ข่าว

ครบรอบ 81 ปี “คืนหิมะดำ” ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ “นองเลือดสุดในประวัติศาสตร์”

9 มีนาคม 1945 คือวันที่ประวัติศาสตร์โลกต้องจารึกถึงความโหดร้ายของสงคราม เมื่อกองทัพอากาศสหรัฐฯ ตัดสินใจเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการโจมตีฐานทัพทหาร มาเป็นการ “ระเบิดเพลิงปูพรม” (Firebombing) ใส่กรุงโตเกียว เมืองหลวงของญี่ปุ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตนับ 100,000 ชีวิตภายในคืนเดียว ซึ่งถือว่า รุนแรงและมีเหยื่อมากกว่าการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาหรือนางาซากิเสียอีก

ทำไมต้อง “โตเกียว”? ยุทธศาสตร์ทำลายขวัญและกำลังการผลิต

ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐฯ ประสบปัญหาในการทิ้งระเบิดแบบแม่นยำสูง (Precision Bombing) เนื่องจากกระแสลมเจ็ตสตรีมที่รุนแรงเหนือเกาะญี่ปุ่น ทำให้ระเบิดพลาดเป้า พลอากาศตรี เคอร์ติส เลอเมย์ (Curtis LeMay) จึงได้รับมอบหมายให้ปรับปรุงยุทธการใหม่ โดยเน้นไปที่ การทำลายฐานการผลิตซึ่งญี่ปุ่นกระจายโรงงานขนาดเล็กไว้ตามบ้านเรือนประชาชน การเผาทั้งย่านจึงเป็นการตัดวงจรการผลิตอาวุธ

อีกทั้งยังเป็นสงครามจิตวิทยา บีบให้ญี่ปุ่นยอมจำนนด้วยการสร้างความสูญเสียอย่างมหาศาลต่อพลเรือน

เครื่องบินทิ้งระเบิด ในปฏิบัติการมีตติ้งเฮาส์ 1945 ฝูงบิน B-29 Superfortress จำนวน 334 ลำ
แฟ้มภาพ

ยุทธการมีตติ้งเฮาส์ (Meetinghouse) นรกบนดินในคืนฝนเพลิง

คืนวันที่ 9 ต่อเนื่องวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2488 ฝูงบิน B-29 Superfortress จำนวน 334 ลำ บินระดับต่ำเพียง 5,000–9,000 ฟุต เพื่อหลบหลีกการตรวจจับและเพิ่มความแม่นยำ โดยถอดอาวุธป้องกันออกเพื่อบรรทุกระเบิดเพลิงให้ได้มากที่สุด อาวุธมรณะ ได้แก่ ระเบิดเพลิงกว่า 1,665 ตัน ซึ่งบรรจุ “นาปาล์ม” และ “ฟอสฟอรัสขาว” ถูกเทลงใส่ย่านที่พักอาศัยที่สร้างด้วยไม้และกระดาษ จนเกิดเป็นพายุเพลิงจากลมที่พัดแรงในคืนนั้นช่วยโหมกระหน่ำ โดยอุณหภูมิพุ่งสูงจนหลอมละลายทุกอย่างแม้แต่แม่น้ำยังเดือดพล่าน

สถิติความสูญเสียที่น่าตกใจ สถิติโดยประมาณจำนวนผู้เสียชีวิต 80,000 – 100,000+ รายในคืนเดียว

พื้นที่ถูกทำลาย16 ตารางไมล์ (ประมาณ 41 ตร.กม.) คนไร้ที่อยู่อาศัย1,000,000 ราย อาคารที่ถูกเผาทำลายกว่า 250,000 หลัง

ชาวญี่ปุ่นเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “คืนหิมะดำ” (Night of the Black Snow) เนื่องจากเถ้าถ่านจากการเผาไหม้ตกลงมาปกคลุมเมืองเหมือนหิมะที่มีสีดำมืดมิด

วันนี้ในอดีต 9 มีนาคม 1945
ภาพ @AP

บทเรียนจากสงครามเบ็ดเสร็จ เมื่อพลเรือนกลายเป็นเป้าหมาย

ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนถึงแนวคิด “สงครามเบ็ดเสร็จ” (Total War) ที่ไม่แยกแยะระหว่างเป้าหมายทางทหารและ “พลเรือน”

เลอเมย์เคยกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “การฆ่าคนญี่ปุ่นไม่ได้กวนใจผมเท่าไหร่ในตอนนั้น สิ่งที่กวนใจผม คือ การทำให้สงครามจบลงต่างหาก” โดยผลจากการระเบิดเพลิงต่อเนื่องจนจบสงคราม ทำให้เมืองในญี่ปุ่นกว่า 40% ถูกทำลาย พลเรือนเสียชีวิตรวมกว่า 300,000-330,000 ศพด้วยกัน.

พลอากาศตรี เคอร์ติส เลอเมย์ (Curtis LeMay)
พลอากาศตรี เคอร์ติส เลอเมย์ (Curtis LeMay)
ตัวเลขความสูญเสียทั้งหมดในวันที่ 9 มีนาคม 1945
Encyclopædia Britannica, Inc./Kenny Chmielewski
Bombing of Tokyo
ภาพ @Encyclopædia Britannica

ที่มา : AP , Britannica

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตาม The Thaiger บน Google News:

Pachara

นักเขียนประจำที่ Thaiger จบการศึกษาด้านศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เคยผ่านประสบการณ์ผู้สื่อข่าวกีฬา เริ่มเขียนบทความกับ Thaiger ตั้งแต่ปี 2021 วิ่งกับการอ่านหนังสือ คือ กิจกรรมที่สนใจเป็นพิเศษ ช่องทางติดต่อ pachara@thethaiger.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top button