ข่าว

เปิดนาทีชีวิต “สีดอหูพับ” ล้ม กรมอุทยานฯ แจงยิบ ตายเพราะสำลักอาหาร

กรมอุทยานฯ แจงกรณี “สีดอหูพับ” ช้างป่าล้มระหว่างเคลื่อนย้าย เผยไทม์ไลน์ละเอียดยิบตั้งแต่ยิงยาซึมจนถึงนาทีวิกฤต พร้อมยืนยันเตรียมทีมแพทย์ประกบ-วัดชีพจรตลอดเวลา แต่สุดยื้อจากภาวะสำลักและเครียดเฉียบพลัน

กรณีการสูญเสียช้างป่า “สีดอหูพับ” ระหว่างภารกิจเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่อำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น ได้สร้างความสะเทือนใจ เกิดข้อกังขากับชาวบ้านและกลุ่มคนรักช้างเป็นอย่างมาก หลังปรากฏภาพสีดอหูพบยังคาบอ้อยอยู่ในปากขณะถูกเจ้าหน้าที่พันธนาการเพื่อนำขึ้นรถบรรทุก

สำหรับประวัติของ สีดอหูพับ เป็นช้างป่าเพศผู้ อายุประมาณ 15-20 ปี เดิมอาศัยอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย ก่อนจะเคลื่อนย้ายถิ่นฐานลงมาหากินในพื้นที่การเกษตรอำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น มีพฤติกรรมเข้าใกล้ชุมชนบ่อยครั้ง จนทำร้ายประชาชนเสียชีวิตไปแล้วถึง 2 ราย ทำให้ศาลปกครองจังหวัดขอนแก่นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ดำเนินการเคลื่อนย้ายเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

ลำดับเหตุการณ์ในคืนเกิดเหตุ เริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลา 19.30 น. เจ้าหน้าที่ได้ทำการยิงยาซึมเพื่อสงบช้าง จากนั้นในเวลา 21.00 น. ได้นำรถแบ็กโฮเข้ามาขุดหลุมปรับระดับพื้นดิน ให้รถบรรทุกถอยลงไปจอดเทียบในช่องที่กำหนด เพื่อให้ท้ายรถอยู่ในระดับเดียวกับพื้นดิน อำนวยความสะดวกในการผลักดันช้างขึ้นรถ โดยเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้ช่วยกันดำเนินการจนกระทั่งเวลา 23.00 น. ขบวนรถบรรทุกจึงเริ่มออกเดินทางมุ่งหน้าสู่โครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าภูหลวง จังหวัดเลย

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยืนยันว่าปฏิบัติการครั้งนี้ได้เตรียมการตามมาตรฐานสากลอย่างรัดกุม ได้คำนวณปริมาณยาสลบให้เหมาะสมกับน้ำหนักและสภาพร่างกายของช้าง มีการจัดท่าทางของช้างบนรถเพื่อลดแรงกดทับระบบทางเดินหายใจ รวมถึงมีทีมสัตวแพทย์และสัตวบาลคอยติดตามสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิด ทั้งอัตราการหายใจ ชีพจร และอุณหภูมิร่างกายตลอดกระบวนการ

อย่างไรก็ตาม หลังจากออกเดินทางได้เพียง 15 นาที ช้างเกิดภาวะวิกฤตทางสรีรวิทยาอย่างกะทันหัน มีอาการชักเกร็ง ทีมสัตวแพทย์จึงสั่งหยุดขบวนรถทันทีและเข้าช่วยเหลือตามหลักเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ทั้งการเปิดทางเดินหายใจ การให้สารน้ำ และควบคุมอุณหภูมิ แต่สุดท้ายไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้

จากการผ่าชันสูตรซากเบื้องต้น ทีมสัตวแพทย์พบเศษอาหาร หญ้า และอ้อยจำนวนมากในทางเดินอาหาร รวมถึงพบความผิดปกติที่อวัยวะภายในหลายจุด เช่น กล้ามเนื้อหัวใจขยายตัวและมีเลือดออก จึงสันนิษฐานสาเหตุการตายว่าเกิดจาก “การสำลักอาหารทำให้อุดตันหลอดลม ร่วมกับภาวะกล้ามเนื้อสลายจากความเครียดระหว่างการจับ” ส่งผลให้เกิดภาวะช็อกและหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน

ทั้งนี้ กรมอุทยานฯ จะดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส พร้อมทบทวนมาตรฐานการเคลื่อนย้ายสัตว์ป่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สูญเสียซ้ำรอยในอนาคต

ที่มาภาพจาก : ลุงเกรียง หมีแบกกล้อง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ติดตาม The Thaiger บน Google News:

Aindravudh

นักเขียนประจำ Thaiger มีประสบการณ์เขียนข่าวมากกว่า 5 ปี จบการศึกษาด้านภาษาและประวัติศาสตร์ จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีความสนใจ ประเด็นความเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมือง เจาะประเด็นข่าวทางสังคม ด้วยกลวิธีการเล่าเรื่องแบบย่อยง่าย อย่างงานเขียนสร้างสรรค์ สั้น กระชับ จับทุกประเด็น หัวข้อที่เชียวชาญคือเรื่องไลฟ์สไตล์ เลขเด็ด หวยรัฐบาลไทย หวยลาว ช่องทางติดต่อ vajara@thethaiger.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top button