
“รถไฟฟ้าสายสีแดง” เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่คอยรับส่งคนจากชานเมืองเข้าสู่ใจกลางกรุง ปกติแล้วการจะสร้างรถไฟฟ้าสักเส้นทาง รัฐบาลจะต้องมีแผนแม่บท พิมพ์เขียวจัดลำดับคิวว่าใครควรสร้างก่อนสร้างหลัง แต่ล่าสุดกลับมีโครงการหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในคิวหลัก แต่กำลังถูกผลักดันอย่างหนักจนอาจจะแซงหน้าโครงการด่วนอื่นๆ นั่นคือโครงการ “ศาลายา-นครปฐม”
จุดเริ่มต้นจากส่วนต่อขยายที่กำลังจะเริ่มสร้างจริง
ตอนนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กำลังจะเดินหน้าก่อสร้างส่วนต่อขยาย ของรถไฟฟ้าสายสีแดงที่คนรอคอยกันมานาน โดยในเดือนมีนาคมและมิถุนายน ปี 2569 นี้ จะมีการเซ็นสัญญากับบริษัทผู้รับเหมาเพื่อเริ่มสร้าง 2 เส้นทางหลัก คือฝั่งเหนือที่จะต่อขยายจากรังสิตไปจนถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต กับฝั่งตะวันตกที่จะต่อขยายจากตลิ่งชันไปจนถึงศาลายา (พร้อมพ่วงเส้นทางแยกไปโรงพยาบาลศิริราชด้วย) ซึ่งทั้งสองฝั่งนี้มีแผนจะสร้างเสร็จและเปิดให้พวกเราได้ใช้งานกันภายในปี 2572
เมื่อรถไฟฟ้ากำลังจะไปถึงแค่ศาลายาทาง รฟท. จึงมองการณ์ไกลว่าควรจะลากเส้นทางนี้ต่อไปให้ถึงตัวเมืองนครปฐมเลยจะดีกว่า ซึ่งจริงๆ แล้วไอเดียนี้เคยถูกศึกษาไว้ตั้งแต่ปี 2550 หรือเกือบ 20 ปีที่แล้ว แต่โลกเปลี่ยนไป เมืองขยายตัว ชุมชนและพฤติกรรมการเดินทางของผู้คนก็เปลี่ยนไปหมด ข้อมูลเดิมจึงล้าสมัยและนำมาใช้สร้างจริงไม่ได้

รฟท. จึงต้องนำโปรเจกต์นี้มาปัดฝุ่นและศึกษาใหม่อีกครั้ง เพื่อประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โบราณสถาน และดูว่าคุ้มค่าที่จะสร้างรูปแบบไหนให้ตอบโจทย์คนยุคนี้มากที่สุด
สำหรับหน้าตาของเส้นทางใหม่นี้ จะสร้างต่อจากปลายทางสถานีศาลายา วิ่งไปตามระดับพื้นดินยาวไปสิ้นสุดที่สถานีนครปฐม รวมระยะทางประมาณ 25.3 กิโลเมตร โดยจะมีสถานีและที่หยุดรถไว้คอยรับส่งผู้โดยสารตามรายทางรวม 7 แห่ง ได้แก่ สถานีวัดสุวรรณ ที่หยุดรถคลองมหาสวัสดิ์ สถานีวัดงิ้วราย สถานีนครชัยศรี สถานีท่าแฉลบ สถานีต้นสำโรง และไปจบที่สถานีนครปฐม ครอบคลุมพื้นที่ถึง 4 อำเภอของจังหวัดนครปฐม
ไทม์ไลน์รถไฟฟ้า ศาลายา นครปฐม ความหวังใหม่ของคนชานเมือง
รฟท. วางแผนไว้อย่างชัดเจนว่า จะทำการศึกษา ออกแบบรายละเอียดทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายในปี 2570 จากนั้นจะเดินหน้าขออนุมัติโครงการและผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้จบภายในปี 2572 เพื่อที่จะได้เริ่มตอกเสาเข็มก่อสร้างในปี 2573 โดยใช้เวลาก่อสร้างราวๆ 3 ปีครึ่งถึง 4 ปี
คาดว่าจะพร้อมเปิดหวูดให้บริการประชาชนได้ในปี 2576 ซึ่งจะช่วยพลิกโฉมการเดินทางให้รวดเร็ว ปลอดภัย ประหยัดเวลา ลดปัญหารถติดและมลพิษบนท้องถนนได้อย่างมหาศาล
ความสนุกของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ “แผนแม่บทรถไฟฟ้าฉบับใหม่” หรือที่เรียกกันว่า M-Map 2 แผนฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อจัดลำดับความเร่งด่วน แบ่งกลุ่ม “ด่วนมากและพร้อมทำทันที” ไว้ในกลุ่ม A1 ซึ่งเส้นทางที่ได้สิทธิ V.I.P. ในกลุ่มนี้คือ ส่วนต่อขยายไปธรรมศาสตร์, ส่วนต่อขยายไปศาลายา, ตลิ่งชัน-ศิริราช และรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล (แคราย-ลำสาลี)
ในขณะเดียวกัน รถไฟฟ้าสายสีแดงช่วงที่อยู่ใจกลางเมืองจริงๆ ที่เรียกว่า Missing Link (ช่วงบางซื่อ-มักกะสัน-หัวหมาก และ บางซื่อ-หัวลำโพง) กลับหลุดโผจากแผนแม่บทนี้ไปชั่วคราว เพราะติดปัญหาต้องออกแบบทางเดินสกายวอล์กเชื่อมเข้าโรงพยาบาลรามาธิบดีใหม่
แต่ที่เซอร์ไพรส์ที่สุดคือ โครงการ “ศาลายา-นครปฐม” นี้นอกจากจะ ไม่ได้ถูกบรรจุรายชื่ออยู่ในแผนแม่บท M-Map 2เหมือนโครงการด่วนอื่นๆ แล้ว ทาง รฟท. กลับสามารถดันโปรเจกต์นี้ให้เดินหน้าจนมีกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าจะเปิดใช้ในปี 2576 ได้สำเร็จ งานนี้เส้นทางศาลายา-นครปฐมจึงกลายเป็นม้ามืด ที่วิ่งแรงแซงหน้าแผนหลักของประเทศ และมีสิทธิที่จะสร้างเสร็จแซงหน้ารถไฟฟ้าสายสีน้ำตาลที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มด่วนมากเสียด้วยซ้ำ

รถไฟสายสีแดง ศาลายา-นครปฐม จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ พลิกโฉมอสังหาฯ ตะวันตก
ไมเคิล เคนเนอร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Fazwaz และ กรรมการผู้จัดการ LIFUll Connect ให้ความเห็นว่า ศาลายา เป็นเมืองมหาวิทยาลัย ที่แข็งแกร่งมากอยู่แล้วจากการเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยมหิดล และศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ทำเลนี้มีประชากรแฝงทั้งนักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากรทางการแพทย์หมุนเวียนหลักหมื่นคนต่อปี
ทันทีที่รถไฟฟ้าเปิดให้บริการ ภาพรวมของตลาดเช่าที่อยู่อาศัยจะเกิดการยกระดับครั้งใหญ่ ดีมานด์จะเริ่มถ่ายเทจากหอพักทั่วไป ไปสู่การมองหาคอนโดมิเนียมแบบ Low-rise ที่มีพื้นที่ส่วนกลางตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น Co-working space ฟิตเนส หรือสระว่ายน้ำ
เทรนด์นี้เป็นสิ่งที่นักลงทุนอสังหาฯ ชื่นชอบมาก เพราะตลาดปล่อยเช่านักศึกษาสามารถสร้างอัตราผลตอบแทนได้อย่างสม่ำเสมอ ค่อนข้างปลอดภัยกว่าหลายทำเลในใจกลางเมือง ยิ่งไปกว่านั้น รถไฟจะดึงดูดกลุ่มคนทำงานในเมืองที่ต้องการประหยัดค่าเช่า ให้หันมาหาที่พักในย่านนี้แล้วนั่งรถไฟฟ้ายิงยาวเข้าสู่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ได้อย่างสะดวกสบาย

นอกจากตลาดคอนโดและหอพักแล้ว อิมแพคระดับมหภาคจะไปตกอยู่ที่กลุ่มอสังหาริมทรัพย์แนวราบอย่างบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม เส้นทางขยายพาดผ่านไปจนถึงนครชัยศรีและตัวเมืองนครปฐม จะก่อให้เกิดเมืองที่อยู่อาศัยชั้นดี หรือ Commuter Town แห่งใหม่สำหรับคนที่ทำงานในกรุงเทพฯ เนื่องจากต้นทุนราคาที่ดินในโซนนี้ยังคงต่ำกว่าฝั่งนนทบุรีหรือสมุทรปราการ
ทำให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์สามารถทำราคาบ้านที่มีพื้นที่กว้างขวางในระดับที่ครอบครัวชนชั้นกลางสามารถเอื้อมถึงได้ง่ายกว่า แน่นอนว่าอานิสงส์นี้จะแผ่ขยายไปถึงพื้นที่รอยต่ออย่างโซนกระทุ่มล้ม หรือละแวกสามพราน ให้ได้รับผลพลอยได้ในฐานะทำเลอยู่อาศัยที่เชื่อมต่อเข้าสู่จุดศูนย์กลางการเดินทางที่ศาลายาได้อย่างรวดเร็ว
ติดตาม The Thaiger บน Google News:





