ตำนานความขลัง “ศาลหลักเมืองบุรีรัมย์” ศูนย์รวมใจเมืองแปะ เบื้องหลังแลนด์สไลด์ ภูมิใจไทย

เจาะตำนาน ศาลหลักเมืองบุรีรัมย์ ย้อนรอยกำเนิดเมืองแปะกับปริศนาเสาหลักเมือง 2 ต้น สัญลักษณ์ความศักดิ์สิทธิ์ที่มาพร้อมปรากฏการณ์ แลนด์สไลด์สีน้ำเงิน ครองเมืองบุรีรัมย์?
ผลการนับคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการในคืนที่ผ่านมา ทำให้ชื่อของจังหวัด บุรีรัมย์ กลับมาอยู่ในความสนใจของผู้คนทั่วประเทศอีกครั้ง เมื่อ พรรคภูมิใจไทย ทำผลงานเข้าเป้าด้วยการกวาดเก้าอี้ สส. ครบทั้ง 10 เขต ตอกย้ำฉายา เมืองหลวงสีน้ำเงิน ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ท่ามกลางกระแสการเมืองที่ร้อนแรง หลายคนเริ่มหันมามอง ศาลหลักเมืองบุรีรัมย์ ในฐานะศูนย์รวมจิตใจที่ชาวเมืองให้ความเคารพศรัทธา และเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งความสามัคคีที่เหนียวแน่นของคนในพื้นที่
จุดกำเนิด เมืองแปะ ตำนานทัพกษัตริย์ผู้สร้างเมือง
เรื่องราวความศักดิ์สิทธิ์เริ่มต้นขึ้นจากประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของจังหวัด ข้อมูลจากแหล่งท่องเที่ยวและหน่วยงานศิลปกรรมท้องถิ่นระบุตรงกันว่า พื้นที่บริเวณศาลหลักเมืองในปัจจุบัน เคยเป็นจุดพักทัพของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ 1)
ในสมัยที่ยังดำรงพระยศเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก โดยพระองค์ทรงเลือกทำเลที่มีสระน้ำและ “ต้นแปะ” ขนาดใหญ่เป็นที่ตั้งมั่น
ต่อมาชาวบ้านเรียกขานพื้นที่นี้ว่า “เมืองแปะ” ก่อนจะพัฒนามาเป็นเมืองบุรีรัมย์ในปัจจุบัน ตำนานนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ศาลหลักเมืองกลายเป็น หมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณของชาวเมือง

สถาปัตยกรรมขอมโบราณ อัตลักษณ์ที่สะท้อนความยิ่งใหญ่
หากใครได้ไปเยือนจะพบว่าศาลหลักเมืองบุรีรัมย์มีความโดดเด่นแตกต่างจากที่อื่น ด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมศิลปะขอมโบราณที่เลียนแบบมาจากปราสาทพนมรุ้ง
สิ่งนี้เกิดขึ้นจากการบูรณะก่อสร้างใหม่ในช่วงปี พ.ศ. 2548–2550 เพื่อให้ตัวอาคารสะท้อนอัตลักษณ์ของจังหวัดบุรีรัมย์ได้อย่างชัดเจน
ลักษณะเป็นองค์ปรางค์มียอด 5 ชั้น ประดับลวดลายวิจิตรบรรจง พร้อมรูปปั้นเทพประจำทิศเพื่อคุ้มครองรักษาเมืองทั้งสี่ด้าน การออกแบบเช่นนี้สื่อถึงความมั่นคงและความรุ่งเรืองที่สืบทอดมาจากอารยธรรมขอมในอดีต
ปริศนา เสาหลักเมือง 2 ต้น และความศรัทธาที่ผสานวัฒนธรรมจีน
ความพิเศษที่ดึงดูดสายมูเตลูคือ ภายในศาลประดิษฐาน เสาหลักเมืองถึง 2 ต้น โดยมีข้อสันนิษฐานเล่าต่อกันมาว่า ต้นหนึ่งคือเสาหลักเมืองเก่าแก่ตั้งแต่สมัยยังเป็นเมืองแปะ (ลักษณะเอียงเล็กน้อย) ส่วนอีกต้นตั้งขึ้นเมื่อมีการยกฐานะเป็นจังหวัดบุรีรัมย์
นอกจากนี้ ในบริเวณเดียวกันยังมีศาลเจ้าจีนที่ประดิษฐานเจ้าพ่อหลักเมือง พร้อมด้วยเทพเจ้าไฉ่ซิงเอียะ (เทพแห่งโชคลาภ) และเทพเจ้ากวนอู (เทพแห่งความซื่อสัตย์และชัยชนะ) สะท้อนให้เห็นถึงการหลอมรวมวัฒนธรรมและความเชื่อที่หลากหลายเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

จากศูนย์รวมใจสู่ปรากฏการณ์ แลนด์สไลด์สีน้ำเงิน
แม้การเลือกตั้งจะขึ้นอยู่กับนโยบายและการบริหารจัดการ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเป็นปึกแผ่น ของคนในพื้นที่เป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งศาลหลักเมืองทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคีนั้น
สื่อต่างประเทศและนักวิเคราะห์มองว่าชัยชนะแบบยกจังหวัดของภูมิใจไทย เกิดจากรากฐานเครือข่ายท้องถิ่นที่แข็งแกร่ง (Patronage Network) และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนบุรีรัมย์ ซึ่งมีศาลหลักเมืองเป็นพื้นที่กลางในการจัดกิจกรรมและรวมใจชาวเมืองเสมอมา
ดังนั้น ปรากฏการณ์แลนด์สไลด์จึงไม่ใช่เรื่องของปาฏิหาริย์เพียงอย่างเดียว แต่คือผลลัพธ์ของความเข้มแข็งในชุมชนที่มีศูนย์รวมจิตใจเดียวกัน
สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล ศาลหลักเมืองตั้งอยู่ใจกลางเมืองบุรีรัมย์ ใกล้วัดกลาง (ถนนหลักเมือง) เปิดให้เข้าชมและกราบไหว้ได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00–20.00 น. โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ประวัติ พลอย ณัฐธิดา หลานเนวิน ได้เป็น สส.บุรีรัมย์ อายุแค่ 25 น้อยที่สุด
- พักหนี้ 3 ปี ภูมิใจไทย เริ่มเร็วสุดวันไหน? หลัง “อนุทิน” จัดตั้งรัฐบาลใหม่ 2569
- ลุ้น “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” รีเทิร์น หาก “อนุทิน” ตั้งรัฐบาลสำเร็จ
ขอบคุณข้อมูลจาก : Reuters, ศาลหลักเมืองบุรีรัมย์, AP News, amazing THAILAND, Pa Lan La, เดลินิวส์
ติดตาม The Thaiger บน Google News:



