ยานยนต์เศรษฐกิจ

ต่อใบขับขี่ขาดเกิน 1 ปี แต่ไม่ถึง 3 ปี ต้องอบรมไหม มีขั้นตอนอย่างไร

เชื่อว่าผู้ใช้รถหลายคนอาจเคยเผลอเรอปล่อยให้ใบขับขี่หมดอายุโดยไม่รู้ตัว ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้นานเกินกำหนด เงื่อนไขการต่ออายุจะมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่ใบขับขี่หมดอายุเกิน 1 ปี แต่ไม่ถึง 3 ปี ที่ต้องมีการสอบข้อเขียนเพิ่มเติมมากกว่าปกติ บทความนี้ได้รับคำแนะนำจาก ทิสโก้ ออโต้แคช (TISCO Auto Cash) ผู้ให้บริการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถชั้นนำ ที่จะมารวบรวมข้อมูลสำคัญและขั้นตอนการเตรียมตัวอย่างละเอียด เพื่อให้เจ้าของรถทุกคนสามารถดำเนินการต่อใบขับขี่ได้อย่างราบรื่น รวดเร็ว และถูกต้องตามกฎหมายจราจรครับ

ใบขับขี่หมดอายุเกิน 1 ปี แต่ไม่ถึง 3 ปี มีเงื่อนไขอะไรบ้าง

ก่อนจะเดินทางไปที่กรมการขนส่งทางบก สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ “ระยะเวลาที่ขาดต่อ” เพราะมีผลโดยตรงต่อสิ่งที่คุณต้องทำเพิ่มเติม โดยกฎระเบียบปัจจุบันแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้ครับ

  • ขาดไม่เกิน 1 ปี: ต่อได้เลยตามปกติ ทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย และอบรม (กรณี 5 ปี เป็น 5 ปี) โดย ไม่ต้องสอบข้อเขียนและสอบขับรถ
  • ขาดเกิน 1 ปี แต่ไม่ถึง 3 ปี: ต้องทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย อบรม และที่สำคัญคือ “ต้องสอบข้อเขียนใหม่” แต่ยังโชคดีที่ ไม่ต้องสอบขับรถ
  • ขาดเกิน 3 ปีขึ้นไป: กรณีนี้ถือว่าใบขับขี่สิ้นสภาพ ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด คือ สอบสมรรถภาพ อบรม สอบข้อเขียน และ ต้องสอบขับรถใหม่ ด้วย

ดังนั้น หากคุณรู้ตัวว่าใบขับขี่ขาดเกิน 1 ปีแล้ว ควรรีบไปดำเนินการให้เร็วที่สุด อย่าปล่อยให้ลากยาวจนเกิน 3 ปี เพราะขั้นตอนจะยุ่งยากและเสียเวลามากกว่าเดิมหลายเท่าตัวครับ

ขั้นตอนการต่อใบขับขี่ขาดเกิน 1 ปี ต้องทำอะไรบ้าง

เมื่อเช็กสถานะตัวเองเรียบร้อยแล้วว่าอยู่ในเกณฑ์ “เกิน 1 ปี ไม่ถึง 3 ปี” ให้เตรียมตัวตามขั้นตอนดังนี้ เพื่อความรวดเร็วและไม่เสียเที่ยวครับ

1. จองคิวผ่านแอป DLT Smart Queue

ในยุคนี้การ Walk-in เข้าไปเลยอาจทำให้ต้องรอคิวนานมากหรือคิวเต็ม แนะนำให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน DLT Smart Queue (มีทั้ง iOS และ Android) เพื่อจองคิวล่วงหน้า

  1. เลือกสำนักงานขนส่งที่สะดวก
  2. เลือกหัวข้อ “งานใบอนุญาต”
  3. เลือกประเภทบริการ “ต่ออายุใบอนุญาตขับรถ”
  4. เลือกวันที่และเวลาที่ว่าง กดยืนยัน แล้วแคปหน้าจอเก็บไว้เป็นหลักฐาน
ขั้นตอนการต่อใบขับขี่กับกรมการขนส่งทางบก
ที่มา : กรมการขนส่งทางบก (gecc.dlt.go.th)

