
สภาผู้บริโภค เตือนพิษสงครามดันต้นทุนพุ่ง จับตาร้านค้าใช้วิธีราคาเดิมแต่ลดปริมาณ แนะเตียมเงินสำรอง 3-6 เดือน พร้อม 5 วิธีรัดเข็มขัดรับมือค่าไฟ-ก๊าซจ่อขยับ
จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่อแววยืดเยื้อส่งผลกระทบทั้งในระดับโลก และเศรษฐกิจของไทย ล่าสุด นางชูเนตร ศรีเสาวชาติ อนุกรรมการด้านสินค้าและบริการทั่วไป สภาผู้บริโภค ออกมาประเมินสถานการณ์ว่า ความผันผวนที่เกิดขึ้นทำให้เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูงมาก โดยเฉพาะราคาพลังงาน หรือ หัวใจหลักของต้นทุนการผลิตและการขนส่ง
ตอนนี้รัฐบาลจะพยายามตรึงราคาน้ำมันไว้ แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่สามารถอั้นต้นทุนได้ทั้งหมด เพราะค่าน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนถึง 10–20% ของต้นทุนโลจิสติกส์ไปแล้ว สิ่งที่น่ากังวลคือ หากสงครามยังยืดเยื้อต่อไป ต้นทุนสินค้าและบริการมีแนวโน้มขยับตัวแพงขึ้นอีกราว ๆ 5–10% ในระยะข้างหน้า
ปัจจุบัน กลไกตลาดเริ่มปรับตัวรับสภาวะนี้แล้ว จากการลงพื้นที่สำรวจตลาดสดในกรุงเทพฯ พบความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนคือ พ่อค้าแม่ค้าใช้วิธีขายราคาเดิม แต่ปริมาณลดลงในกลุ่มสินค้าและอาหารบางประเภท นอกจากนี้ หากเหตุการณ์ลากยาวออกไป บิลค่าไฟและค่าก๊าซหุงต้มก็เสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้น สวนทางกับรายได้ของประชาชนที่ยังคงย่ำอยู่กับที่ ยิ่งเป็นการซ้ำเติมภาระค่าครองชีพให้หนักขึ้น และทำให้กำลังซื้อในครัวเรือนหดหายไปตามๆ กัน
สภาผู้บริโภคจึงฝากข้อแนะนำ 5 เรื่องสำคัญ ให้ประชาชนนำไปปรับใช้เพื่อรับมือกับวิกฤตค่าครองชีพ ดังนี้
1. เริ่มจากจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย หั่นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป ลดการซื้อของเกินเบอร์ หรือหันมาวางแผนทำอาหารกินเองเพื่อช่วยเซฟเงิน
2. ควรมีเงินก้อนเผื่อไว้ใช้อย่างน้อย 3–6 เดือน เพื่อรักษาสภาพคล่องในครอบครัว รองรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ล้มป่วย หรือความไม่แน่นอนเรื่องรายได้
3. ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกแห่กักตุนสินค้า แค่ซื้อสำรองเพิ่มจากปริมาณปกติสัก 10% ก็พอ โดยเน้นไปที่ของจำเป็นจริง ๆ เช่น ข้าวสาร ยารักษาโรค ผ้าอนามัย หรือผ้าอ้อมเด็ก
4. ก่อนซื้อควรเช็กราคาจากหลาย ๆ แหล่ง ทั้งหน้าร้านและออนไลน์ ที่สำคัญต้องตรวจดูฉลาก วันหมดอายุ และเช็กคุณภาพสินค้าให้ละเอียด
5. หันมาใช้สินค้าชุมชน สินค้าโอท็อป หรือของที่ผลิตในประเทศ เพื่อช่วยลดการพึ่งพาสินค้านำเข้า เป็นการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และช่วยสร้างความมั่นคงให้ห่วงโซ่อุปทานในบ้านเราเอง
นอกจากเรื่องปากท้องแล้ว อีกปัจจัยที่ห้ามประมาทในยุคของแพง คือกลุ่มมิจฉาชีพที่มักจะฉวยโอกาสปลอมแปลงสินค้าอุปโภคบริโภคขึ้นมาหลอกขาย โดยใช้เทคนิคดัมป์ราคาให้ต่ำกว่าท้องตลาดมาล่อใจ ผู้บริโภคจึงต้องตาดีและระมัดระวังในการจับจ่ายให้มากขึ้น
สภาผู้บริโภคขอย้ำว่า หากพบเจอเหตุการณ์โดนเอาเปรียบ ถูกหลอกลวง ขายของเกินราคา สินค้าไม่มีคุณภาพ หรือแม้แต่ร้านที่ไม่ยอมติดป้ายราคา ขอให้ทุกคนอย่านิ่งเฉยหรือยอมตกเป็นเหยื่อ ต้องตระหนักและรักษาสิทธิของตัวเองด้วยการร้องเรียน เพื่อปกป้องสิทธิและป้องกันไม่ให้คนอื่นต้องมาเจอความเสียหายแบบเดียวกัน
หากพบเบาะแสการถูกเอาเปรียบ สามารถร้องเรียนได้ทันทีที่ สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือ สายด่วน สคบ. 1166
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- “สราวุธ” แจงนโยบายปิดปั๊มน้ำมันหลัง 4 ทุ่ม ใช้ในกรณีน้ำมันสำรองวิกฤติ
- IEA สั่งปล่อยน้ำมันสำรอง 400 ล้านบาร์เรลออกสู่ตลาด สู้วิกฤติพลังงาน
- “เขมร” อ่วม! ราคาน้ำมันพุ่งเกือบ 20% เผยมีน้ำมันสำรองในประเทศแค่ 21 วัน
ติดตาม The Thaiger บน Google News:



