หนุ่มโวย ห้องฉุกเฉิน รพ.รัฐ ป่วยรอ 2 ชม. มาหลังได้รักษาก่อน หมอชี้แจง คดีพลิก

ดราม่าเดือด รพ.รัฐ หนุ่มโพสต์จวกป่วยหนักรอ 2 ชม. ไม่ได้ตรวจ หมอเวรโผล่แจงยิบ “ขออภัยที่ความฉุกเฉินไม่เท่ากัน” เผยนาทีชีวิตยื้อ 2 เคสวิกฤต
ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์ระบายความอัดอั้นตันใจหลังเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง ระบุว่าตนเองป่วยหนักแต่ถูกปล่อยให้นั่งรอนานกว่า 2 ชั่วโมง จนสุดท้ายถอดใจต้องไปซื้อยากินเอง พร้อมตั้งคำถามถึงจรรยาบรรณแพทย์ ก่อนที่ หมอห้องฉุกเฉิน คู่กรณีจะเข้ามาคอมเมนต์ชี้แจงความจริงอีกมุมที่ทำเอาคดีพลิก
เจ้าของโพสต์ระบุว่า ตนเดินทางไปโรงพยาบาลด้วยอาการหนาวสั่น ปวดกระดูกจนเดินแทบไม่ไหว แต่กลับต้องเดินเอกสารเองทั้งหมด เมื่อยื่นเอกสารเสร็จก็นั่งรอเป็นเวลานานกว่า 2 ชั่วโมง แต่ไม่ถูกเรียกตรวจ ทว่ากลับเห็นเคสอุบัติเหตุที่มาทีหลังถูกพาเข้าห้องฉุกเฉินไปก่อน สุดท้ายทนไม่ไหวต้องเดินออกมาซื้อยากินเอง
นอกจากนี้ เจ้าตัวยังระบุข้อความตัดพ้อรุนแรงหลังจากร้านยาบอกให้ไปคลินิกของ ผอ.โรงพยาบาล วิจารณ์ว่า “หัวใจของคำว่าสาธารณสุข อาจถูกขายไปพร้อมโต๊ะตรวจในคลินิกข้างๆ แล้ว” พร้อมตั้งคำถามว่าผู้บริหารปล่อยให้ระบบโรงพยาบาลล้มเหลวเพื่อไปรวยในคลินิกส่วนตัวหรือไม่ ย้ำว่าคนจนก็ป่วยเป็น ต้องการความเป็นคนในวันที่ร่างกายอ่อนแอ

หลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกแชร์ออกไป แพทย์ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในห้องฉุกเฉินวันดังกล่าวได้เข้ามาคอมเมนต์ชี้แจงข้อเท็จจริง ชี้แจงว่าตนคือหมอเวรในวันนั้นเอง ขออภัยที่บริการไม่ทันใจผู้ป่วยที่มีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ
คุณหมออธิบายว่า วันดังกล่าวเป็นวันหยุดราชการ ห้องฉุกเฉินต้องเรียงลำดับความสำคัญตามความเร่งด่วนของอาการ เหตุการณ์ในวันนั้นมีลำดับดังนี้
-
ขณะที่ผู้โพสต์รอ (ซึ่งได้สั่งให้ไป Swab ไข้หวัดใหญ่/โควิด ระหว่างรอ) กำลังจะเรียกตรวจ
-
มีเคส Arrest (หัวใจหยุดเต้น) เข้ามาแทรก ซึ่งถือเป็นความสำคัญสูงสุดอันดับ 1 ที่ต้องกู้ชีพทันที
-
หลังจากกู้ชีพเคสแรกสำเร็จ กำลังจะเรียกตรวจผู้โพสต์อีกครั้ง
-
มีเคส Acute Hemorrhagic Stroke (เส้นเลือดในสมองแตกเฉียบพลัน) เข้ามาซ้อนอีกเคส
คุณหมอชี้แจงเพิ่มเติมว่า โรงพยาบาลเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก มีบุคลากรจำกัด (หมอ 1 คน, พยาบาล 3 คน, จนท.ฉุกเฉิน 1 คน, ผู้ช่วย 1 คน) การดูแลเคสวิกฤตทั้ง 2 รายต้องใช้เวลาจนกว่าสัญญาณชีพคนไข้จะคงที่ (Stable) จึงไม่สามารถปลีกตัวมาตรวจเคสทั่วไปได้
ส่วนประเด็นเรื่องคลินิก คุณหมอยืนยันว่าไม่เคยผลักไสคนไข้ และไม่เคยเลือกปฏิบัติเพราะความจนหรือรวย แต่คลินิกมีไว้สำหรับผู้ที่ไม่อยากรอคิวในวันหยุดราชการ พร้อมทิ้งท้ายประโยคเด็ดว่า “อยากให้เข้าใจลำดับความสำคัญของการเรียกตรวจผู้ป่วยในห้องฉุกเฉิน และต้องขออภัยหากความฉุกเฉินของเราไม่เท่ากันครับ

เปิดเกณฑ์ “คัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉิน” ทำไมมาก่อนถึงไม่ได้ตรวจก่อน?
จากดราม่าที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของระบบการคัดกรองในห้องฉุกเฉิน ที่ประชาชนควรทำความเข้าใจ เพื่อลดความขัดแย้ง เพื่อให้ทีมแพทย์สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยวิกฤตได้ทันเวลา
ข้อมูลจาก วิธีการคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉิน ตามระดับความเร่งด่วนและการส่งตรวจ ระบุว่า ในห้องฉุกเฉิน (ER) อาจมีกรณีที่ผู้ป่วยต้องรอการดูแลแม้จะมาก่อน เนื่องจากมีผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงกว่ามาในช่วงเวลาเดียวกัน เจ้าหน้าที่จะทำการจัดลำดับตาม “สี” เพื่อบ่งบอกความเร่งด่วน
🔴 1. สีแดง (วิกฤต): ต้องช่วยทันที
กลุ่มนี้คือผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงถึงชีวิต หากช่วยเหลือช้าเพียงไม่กี่นาทีอาจเสียชีวิตหรือพิการถาวร
-
อาการ หยุดหายใจ, ช็อก, หมดสติ, หัวใจหยุดเต้น, หรืออาการทางสมองฉับพลัน
ตรงกับเคสที่คุณหมอแจ้งว่ามีคนไข้ Arrest (หัวใจหยุดเต้น) และ Stroke (เส้นเลือดสมองแตก) ซึ่งต้องระดมทีมแพทย์เข้าช่วยชีวิตเป็นอันดับ 1
🟡 2. สีเหลือง (เร่งด่วน) รอได้เล็กน้อย แต่ต้องรีบดู
กลุ่มนี้เจ็บป่วยค่อนข้างรุนแรง จำเป็นต้องได้รับดูแลเร็วเพื่อป้องกันไม่ให้อาการแย่ลง
-
อาการ หายใจลำบาก, หน้ามืดวิงเวียนต่อเนื่อง, ปวดหน้าอก, หรือมีแผลลึกเลือดออกปานกลาง
🟢 3. สีเขียว (ไม่รุนแรง): รอได้
กลุ่มนี้เจ็บป่วยเฉียบพลันแต่ไม่ถึงขั้นอันตรายต่อชีวิต สามารถรอรับการรักษาได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง
-
อาการ ไข้ไม่สูง, ไอเล็กน้อย, เจ็บคอ, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ, แผลถลอกเล็กน้อย
ตรงกับอาการของเจ้าของโพสต์ที่มี ไข้ ไอ เจ็บคอ ปวดตัว ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มนี้ จึงต้องรอให้แพทย์กู้ชีพผู้ป่วยสีแดงให้ปลอดภัยก่อน

ทำไมต้องแบ่งสี? เพื่อลดความเสี่ยงต่อชีวิตของคนไข้วิกฤต เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรทางการแพทย์ที่มีจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้น หากท่านเจ็บป่วยไม่รุนแรง (สีเขียว) การใช้บริการคลินิกนอกเวลาหรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อาจเป็นทางเลือกที่รวดเร็วกว่าการรอคิวในห้องฉุกเฉินที่มีเคสวิกฤตหนาแน่น
ติดตาม The Thaiger บน Google News:





