การเงินเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจไทยเสี่ยงซึมลึก พิษสงครามอิหร่านดันเงินเฟ้อพุ่ง อสังหาฯ ปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอด

สภาพัฒน์เตือนวิกฤตตะวันออกกลางยืดเยื้อ จ่อฉุดจีดีพีปี 26 ร่วงเหลือ 0.9% คลังเร่งชงมาตรการอุ้มค่าครองชีพ ขณะที่กูรูแนะผู้ประกอบการเบนเข็มเจาะลูกค้าต่างชาติ

ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เผยถึงความขัดแย้งยืดเยื้อจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซนานกว่าหนึ่งเดือน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในตลาดพลังงานโลกอย่างหนัก อิหร่านเสนอเงื่อนไขเจรจาให้ถอนฐานทัพทหารออกจากตะวันออกกลาง เปิดทางสู่การพูดคุยกับสหรัฐอเมริกา อิสราเอล แต่ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนว่าจะบรรลุข้อตกลงได้หรือไม่

ราคาน้ำมันดิบรวมถึงน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลกผันผวนสูงมาก ราคาพุ่งขึ้นในช่วงแรกก่อนจะลดลงทันทีที่มีสัญญาณการโจมตีชะลอตัว หรือมีข่าวเปิดช่องแคบฮอร์มุซ การบรรเทาผลกระทบชั่วคราวนี้จะไม่ยั่งยืนหากความขัดแย้งไม่ยุติอย่างถาวร ปัญหานี้จะกระทบเศรษฐกิจโลกต่อไป

สภาพัฒน์ปรับปรุงการประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2569 ใหม่ ก่อนเกิดวิกฤตตะวันออกกลาง คาดว่าเศรษฐกิจปี 2569 จะเติบโต 2% ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 58-68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 0.2% โดยแบ่งความเป็นไปได้คือ

ผลกระทบแรกคืออุปทานพลังงานโลกจะลดลงอย่างมาก ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะเร่งให้เกิดเงินเฟ้อทั่วโลก ห่วงโซ่อุปทานภาคอุตสาหกรรมจะเผชิญปัญหาหยุดชะงัก หลายประเทศรวมถึงไทยจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน ซึ่งเกิดจากเศรษฐกิจถดถอยพร้อมกับเงินเฟ้อสูง ตลาดเงินจะผันผวน เงินบาทจะอ่อนค่าลงอย่างหนัก ในกรณีนี้เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเติบโตเพียง 0.9% อัตราเงินเฟ้อพุ่งไปที่ 4.4%

A migrant worker family sits in a deserted ceramics housing in Morbi, in the Indian state of Gujarat, Wednesday, April 8, 2026. (AP Photo/Ajit Solanki)

ส่วนถ้าว่าสงครามจะลุกลามทั่วตะวันออกกลางนาน 6-9 เดือน อาจยืดเยื้อไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2569 สงครามเต็มรูปแบบจะปะทุขึ้นระหว่างอิหร่านกับพันธมิตร ปะทะกับสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และพันธมิตร ความขัดแย้งจะขยายวงกว้างครอบคลุมหลายประเทศในภูมิภาค สถานการณ์นี้จะทำให้อุปทานน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางไม่สามารถฟื้นตัวได้หลังสงครามสิ้นสุด ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยจะพุ่งสูงถึง 135-145 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตลอดทั้งปี

เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะตกต่ำอย่างรุนแรงท่ามกลางปัญหาขาดแคลนพลังงาน อาหาร ปัญหาห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักจะลุกลามไปทั่ว การกีดกันทางการค้า การลงทุนระหว่างสองขั้วอำนาจใหญ่จะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวอย่างหนัก หากเกิดกรณีนี้เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเติบโตแค่ 0.2% อัตราเงินเฟ้อพุ่งแตะ 5.8%

กรณีถ้าเกิดสงครามเต็มรูปแบบที่มีประเทศพันธมิตรเข้าร่วม นำโดยมหาอำนาจอื่นอย่างยุโรป จีน รัสเซีย จะทำให้สงครามยืดเยื้อออกไป ผลักดันให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะตกต่ำอย่างรุนแรงท่ามกลางปัญหาขาดแคลนอาหาร พลังงาน เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างต่อเนื่อง สร้างความเสี่ยงให้เกิดการปะทะทางทหารในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งระดับภูมิภาคอยู่แล้ว หากเกิดสงครามเต็มรูปแบบในกรณีนี้ ยังไม่สามารถคาดการณ์ราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ เศรษฐกิจ ว่าจะเลวร้ายไปถึงจุดไหน

ปัญหาส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ดันราคาพัสดุอุปโภคบริโภคให้สูงขึ้น ส่งผลให้เงินเฟ้อพุ่งสูง ความต้องการของผู้บริโภคหดตัว ปัจจัยเหล่านี้สร้างโอกาสสูงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน ปัญหาที่ยืดเยื้อจะทำลายห่วงโซ่อุปทาน นำไปสู่การขาดแคลนวัตถุดิบอย่างเม็ดพลาสติก ปัญหานี้จะเห็นได้ชัดเจนขึ้นในอนาคตอันใกล้

Gas prices are displayed at a gasoline station, Tuesday, April 7, 2026, in Los Angeles. (AP Photo/Damian Dovarganes)

สำหรับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในขณะนี้ เลขาธิการฯ ระบุว่าเงื่อนไขปัจจุบันทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้ยาก มาตรการใหม่ควรมุ่งเน้นไปที่การบรรเทาภาระค่าครองชีพแทนการกระตุ้นเศรษฐกิจ แนวทางนี้จะช่วยรักษากำลังซื้อให้เพียงพอต่อการขับเคลื่อนระบบต่อไปในขณะที่เศรษฐกิจเผชิญผลกระทบ

รัฐบาลต้องเริ่มสื่อสารกับประชาชนเพื่อให้ปรับตัวเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น สงครามตะวันออกกลางสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นลูกโซ่ตลอดทั้งปี รัฐบาลต้องหามาตรการช่วยเหลือ ประชาชนเองต้องปรับตัวรับมือกับเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินไป

ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่าสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเห็นตรงกับสภาพัฒน์ว่าไทยเสี่ยงเผชิญภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน ปัญหานี้เกิดจากเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นสวนทางกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ไทยมีความได้เปรียบหลายประเทศเพราะอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานค่อนข้างต่ำ บางครั้งถึงขั้นติดลบ ฐานที่ต่ำนี้ทำหน้าที่เป็นกันชนกว้างขวางเพื่อดูดซับผลกระทบเมื่อเงินเฟ้อเริ่มปรับตัวสูงขึ้น โอกาสที่ไทยจะเผชิญวิกฤตเงินเฟ้อรุนแรงจนเป็นอันตรายจึงมีน้อยกว่าประเทศที่มีฐานเงินเฟ้อสูงอยู่แล้ว หน่วยงานรัฐต้องติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาเป็นเรื่องสำคัญ หากสถานการณ์คลี่คลายหรือมีข่าวดี ราคาน้ำมันดิบที่ตึงตัวอยู่จะลดลงทันที แรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานจะลดลงตามไปด้วย

A screen showing Asia markets indexes at the foreign exchange dealing room of the Hana Bank headquarters, in Seoul, South Korea, Friday, April 10, 2026. (AP Photo/Ahn Young-joon)

กระทรวงการคลังกำลังเตรียมมาตรการทางการคลังเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน โครงการช่วยเหลือแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้จะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีในวันที่ 11 เมษายน 2569 วาระสำคัญจะให้รายละเอียดเกี่ยวกับ 7 มาตรการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการไปแล้ว ครอบคลุมถึงการกำหนดระยะเวลาของแต่ละโครงการ การชี้แจงกรอบเวลาโอนเงินช่วยเหลือให้ประชาชน สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางหลักที่รัฐบาลต้องการช่วยเหลือโดยตรง มีความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มวงเงินช่วยเหลือ เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับสำนักงบประมาณในการจัดสรรเงินที่เหลืออยู่ รายละเอียดทั้งหมดจะชี้แจงให้ประชาชนทราบหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเสร็จสิ้น

ธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เคยประเมินไว้ 3 กรณี โดยคาดการณ์จีดีพีค่ากลางที่ 2% กรณีสงครามยืดเยื้อหนึ่งเดือน คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโต 1.6% ปัจจุบันการสู้รบยืดเยื้อเกินหนึ่งเดือนแล้ว หากสงครามกินเวลาหนึ่งถึงสามเดือน คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโต 1.0-1.5% หากสงครามลุกลามยาวนานเกินหกเดือน ตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจจะลดลงเหลือศูนย์หรือติดลบ

