ข่าว

เด็กป.2 ถูกเพื่อนบูลลี่ “กินยาเพราะปัญญาอ่อน” เรื่องนี้ครูประจำชั้นรู้คนเดียว พ่อสงสัยข้อมูลหลุดได้ไง?

หัวใจสลาย ลูกชายป.2 ถูกเพื่อนบูลลี่ “กินยาเพราะปัญญาอ่อน” ทั้งที่แค่ ‘สมาธิสั้น’ พ่อ เผย ครูประจำชั้น รู้อาการคนเดียว สงสัยข้อมูลหลุดได้ไง?

ต้องบอกเลยว่าเรื่องราวนี้กำลังได้รับความสนใจจากผู้ปกครองจำนวนมาก เมื่อมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ระบายความอัดอั้นและขอคำแนะนำจากครอบครัวอื่น ๆ หลังลูกชายวัย ป.2 ถูกเพื่อนร่วมห้องบูลลี่ว่า “เป็นออทิสติก ปัญญาอ่อน เป็นเด็กพิเศษ ต้องกินยาทุกวัน” จนลูกชายงอแงไม่อยากไปโรงเรียน โดยคุณพ่อย้ำว่าเรื่องการกินยารักษาอาการสมาธิสั้นนั้นมีเพียงครูประจำชั้นเท่านั้นที่ทราบ

“พิมพ์ไปน้ำตาไหลไป สงสารลูก ทำไมต้องมาเจอสังคมอะไรแบบนี้ จากเด็ก ร.ร.เอกชนบุรีรัมย์ มาเรียน ร.ร.แถวบ้านที่สุรินทร์ (ซึ่งเป็นห้องพิเศษเน้นภาษาด้วย)

เรื่องเล่าจากพี่เจ้าของร้านค้าแถวโรงเรียน วันก่อนมีเพื่อนในห้องติณติณ เป็นเด็กผู้หญิงไปยืนด่าติณติณ ที่ร้านพี่ (เวลาเลิกเรียนถ้าผมไปรับช้า ก็จะให้เค้าเดินไปรอที่ร้านนี้ตลอด) ซึ่งเป็นร้านขายของเล่นเด็ก ด้วยความเป็นเด็กผู้ชาย ป.2 พี่เจ้าของร้านเล่าว่า ติณติณเค้าก็จะเดินหยิบนั่นหยิบนี่ดู เคาะนั่นเคาะนี่ในร้าน เค้าก็ดูไปเรื่อยตามประสาเด็ก ซึ่งเจ้าของร้านรู้จักครอบครัวเราดี และสนิทกันมาก

เด็กผู้หญิงคนนั้นเห็นติณติณทำพฤติกรรมแบบนั้น เลยพูดออกมาว่า “ติณติณ เป็นเด็กออทิสติก เป็นเด็กปัญญาอ่อน เป็นเด็กพิเศษ เลยต้องกินยาทุกวัน” พี่เจ้าของร้านเลยถามเด็กคนนั้นว่า “ทำไมหนูว่าเพื่อนแบบนั้นลูก แล้วหนูรู้ได้ยังไงว่าเขาเป็น ว่าเขาต้องกินยา อย่าไปว่าเพื่อนแบบนี้อีกนะ” คำพูดของพี่เจ้าของร้าน และเด็กก็ไม่ได้ตอบกลับอะไรมา (ซึ่งในห้องมีครูคนเดียวที่รู้ว่าติณต้องกินยา ทำไม เพราะอะไร)

เสียงจากเพื่อนในห้องว่า : ยังมีเพื่อนในห้องเป็นเด็กผู้ชายชอบบูลลี่ติณติณ กลางห้องต่อหน้าเพื่อน ๆ คนอื่นเรื่องนี้ด้วย จนต้องสะพายกระเป๋าจะเดินออกจากห้องกลับบ้านอย่างเดียว เพราะติณติณเขาเป็นเด็กเก็บความรู้สึกเก่งมาก ไม่เถียง ไม่ตอบโต้

ใช่ครับลูกผมต้องกินยา เนื่องจากเข้าข่ายเด็กสมาธิสั้น อยู่ไม่ค่อยนิ่ง จึงต้องให้ยาสมาธิ คุณหมอก็บอกว่าก็ตามวัยของเค้า หมอเคยเห็นเด็กบางคน อาการหนักกว่านี้ยังไม่มารักษาเลย (คุณหมอประจำตัวที่บุรีรัมย์)

อีกเรื่องน่ายินดีคือ เพื่อนสนิทของติณติณเพียงคนเดียว เขาเล่าว่า ติณติณตอนย้ายมาใหม่เก่งภาษาอังกฤษมาก เวลาที่ครูให้ยกมือตอบ แต่ติณเขาไม่ชอบยกมือตอบ แต่ติณติณจะตอบได้หมดภาษาอังกฤษเวลาที่ครูถาม (เก่งมากลูก)

สุดท้าย มีครูคนเดียวที่รู้ว่าติณติณต้องกินยาเพราะอะไร และเพื่อนบางคนก็อาจจะเห็นตอนติณติณกินยา *** แต่ประเด็นคือ คำว่า “ติณติณต้องกินยา เพราะเป็นเด็กออทิสติก เป็นเด็กปัญญาอ่อน เป็นเด็กพิเศษ“ เด็ก ๆ เอาคำเหล่านี้มาจากไหนมาบูลลี่เพื่อน

สอบถามความคิดเห็นผู้ปกครองครับ มีความคิดเห็นอย่างไรบ้างครับ ผมสงสารลูก ช่วงหลังเขาบอกเสมอว่า ไม่อยากไปเรียนที่นี่แล้ว พอรู้เรื่องนี้แค่นั้นแหละ จุกอก ส่วนแม่เขาก็ร้องไห้สงสารลูก คิดอย่างเดียวคือ อยากย้าย ร.ร มากตอนนี้ สัมคมที่นี่ไว้ใจไม่ได้เลย สำหรับผมขอคุยกับครูประจำชั้น และผู้อำนวยการก่อน ปรึกษาหาทางแก้ไขเบื้องต้นกันก่อนครับ #ลูกผมไม่ได้เป็นเด็กปัญญาอ่อนไม่ใช่เด็กออทิสติก #ยังมีอีกหลายเรื่องในห้องเรียนนี้ที่ทราบข่าวมาจากผู้ปกครอง”

เด็กป.2 ถูกบูลลี่ กินยารักษาปัญญาอ่อน เรื่องนี้ครูรู้คนเดียว พ่อสงสัยข้อมูลหลุดได้ไง

หลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ได้ไม่นานก็มียอดแชร์แล้วกว่า 331 ครั้ง มีคนกดไลก์มากกว่า 6 พันครั้ง และมีความคิดเห็นจากชาวเน็ต รวมถึงคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกสมาธิสั้นมาร่วมส่งกำลังใจให้กับครอบครัวและน้องติณติณกันเป็นจำนวนมาก บางคนก็มองว่าการย้ายโรงเรียนไปเรื่อย ๆ ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหา แต่อยากจะแนะนำให้ครอบครัวปลูกฝังในเรื่องของสภาวะจิตใจที่เข้มแข็งให้กับเด็ก เพื่อที่จะต่อสู้และเผชิญกับเหตุการณ์เช่นนี้ได้ในอนาคต เพราะสังคมภายนอกไม่ได้ใจดีและสวยงามเสมอไป

เบื้องต้นจากการที่ทีมข่าว เดอะไทยเกอร์ ได้ติดต่อขอสัมภาษณ์ไปทางคุณพ่อของน้องและเป็นเจ้าของโพสต์เรื่องเล่าข้างต้น โดยคุณพ่อเผยว่าได้มีการสอบถามไปยังครูประจำชั้นเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กหญิงที่บูลลี่ลูกชายว่ามีนิสัยอย่างไร ซึ่งทางครูกล่าวว่าเด็กหญิงคนดังกล่าวเป็นเด็กดีเรียบร้อย ทางครอบครัวจึงไม่ได้สอบถามอะไรเพิ่มเติม และไม่ได้เอาความอะไรกับเด็กหญิงและครอบครัว

ขณะที่ทางทีมข่าวสอบถามคุณพ่อของเด็ก ป.2 ถึงประเด็นที่พ่อโพสต์ว่าครูประจำชั้นรู้เรื่องการกินยารักษาอาการสมาธิสั้นของน้องติณติณเพียงคนเดียว เป็นไปได้หรือไม่ที่ครูอาจจะมีหลุดพูดกับเด็ก ๆ ในห้อง ทางคุณพ่อตอบประเด็นนี้ว่า “ผมไม่อยากปรักปรำครูนะครับ แต่ผมเดาว่าเด็กจะรู้ได้ไงว่ากินยาเพราะอะไ รเป็นอะไร ถ้าครูไม่พูด แค่เราไม่รู้ว่าครูใช้คำพูดแบบไหนสื่อสารกับเด็กออกไปครับ แต่เพื่อนสนิทของติณติณเล่าให้ฟังว่า ครูชอบถามติณติณต่อหน้าเพื่อนว่ากินยาหรือยัง ซึ่งมันก็เป็นไปได้หลายมุมมากเลยครับ”

เมื่อถามถึงการดำเนินการหลังจากเกิดเหตุการณ์การบูลลี่ภายในโรงเรียนขึ้นจนทำให้ลูกชายไม่อยากไปโรงเรียน คุณพ่อกล่าวว่า “เบื้องต้นจะเข้าไปคุยกับครูประจำชั้นและผู้อำนวยการก่อนครับ หลัก ๆ ผมมองว่า ครูประจำชั้นยังไม่มีมีประสิทธิภาพพอที่จะควบคุมหรือดูแลห้องพิเศษ และเด็ก 20 กว่าคนกับครูคนเดียวได้ครับ”

ความเห็นชาวเน็ต-4 ความเห็นชาวเน็ต-3 ความเห็นชาวเน็ต-2 ความเห็นชาวเน็ต-1 ความเห็นชาวเน็ต

อ้างอิงจาก : FB Methawat Pangya

ติดตาม The Thaiger บน Google News:

GIFT T.

Rewriter สาวจากรั้วสวนดุสิต เก็บเกี่ยวประสบการณ์งานข่าวมากว่า 5 ปี ชื่นชอบการส่งต่อเรื่องราวเกี่ยวกับ ไลฟ์สไตล์ หวย และข่าวบันเทิง พร้อมเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้นักอ่านได้เห็นประเด็นรอบด้านมากยิ่งขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top button