รู้จักภาวะ “มดลูกแตก” คืออะไร? มหัตภัยร้ายที่อาจพรากชีวิตทั้งแม่และลูกในท้อง

รู้จักภาวะ “มดลูกแตก” มหัตภัยร้ายของคนท้อง ที่อาจพรากชีวิตทั้งแม่และลูกในครรภ์ไปตลอดกาล เช็กอาการ-ปัจจัยเสี่ยง เพื่อความปลอดภัย
ภาวะ “มดลูกแตก” (Uterine Rupture) คือ ภาวะที่ผนังมดลูกฉีกขาดทะลุทุกชั้น ทำให้ทารก เลือด หรือรก อาจหลุดออกนอกโพรงมดลูก ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรม ที่มีอันตรายรุนแรงต่อชีวิตทั้งมารดาและทารกในครรภ์ จึงจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
สาเหตุและภาวะเสี่ยงที่ทำให้ มดลูกแตก
แม้ตัวเลขจาก StatPearls จะระบุว่า โอกาสเกิดภาวะมดลูกแตก ในผู้หญิงท้องทั่วไปนั้นต่ำเพียง 1 ในกว่า 5,000-7,000 ของการคลอดเท่านั้น แต่สถิติตัวเลขจะเพิ่มมากขึ้นจนน่ากลัวเมื่ออยู่ในกลุ่ม “คุณแม่ที่เคยผ่าคลอด” มาก่อน โดยข้อมูลจาก AAFP ระบุว่า แผลผ่าตัดเดิมคือจุดที่เปราะบางที่สุด โดยเฉพาะแผลแนวตั้ง (Classical incision) ที่มีความเสี่ยงสูงจนห้ามคลอดเองตามธรรมชาติผ่านช่องคลอดอย่างเด็ดขาด
นอกจากนี้ ปัจจัยเสริมอื่น ๆ ที่เสี่ยงทำให้เกิดภาวะมดลูกแตกได้นั่นก็คือ การตั้งครรภ์แฝด, ทารกตัวใหญ่เกินไป หรือภาวะคลอดติดขัดที่ยืดเยื้อ รวมถึงอุบัติเหตุแรงกระแทกหน้าท้องรุนแรง และแม้แต่การใช้ยาเร่งคลอดเกินขนาด ซึ่งเหตุผลต่าง ๆ นี้ก็เป็นชนวนสำคัญที่อาจทำให้มดลูกรับแรงดันภายในไม่ไหวจนเกิดการปริและแตกขึ้น

สัญญาณเตือนของภาวะมดลูกแตก
โรงพยาบาลพระราม 9 ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับอาการและสัญญาณเตือนคุณแม่ตั้งครรภ์ถึงภาวะมดลูกแตก เอาไว้ดังนี้
- ปวดท้องรุนแรงทันที หรือปวดผิดไปจากการเจ็บครรภ์คลอดตามปกติ
- มีเลือดออกทางช่องคลอดในปริมาณมาก
- การหดรัดตัวของมดลูกผิดปกติ หรือหายไปกะทันหัน
- ชีพจรมารดาเต้นเร็วผิดปกติ ความดันโลหิตต่ำ หรือมีภาวะช็อก
- หัวใจทารกเต้นผิดปกติ เช่น เต้นช้าลง หรือไม่พบการเต้นของหัวใจทารก
แนวทางการรักษาหากแม่ตั้งครรภ์มีภาวะมดลูกแตก
เนื่องจาก ภาวะมดลูกแตก จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน โดยแพทย์จะทำการ ผ่าตัดคลอดฉุกเฉินทันที จากนั้นจะเย็บซ่อมแซมมดลู หรือในบางกรณีที่มีเลือดออกจำนวนมากและไม่สามารถควบคุมเลือดได้ แพทย์ก็จะทำการตัดมดลูกออก ต่อมาจะให้เลือดและสารน้ำ เพื่อป้องกันภาวะช็อกและรักษาความดันโลหิตให้คงที่
มดลูกแตก สามารถท้องได้อีกไหม?
สำหรับประเด็นนี้ พ.ต.อ.พญ. บงกช นราพุฒิ เวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ สูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา จาก โรงพยาบาลสมิติเวช แนะนำว่า “หากมดลูกยังไม่ถูกตัดออก ก็ยังสามารถตั้งครรภ์ใหม่ได้ แต่ต้องมีการวางแผนและเว้นระยะให้แผลสมานตัวและแข็งแรงเต็มที่ ก่อนการมีบุตรอีกครั้ง อย่างน้อย ๆ ประมาณ 2 ปี และต้องผ่าคลอดเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้แผลในการผ่าตัดซ่อมแซมมดลูกก่อนหน้านี้ปริหรือแตก ซึ่งเป็นอันตรายทั้งต่อแม่และเด็กในครรภ์”
อย่างไรก็ตาม ภาวะมดลูกแตก พบได้ไม่บ่อย แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วถือว่าเป็นภาวะที่รุนแรงและอันตราย จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วนเพื่อช่วยชีวิตทั้งมารดาและทารก ทั้งนี้หากกำลังตั้งครรภ์ มีประวัติผ่าคลอด หรือมีปัจจัยเสี่ยง ควรฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอ และปรึกษาสูตินรีแพทย์ที่ดูแล เพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนการคลอดอย่างปลอดภัย
อ้างอิงจาก : praram9, กลุ่มวิชาการพยาบาลสูติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม, samitivejhospitals, aafp, ncbi
ติดตาม The Thaiger บน Google News:





