ข่าวต่างประเทศ

รู้จัก Ghost Murmur เครื่องมือลับ CIA ตรวจจับหัวใจจากระยะ 64 กม. ช่วยนักบินสหรัฐฯ ที่ถูกยิงตกในอิหร่าน

เปิดคลังอาวุธ Ghost Murmur เทคโนโลยีควอนตัมจาก Skunk Works ของ Lockheed Martin ถูกนำมาใช้ปฏิบัติการจริงครั้งแรก ท่ามกลางสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน และวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ

เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 สำนักข่าว New York Post เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องมือลับของสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (CIA) ที่มีชื่อว่า Ghost Murmur ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการค้นหาตำแหน่งนักบินอเมริกันที่ถูกยิงตกในอิหร่าน นับเป็นการใช้งานจริงครั้งแรกของเทคโนโลยีนี้ ท่ามกลางสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยืดเยื้อมานานกว่า 5 สัปดาห์

Ghost Murmur คืออะไร?

Ghost Murmur เป็นระบบที่ใช้เทคโนโลยี ควอนตัมแมกนีโตเมตรีระยะไกล (long-range quantum magnetometry) ตรวจจับลายนิ้วมือแม่เหล็กไฟฟ้าของการเต้นหัวใจมนุษย์ แล้วนำข้อมูลมาประมวลผลร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อแยกสัญญาณหัวใจออกจากสัญญาณรบกวนในพื้นที่กว้าง

แหล่งข่าวที่รับทราบรายละเอียดโครงการอธิบายว่า ระบบนี้ทำงานได้ดีในพื้นที่ห่างไกลที่มีสัญญาณรบกวนต่ำ เช่น ทะเลทราย ซึ่งมีจำนวนมนุษย์น้อย ทำให้สัญญาณหัวใจของเป้าหมายโดดเด่นขึ้นมา

ชื่อ Ghost Murmur มีที่มาตั้งใจ คำว่า “Murmur” เป็นศัพท์ทางการแพทย์ที่หมายถึงจังหวะหัวใจ ส่วน “Ghost” หมายถึงการค้นหาคนที่หายไปจนเหมือนล่องหน

แผนก Skunk Works ของ Lockheed Martin เป็นผู้พัฒนา Ghost Murmur แผนกนี้เป็นหน่วยพัฒนาอากาศยานลับที่อยู่เบื้องหลังเครื่องบินสอดแนม U-2 และ SR-71 Blackbird ในอดีต ระบบดังกล่าวผ่านการทดสอบบนเฮลิคอปเตอร์ Black Hawk แล้ว และมีแผนจะนำไปใช้กับเครื่องบินขับไล่ F-35 ในอนาคต

เทคโนโลยีหลักของระบบคือเซนเซอร์ที่สร้างจากข้อบกพร่องระดับจุลภาคในเพชรสังเคราะห์ ซึ่งสามารถตรวจจับสนามแม่เหล็กที่เกิดจากการเต้นของหัวใจได้ในระยะไกลกว่าที่เคยเป็นไปได้

ปฏิบัติการกู้ชีพนักบินสหรัฐฯ ในอิหร่าน

เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 3 เมษายน 2569 ตามเวลาท้องถิ่นในอิหร่าน ขีปนาวุธอิหร่านยิงถล่มเครื่องบินขับไล่ F-15E Strike Eagle สังกัดฝูงบิน 494 ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ซึ่งใช้รหัสเรียกขาน DUDE 44 นักบินทั้ง 2 นายดีดตัวออกจากเครื่องสำเร็จ แต่ลงจอดห่างกันหลายกิโลเมตรในพื้นที่ภูเขาทางตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่าน

กองทัพสหรัฐฯ กู้ตัวนักบิน (DUDE 44 Alpha) ได้สำเร็จภายในไม่กี่ชั่วโมง แต่เจ้าหน้าที่ระบบอาวุธ (WSO) หรือ DUDE 44 Bravo ซึ่งมียศพันเอก ยังสูญหาย เขาได้รับบาดเจ็บจากการดีดตัว แต่ยังเดินได้ และใช้การฝึก SERE (การเอาตัวรอด หลบหนี ต่อต้าน และหลีกเลี่ยง) ปีนสันเขาสูงราว 2,100 เมตร เข้าไปซ่อนตัวในซอกหินบนภูเขา

กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) หน่วยบาสิจ และชาวเผ่าติดอาวุธ ระดมค้นหานักบินอเมริกัน พร้อมตั้งค่าหัว ขณะเดียวกัน CIA เปิดปฏิบัติการลวงโดยปล่อยข่าวในอิหร่านว่าสหรัฐฯ พบตัวนักบินแล้วและกำลังนำตัวออก เพื่อหันเหความสนใจของฝ่ายอิหร่านไปทิศทางอื่น

ในจังหวะสำคัญ Ghost Murmur สามารถระบุตำแหน่งของนักบินได้สำเร็จ ประธานาธิบดีทรัมป์เปิดเผยว่า CIA ตรวจพบตำแหน่งนักบินจากระยะประมาณ 40 ไมล์ (ราว 64 กิโลเมตร) ระบบนี้ทำงานร่วมกับอุปกรณ์ระบุตำแหน่งเอาตัวรอด (CSEL) ที่นักบินส่งสัญญาณเป็นระยะ

ผู้อำนวยการ CIA จอห์น แรทคลิฟฟ์ กล่าวในการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 7 เมษายนว่า CIA ใช้ “ขีดความสามารถพิเศษ” ในการค้นหานักบิน แต่ไม่เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม ขณะที่ทรัมป์กล่าวว่า CIA มีบทบาทสำคัญมากในการค้นหา

ปฏิบัติการกู้ชีพนักบินสหรัฐฯ ในอิหร่าน

ปฏิบัติการกู้ภัยขนาดใหญ่

ปฏิบัติการช่วยเหลือ DUDE 44 Bravo ใช้อากาศยานถึง 155 ลำ ประกอบด้วยเครื่องบินทิ้งระเบิด 4 ลำ เครื่องบินขับไล่ 64 ลำ เครื่องบินเติมเชื้อเพลิง 48 ลำ และอากาศยานกู้ภัย 13 ลำ กองทัพสหรัฐฯ โจมตี 7 จุดพร้อมกันเพื่อหลอกล่อไม่ให้อิหร่านรู้ตำแหน่งจริงของนักบิน

เครื่องบิน MC-130 Commando II 2 ลำลงจอดบนพื้นที่เกษตรกรรมในอิหร่าน ขนเฮลิคอปเตอร์ MH-6 Little Bird 3 ลำลงมา แล้วบินเข้าไปรับตัวนักบิน เครื่องบิน B-1 ทิ้งระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์ราว 100 ลูก ถล่มเส้นทาง ฐานทัพ IRGC และเป้าหมายรอบพื้นที่เพื่อกันกำลังอิหร่านออก

นักบินถูกนำตัวออกจากอิหร่านอย่างปลอดภัย หลังซ่อนตัวนานเกือบ 48 ชั่วโมง ไม่มีทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตในปฏิบัติการนี้ แต่กองทัพสหรัฐฯ ต้องทำลายเครื่องบิน MC-130 ทั้ง 2 ลำและเฮลิคอปเตอร์ Little Bird อีก 3-4 ลำที่ติดอยู่ในพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้อุปกรณ์ลับตกเป็นของอิหร่าน

บริบทสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน และวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ

ปฏิบัติการกู้ชีพนักบินเกิดขึ้นท่ามกลางสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ซึ่งเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 การโจมตีรอบแรกของสหรัฐฯ และอิสราเอลคร่าชีวิตผู้นำสูงสุดอิหร่าน อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี และอิหร่านตอบโต้ด้วยขีปนาวุธและโดรนหลายร้อยลูกข้ามภูมิภาค

ผลกระทบรุนแรงที่สุดด้านหนึ่งคือวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่านประกาศปิดช่องแคบตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม โดยห้ามเรือที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ และอิสราเอลผ่าน ช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราว 20% ของปริมาณทั่วโลก การปิดช่องแคบทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี และขึ้นสูงสุดถึง 126 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นับเป็นการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตน้ำมันทศวรรษ 1970

ทรัมป์ขู่ทำลายโรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านหากไม่เปิดช่องแคบ แต่ขยายเส้นตายหลายครั้ง จนกระทั่งวันที่ 7 เมษายน ทรัมป์ประกาศหยุดยิง 2 สัปดาห์ โดยปากีสถานเป็นตัวกลางเจรจา เงื่อนไขสำคัญคืออิหร่านต้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อาราฆชี ระบุว่า หากสหรัฐฯ หยุดโจมตี กองกำลังติดอาวุธอิหร่านจะหยุดปฏิบัติการป้องกัน และเปิดให้เรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ภายใต้การประสานงานกับกองทัพอิหร่าน

Ghost Murmur กับอนาคตของเทคโนโลยีทหาร

การเปิดตัว Ghost Murmur ท่ามกลางสงครามกับอิหร่าน ชี้ให้เห็นว่าสหรัฐฯ มีเทคโนโลยีข่าวกรองที่ก้าวหน้ากว่าที่หลายฝ่ายเคยประเมิน นักวิเคราะห์ระบุว่าหากสหรัฐฯ สามารถตรวจจับการเต้นหัวใจมนุษย์ได้จากระยะ 40 ไมล์ ขีดความสามารถในการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานอย่างแม่นยำอาจเกินกว่าที่อิหร่านคาดการณ์ไว้มาก

อย่างไรก็ตาม ระบบยังมีข้อจำกัด ต้องใช้เวลาประมวลผลข้อมูลค่อนข้างมาก และทำงานได้ดีเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่มีสัญญาณรบกวนต่ำ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ไม่เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับขีดความสามารถหรือแผนใช้งานในอนาคต โดยอ้างเหตุผลด้านความลับทางทหาร

อ่านข่าวต่างประเทศที่น่าสนใจ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ติดตาม The Thaiger บน Google News:

Thosapol

นักเขียนบทความที่ Thaiger จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เชี่ยวชาญเรื่องบทความท่องเที่ยว บันเทิง ไลฟ์สไตล์ ผ่านการค้นหาข้อมูลโดยละเอียดพร้อมด้วยประสบการณ์ตรงของตัวเอง งานอดิเรกมีความสนใจในกระแสข่าวรอบตัวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ สังคม การเมือง และที่สำคัญคือเป็นทาสแมวร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ ช่องทางติดต่อ thospol@thethaiger.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top button