่มเติมจากไทยพีบีเอส จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ผลการเลือกตั้งไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม แต่ จอมพล ป. ได้แถลงต่อประชาชน “ขอให้อย่าเรียกว่าการเลือกตั้งสกปรกเลย ควรจะเรียกว่าเป็น การเลือกตั้งไม่เรียบร้อย”
การแถลงดังกล่าวได้กลายเป็นชนวนสำคัญที่นำไปสู่การเดินขบวนประท้วงครั้งใหญ่ของนิสิตนักศึกษาและประชาชนในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2500 โดยมีการเดินขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาลและมีการลดธงชาติครึ่งเสาเพื่อไว้อาลัยให้กับการเลือกตั้ง พร้อมยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะและให้จัดการเลือกตั้งใหม่

เวลาต่อมาสถานการณ์เริ่มบานปลาย แม้จอมพล ป. จะยอมเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุม แต่ไม่ยอมรับปากว่าจะจัดการให้เป็นไปตามข้อเรียกร้อง กระทั่ง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการฝ่ายทหารรับผิดชอบจัดการรักษาความสงบ ต้องเป็นผู้เจรจาแทน โดยทำการรับข้อเสนอของกลุ่มผู้ชุมนุม พร้อมกล่าววลีคลาสสิคที่ถูกจดจำมาถึงทุกวันนี้อย่าง “ทหารจะไม่มีวันทำร้ายประชาชน” “พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ” ก่อนเหตุการณ์กลับคืนสู่ภาวะปกติ.


อ่านข่าวเพิ่มเติม
- คลิปนาที รองกกต.ชนินทร์ ใบ้กิน! เจอคนชลบุรี เขต 1 จี้นับคะแนนเลือกตั้งใหม่
- สถานทูตเกาหลี ยืนยันเอง นายกเกาหลีไม่ได้พูดนักการเมืองไทยเอี่ยวสแกมเมอร์
- อดีตผู้สมัคร สส.ภูเก็ต เศร้า คนรุ่นใหม่แช่งคนแก่ รีบตายไวๆ หวังพลิกขั้วการเมืองรอบหน้า
ติดตาม The Thaiger บน Google News:





