ข่าว

อย่าชะล่าใจ ไข้หวัดใหญ่ระบาด ป่วยพุ่งล้าน ดับแล้ว 125 ราย ระวังเงียบหน้าหนาว

กรมควบคุมโรค เปิดสถิติผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ปี 68 สะสม 1.1 ล้าน เสียชีวิตแล้ว 125 ราย พบระบาดหนักในโรงเรียน เปิด 7 กลุ่มควรฉีดวัคซีน เสี่ยงภาวะแทรกซ้อนถึงตาย

เปิดศักราชใหม่ 2569 ช่วงที่อากาศที่ยังคงเย็นลงในหลายพื้นที่ กรมควบคุมโรคออกมาส่งสัญญาณเตือนให้ประชาชนการ์ดอย่าตกกับโรคยอดฮิตในช่วงฤดูหนาวอย่าง ไข้หวัดใหญ่ ที่ล่าสุดพบตัวเลขผู้ป่วยสะสมในปีที่ผ่านมาพุ่งสูงกว่า 1.1 ล้านราย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กและวัยเรียนที่น่าเป็นห่วงที่สุด หลังพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในสถานศึกษา

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยสถานการณ์ล่าสุด แม้ขณะนี้จะยังไม่พบสายพันธุ์ใหม่ที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น แต่การเฝ้าระวังยังคงต้องเข้มข้น เนื่องจากเป็นช่วงฤดูหนาวที่มีการรวมตัวทำกิจกรรมในพื้นที่ปิด ทั้งโรงเรียนและสถานที่ทำงาน ซึ่งเอื้อต่อการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส

จากข้อมูลเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค สรุปสถานการณ์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 30 ธันวาคม 2568 พบว่ามีผู้ป่วยสะสมจำนวน 1,183,823 ราย และ ผู้เสียชีวิต 125 ราย อัตราป่วยตาย ร้อยละ 0.01 โดยกลุ่มอายุที่มีอัตราป่วยต่อประชากรแสนคนสูงสุด 3 อันดับแรก คือ

1. กลุ่มอายุ 5 – 9 ปี (6,150.20)

2. กลุ่มอายุ 0 – 4 ปี (5,122.00)

3. กลุ่มอายุ 10 – 14 ปี (4,203.20)

เช็กอาการให้ชัวร์ ไข้หวัด vs ไข้หวัดใหญ่ ต่างกันอย่างไร?

กรมควบคุมโรคได้ให้จุดสังเกตความแตกต่างของอาการ เพื่อให้ประชาชนดูแลตัวเองได้ถูกต้อง

ไข้หวัดทั่วไป : อาการมักไม่รุนแรง มีไข้ไม่สูง น้ำมูกไหล ไอเล็กน้อย ส่วนใหญ่หายเองได้ หากมีอาการไข้สูง ไอ เจ็บคอ ปวดเมื่อยมาก หรืออาการไม่ดีขึ้นภายใน 2 – 3 วัน ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง

ไข้หวัดใหญ่ : เป็นโรคติดเชื้อไวรัสระบบทางเดินหายใจแบบเฉียบพลัน อาการรุนแรงกว่าชัดเจน มีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียมาก ไอและเจ็บคอ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมและทันท่วงที ติดต่อทางการหายใจ

นอกจากนี้การแพร่เชื้ออาจเกิดโดยการสัมผัสฝอยละอองน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย หรือจากมือที่สัมผัสกับพื้นผิวที่มีเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ แล้วใช้มือสัมผัสที่จมูกและปาก

แนะนำให้ดูแลสุขภาพ รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ป้องกันตนเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องเข้าไปในที่ที่มีคนรวมตัวกันจำนวนมาก ล้างมือด้วยน้ำสะอาด และสบู่ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์บ่อย ๆ หรือหากมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ควรหยุดพักรักษาตัวอยู่บ้าน 3 – 7 วัน หรือจนกว่าจะหายเป็นปกติ เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ ถ้าหากอาการไม่ดีขึ้น เช่น หอบเหนื่อย ซึมลง ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว

เปิด 7 กลุ่มเสี่ยง ต้องฉีดวัคซีน-ดูแลเป็นพิเศษ

นายแพทย์มณเฑียร เน้นย้ำว่า การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดเพื่อลดความรุนแรงของโรค โดยเฉพาะใน 7 กลุ่มเสี่ยง ได้แก่

1. เด็กอายุ 6 เดือน – 2 ปี

2. ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป

3. หญิงตั้งครรภ์ที่อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป)

4. ผู้ป่วยโรคอ้วน

5. ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้

6. ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

7. ผู้มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค ได้แก่ ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน

หากใครมีอาการป่วย ควรหยุดพักรักษาตัวที่บ้าน 3-7 วัน สวมหน้ากากอนามัย และล้างมือบ่อยๆ เพื่อตัดวงจรการแพร่เชื้อสู่คนรอบข้าง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

ข้อมูลจาก : ddc

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ติดตาม The Thaiger บน Google News:

sukanlaya s.

นักเขียนบทความ SEO ประจำเว็บไซต์ The Thaiger จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เชี่ยวชาญงานเขียนประเภท ข่าวกระแสสังคม และบทความไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็น รีวิวที่เที่ยว เทรนด์แฟชั่นและความงาม พร้อมแนะนำกระแสมาแรง ทันเหตุการณ์ ช่องทางติดต่อ ying@thethaiger.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top button