ศูนย์พยากรณ์ฯ ประเมินผลกระทบเบื้องต้นในกรอบเวลาหนึ่งถึงสามเดือน พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แนวโน้มเงินเฟ้อปี 2569 คาดว่าจะอยู่ราว 3% หากสงครามไม่ยืดเยื้อเกินสามเดือนมากนัก เศรษฐกิจโลกเริ่มคลี่คลายในช่วงกลางไตรมาสที่สามของปี 2569 สถานการณ์อาจดีขึ้น การประเมินนี้รวมเงื่อนไขที่รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายคนละครึ่งพลัสโดยใช้งบประมาณใกล้เคียงกับ 40,000 ล้านบาทเดิม พร้อมงบอีก 20,000 ล้านบาทสำหรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ภายใต้เงื่อนไขเหล่านี้ เศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะเติบโต 1.0-1.5%

ไมเคิล เคนเนอร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง ฟาสวาส กรรมการผู้จัดการ ไลฟ์ฟูล คอนเนค วิเคราะห์ผลกระทบของสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย พร้อมเสนอทางรอดให้ผู้พัฒนาโครงการว่า “ผลกระทบทันทีจากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์นี้คือต้นทุนการก่อสร้างที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นผลักดันให้ต้นทุนการผลิต การขนส่งวัตถุดิบอย่างเหล็ก ปูนซีเมนต์เพิ่มสูงขึ้น ผู้พัฒนาโครงการต้องเผชิญกับอัตรากำไรที่หดตัวลงเพราะไม่สามารถผลักภาระต้นทุนเหล่านี้ไปให้ผู้บริโภคได้”

เขาประเมินว่าภาวะเศรษฐกิจชะงักงันบั่นทอนกำลังซื้อในประเทศอย่างรุนแรง ธนาคารจะเข้มงวดเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อ แต่ก็จะนำไปสู่อัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่สูงขึ้นสำหรับผู้ซื้อชาวไทย

“เราต้องปรับกลุ่มเป้าหมาย” เขากล่าว “เมื่ออุปสงค์ในประเทศหดตัว ผู้ประกอบการควรมุ่งเน้นไปที่ผู้ซื้อชาวต่างชาติ ไทยยังคงเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักลงทุนที่ต้องการหนีความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ วิกฤตพลังงานในประเทศของตน”

ไมเคิลแนะนำให้ผู้พัฒนาโครงการให้ความสำคัญกับการระบายสต็อกบ้านพร้อมอยู่แทนการเปิดตัวโครงการสั่งสร้างใหม่ ต้นทุนวัสดุที่คาดเดาไม่ได้ทำให้การตั้งราคาระยะยาวมีความเสี่ยงสูงมาก การนำเทคโนโลยีอสังหาริมทรัพย์มาใช้เพื่อเข้าถึงนักลงทุนต่างชาติอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญ

“การอยู่รอดต้องอาศัยความคล่องตัวขั้นสุด บริษัทที่ใช้ข้อมูลเพื่อเจาะตลาดที่มีกำลังซื้อ พร้อมรักษาวินัยทางการเงินอย่างเข้มงวดจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ ธุรกิจต่างๆ ต้องสร้างรูปแบบการดำเนินงานที่ยืดหยุ่น”

ไมเคิล เคนเนอร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง ฟาสวาส

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ติดตาม The Thaiger บน Google News:

Aindravudh

นักเขียนประจำ Thaiger มีประสบการณ์เขียนข่าวมากกว่า 5 ปี จบการศึกษาด้านภาษาและประวัติศาสตร์ จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีความสนใจ ประเด็นความเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมือง เจาะประเด็นข่าวทางสังคม ด้วยกลวิธีการเล่าเรื่องแบบย่อยง่าย อย่างงานเขียนสร้างสรรค์ สั้น กระชับ จับทุกประเด็น หัวข้อที่เชียวชาญคือเรื่องไลฟ์สไตล์ เลขเด็ด หวยรัฐบาลไทย หวยลาว ช่องทางติดต่อ vajara@thethaiger.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top button