หนุ่มออฟฟิศลดน้ำหนัก 23 กิโล สลัดไขมัน โรคหายเกลี้ยง ร่างทอง หล่อระดับพระเอก

เปิดสูตรลดน้ำหนัก หนุ่มออฟฟิศหายไป 23 กก. ใน 2 ปี เปลี่ยนร่างพังโรครุมเร้า ไขมันพอกตับ-ความดันโลหิตสูง สู่หุ่นเฟิร์มหน้าหล่อ เผยเคล็ดลับความสำเร็จวินัยและความอดทน
การลุกขึ้นมาลดน้ำหนักอาจดูเป็นเรื่องยากสำหรับหลายคน แต่สำหรับ ผี ตงฮุย หนุ่มวัย 27 ปี จากเมืองหลินอี๋ มณฑลซานตง พิสูจน์ให้เห็นว่าความพยายามไม่เคยทำร้ายใครจากพนักงานออฟฟิศธรรมดาที่เคยหนักถึง 93 กิโลกรัม เดินไม่กี่ก้าวก็หอบ ซ้ำเป็นโรคไขมันพอกตับและความดันโลหิตสูง รูปร่างในวันนี้แทบเปลี่ยนไปเป็นคนละคนมีร่างกายแข็งแรงขึ้น แถมใบหน้าหล่อเหลาจนหลายคนแห่ชม
ตงฮุยเล่าว่าจุดเปลี่ยนสำคัญ คือ ช่วงที่เขากำลังเตรียมตัวแต่งงาน ตอนที่มองกระจกแล้วเห็นตัวเองเริ่มสุขภาพเริ่มแย่ลงจึงตัดสินใจลุกขึ้นมาเปลี่ยนตัวเองตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2567 เป็นต้นมา แม้คนรอบข้างจะสบประมาทว่าทำไม่ได้
เขาเป็นพนักงานออฟฟิศเลยไม่สะดวกออกไปวิ่งจึงลือกกระโดดเชือกเป็นหลัก ทำต่อเนื่องครั้งละ 30 นาที (กระโดด 50 ครั้งสลับพัก) ทำติดต่อกัน 3 วันพัก 1 วัน เพื่อไม่ให้ร่างกายล้าเกินไป รวมทั้งซื้อดัมเบลมาฝึกเองที่บ้านตามคลิปวิดีโอ เน้นฝึกวันละส่วน ส่วนละ 30 นาที โดยไม่ใช้เทรนเนอร์หรือเข้ายิม

ช่วงแรกเขาไม่ทานผลไม้ ขนม น้ำหวาน และชานม เริ่มต้นที่มื้อเช้าเน้นสารอาหารครบถ้วนจากโอ๊ตมีล นม ไข่ และผัก ส่วนกลางวันจะกินอาหารแคลอรีต่ำในปริมาณที่พอดี เช่น ข้าวหน้าไก่ ปิดท้ายด้วยอาหารเย็น ต้องกินให้เสร็จก่อน 17.00 น. เน้นโปรตีนจากน่องไก่ แตงกวา และมะเขือเทศ
แม้จะงานยุ่งแค่ไหน ตงฮุยจะหาเวลาประมาณ 30 นาทีในช่วงที่ว่างจากการทำงานมาออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่เคยขาด
ปัจจุบันน้ำหนักของเขาคงที่ประมาณ 70 กิโลกรัม ผลตรวจร่างกายระบุว่าโรคไขมันพอกตับหายไปแล้ว และความดันโลหิตกลับมาเป็นปกติ เขากล่าวทิ้งท้ายว่า “ไม่มีทางลัดสำหรับการลดความอ้วน หัวใจสำคัญคือความอดทนและวินัย ถ้ารู้สึกหิวให้กัดฟันสู้กับใจตัวเองแล้วมันจะผ่านไปได้”


ข้อมูลจาก : news.qq
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- คลิป โกโจ เร็น นางเอก AV ตัวท็อป โชว์หุ่นใหม่หลังลดน้ำหนัก 15 กก. แฟนคลับใจชื้น หลังเห็น J-cup ยังอยู่ครบ
- ผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนัก เสี่ยงทำซึมเศร้าหนัก ดูดซึมยาน้อยลง กินไม่อร่อย หวั่นจบชีวิต
- ภาพล่าสุด โอ๋ ภัคจีรา ซุ่มลดน้ำหนัก 20 กิโลใน 4 เดือน อวดร่างทองสุดเซี๊ยะ อึ้งทั้งโซเชียล
ติดตาม The Thaiger บน Google News:



