ข่าว

วิกฤตประชากร ปี 69 เด็กเกิดใหม่ส่อต่ำกว่า 4 แสนคน ไทยจ่อเข้า “สังคมสูงวัยสุดยอด”

ม.มหิดล เผยสถานการณ์ปี 69 เด็กเกิดใหม่ส่อต่ำกว่า 4 แสนคน ไทยจ่อเข้าสังคมสูงวัยสุดยอด ผู้สูงอายุอยู่ลำพังพุ่ง 1.8 ล้านคน

เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผย “สถานการณ์ประชากรไทย ปี 2569” ชี้ชัดว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างประชากร จากปรากฏการณ์ “เกิดน้อย อายุยืน และแรงงานหดตัว” อย่างรวดเร็ว

จนกำลังจะเข้าสู่ สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) คือมีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 28 ภายในเวลาไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า พร้อมเน้นย้ำว่า วิกฤตประชากรครั้งนี้ไม่ใช่ทางตัน หากแต่เป็นโอกาสสำคัญในการ “ปฏิรูปคุณภาพคน” และวางนโยบายระยะยาวเพื่อความมั่นคงของประเทศ

ปี 2568 จำนวนเด็กเกิดลดลงเกือบ 5 หมื่นคน ปีหน้าอาจลดต่ำกว่า 4 แสนคน

ข้อมูลจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบุว่า ปี 2568 ประเทศไทยมีเด็กเกิดเพียง 416,574 คน จำนวนเด็กเกิดลดลงจากปี 2567 มากถึงเกือบ 5 หมื่นคน หากทิศทางยังเป็นเช่นนี้ ในปี 2569 อาจจะได้เห็นจำนวนการเกิดในไทยลดต่ำกว่า 4 แสนคน ขณะที่มีผู้เสียชีวิตถึง 559,684 คน ส่งผลให้อัตราเพิ่มประชากรติดลบเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน โดยประเทศไทยมีประชากรรวมประมาณ 65.8 ล้านคน

สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล คาดการณ์ว่า หากอัตราเจริญพันธุ์รวม (TFR) ลดลงต่อเนื่องจนใกล้ระดับประเทศเกาหลีใต้ที่ 0.7 ภายใน 10 ปีข้างหน้า จำนวนประชากรไทยจะลดลงเหลือเพียง 61.6 ล้านคนในปี 2577 และในช่วงเวลาเดียวกัน ประเทศไทยจะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด ขณะที่ประชากรวัยแรงงานจะหายไปกว่า 2.5 ล้านคน

FB/ Institute for Population and Social Research, Mahidol University, Thailand

คนรุ่นใหม่ยัง “อยากมีลูก” แต่ติดกับดักเศรษฐกิจและสังคม

แม้ตัวเลขการเกิดจะลดลงอย่างน่ากังวล แต่ผลสำรวจออนไลน์ความคิดเห็นของประชาชนชนไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,591 คน (สถานการณ์ประชากรและสังคม ปี 2568) โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Y และ Gen Z ส่วนใหญ่ยังต้องการมีบุตร เพื่อเติมเต็มชีวิตครอบครัว ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “ไม่อยากมีลูก” แต่อยู่ที่ ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ค่าครองชีพสูง ภาระหนี้สิน การขาดศูนย์ดูแลเด็กที่เข้าถึงได้ และเวลาทำงานที่ไม่ยืดหยุ่น

นอกจากนี้ผลสำรวจยังชี้ว่า มาตรการ “แจกเงิน” เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ประชาชนให้ความสำคัญกับ คุณภาพการศึกษา เวลาทำงานที่ยืดหยุ่น และระบบสนับสนุนครอบครัวมากกว่า เพื่อสร้างความมั่นใจในการเลี้ยงดูบุตรในระยะยาว

FB/ Institute for Population and Social Research, Mahidol University, Thailand

ดัชนีความสุขต่ำ สะท้อนแรงกดดันคนรุ่นใหม่-กลุ่มเปราะบาง

ดัชนีความสุขประชากรไทย ปี 2568 พบค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 7.05 จาก 10 คะแนน แต่มีความเหลื่อมล้ำชัดเจนระหว่างกลุ่มวัยและอาชีพ โดย Gen Z มีความสุขต่ำที่สุด ในขณะที่กลุ่มเกษตรกรมีคะแนนความสุขต่ำเพียง 5.50 คะแนน สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างด้านรายได้และคุณภาพชีวิต ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนการสร้างครอบครัวและการตัดสินใจมีบุตร

ทางรอดแรงงานไทย: การย้ายถิ่นเพื่อทดแทนประชากร

เมื่อการเพิ่มประชากรโดยธรรมชาติไม่ทันต่อการหดตัวของแรงงาน สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล จึงเสนอแนวคิด “การย้ายถิ่นเพื่อทดแทนประชากร (Replacement Migration)” โดยถอดบทเรียนจากประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ผลสำรวจพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่มีทัศนคติเปิดรับแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะแรงงานทักษะสูง (ร้อยละ 54.0) และเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการเปิดโอกาสให้เด็กข้ามชาติที่เติบโตและผ่านการศึกษาในไทย (ร้อยละ 64.3) สามารถทำงานได้เมื่อบรรลุนิติภาวะ ซึ่งถือเป็นทุนมนุษย์ที่พร้อมใช้งานและปรับตัวได้ดี

สัญญาณอันตราย: ผู้สูงอายุกว่า 1.8 ล้านคน เสี่ยง “ตายโดดเดี่ยว”

อีกหนึ่งประเด็นเร่งด่วนคือ ผลการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ชี้ให้เห็นสถานการณ์ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ลำพัง มีจำนวนสูงถึง 1.8 ล้านคน เพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าในรอบ 30 ปี ทั้งนี้มีความน่ากังวลสำหรับผู้สูงอายุที่อาศัยในเขตเมือง ซึ่งมีข้อจำกัดในการได้รับการดูแลโดยชุมชน แนวคิดการสร้างตาข่ายนิรภัยดิจิทัล (Digital Safety Net) เช่น การใช้ข้อมูลการใช้น้ำ-ไฟฟ้าเป็นสัญญาณเตือน จะช่วยป้องกันการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวและยกระดับการดูแลผู้สูงอายุให้ใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี

FB/ Institute for Population and Social Research, Mahidol University, Thailand

ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า คนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการปรับนิยามผู้สูงอายุ

ผลสำรวจออนไลน์โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจได้สะท้อนความเห็นเกี่ยวกับการปรับตัวสู่สังคมสูงวัย โดยเสียงส่วนใหญ่กว่าครึ่ง (ร้อยละ 53.0) เห็นควรให้ปรับนิยาม “ผู้สูงอายุ” โดยเริ่มต้นที่ 65 ปี โดยเฉพาะในกลุ่มข้าราชการ พนักงานบริษัท และผู้ที่มีการศึกษาสูง เนื่องจากเล็งเห็นศักยภาพในการทำงานต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ยังคงมีช่องว่างระหว่างวัย

เนื่องจากกลุ่ม Gen Z ยังต้องการให้อายุเกษียณคงอยู่ที่ 60 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้คน Gen Z ได้เข้าสู่ตลาดแรงงาน ดังนั้นทุกภาคส่วนจึงควรให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการรักษาบุคลากรสูงวัยที่มีทักษะสูงกับการเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ได้เติบโตในสายอาชีพไปพร้อมกัน รวมทั้งควรแยกนโยบายอายุเกษียณตามลักษณะงานและทักษะ

การนำเสนอผลงานวิจัยสถานการณ์ประชากรไทยโดย ม.มหิดล
FB/ Institute for Population and Social Research, Mahidol University, Thailand

พลิกวิกฤตประชากร ด้วยการลงทุนใน “คน”

การรับมือวิกฤตเกิดน้อย-สังคมสูงวัย ต้องก้าวข้ามนโยบายระยะสั้น และหันมาลงทุนใน คุณภาพคนตั้งแต่ปฐมวัย การยกระดับทักษะแรงงาน และการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อครอบครัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนการหดตัวของประชากรให้กลายเป็นโอกาสในการยกระดับศักยภาพประเทศในระยะยาว

ที่มา: มหาวิทยาลัยมหิดล

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ติดตาม The Thaiger บน Google News:

Suriyen J.

นักเขียนบทความข่าว จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขาปรัชญาและศาสนา มีประสบการณ์กับสำนักข่าวระดับประเทศ ชื่นชอบด้านสังคม การเมือง ต่างประเทศ ทำให้สามารถสร้างคุณค่าผ่านงานเขียน เพื่อให้ผู้อ่านได้ประโยชน์ครบทุกมิติ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top button