2. การอบรมภาคทฤษฎี

สำหรับผู้ที่ใบขับขี่ขาดเกิน 1 ปี ตามระเบียบจะต้องเข้ารับการอบรมภาคทฤษฎี จำนวน 2 ชั่วโมง โดยเนื้อหาจะเน้นเรื่องกฎหมายจราจร กฎหมายว่าด้วยรถยนต์ และการขับขี่ปลอดภัย

ข้อควรระวัง: โดยปกติการต่อใบขับขี่ทั่วไปสามารถอบรมออนไลน์ผ่านระบบ DLT e-Learning ได้ แต่ในกรณีที่ขาดเกิน 1 ปี บางสำนักงานขนส่งอาจกำหนดให้ต้องมาอบรมที่สำนักงาน หรือต้องมาทำข้อสอบที่สำนักงาน ดังนั้นแนะนำให้ตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ในวันที่ไปถึง หรือเตรียมผลการอบรมออนไลน์ไปด้วย (ถ้ามี) เพื่อความรอบคอบครับ

3. การทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย

เมื่อไปถึงสำนักงานขนส่งตามนัด ยื่นเอกสารตรวจสอบเรียบร้อย จะต้องผ่านด่านทดสอบร่างกาย 4 อย่าง เพื่อยืนยันว่าเรายังมีความพร้อมในการขับขี่:

  • ทดสอบการมองเห็นสี (ตาบอดสี): ดูไฟจราจร แดง เหลือง เขียว
  • ทดสอบสายตาทางลึก: การกะระยะ
  • ทดสอบสายตาทางกว้าง: การมองเห็นด้านข้าง
  • ทดสอบปฏิกิริยาทางเท้า: การเหยียบเบรกเมื่อเห็นสัญญาณไฟแดง

การทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย

เจาะลึก “การสอบข้อเขียน” สำหรับคนใบขับขี่ขาดเกิน 1 ปี

นี่คือด่านปราบเซียนที่ทำให้หลายคนกังวล เพราะต้องกลับมานั่งทำข้อสอบเหมือนตอนทำใบขับขี่ครั้งแรก

  • จำนวนข้อสอบ: 50 ข้อ
  • เกณฑ์การผ่าน: ต้องได้คะแนน 90% ขึ้นไป หรือทำถูกอย่างน้อย 45 ข้อ

เทคนิคเตรียมตัว: ข้อสอบส่วนใหญ่จะวนเวียนอยู่กับเรื่องเครื่องหมายจราจร สิทธิ์ในการใช้ทาง และกฎหมายใหม่ๆ แนะนำให้โหลดแอปพลิเคชันฝึกทำข้อสอบใบขับขี่มาลองทำล่วงหน้าสัก 2-3 รอบ รับรองว่าผ่านฉลุยแน่นอน เพราะข้อสอบจริงมักจะคล้ายกับในแบบฝึกหัดครับ

เอกสารที่ต้องใช้ต่อใบขับขี่

เตรียมเอกสารให้ครบ จบในครั้งเดียว ไม่ต้องวิ่งกลับบ้านไปเอาใหม่ สิ่งที่ต้องใช้มีดังนี้:

  1. บัตรประชาชนตัวจริง (ที่ยังไม่หมดอายุ)
  2. ใบขับขี่ใบเดิม (ใบที่หมดอายุแล้ว)
  3. ใบรับรองแพทย์ (ฉบับจริง) สำคัญมาก!
  • ต้องขอไว้ไม่เกิน 1 เดือน
  • ต้องเป็นแบบฟอร์มมาตรฐานแพทยสภา (แบบที่มี 2 ส่วน คือ ส่วนของผู้ป่วยรับรองตนเอง และส่วนของแพทย์ตรวจร่างกาย)
  • แนะนำให้ขอจากคลินิกหรือโรงพยาบาลใกล้บ้านก่อนวันเดินทาง

ค่าธรรมเนียมการต่อใบขับขี่

อย่าลืมเตรียมเงินสด หรือแอปธนาคารสำหรับสแกนจ่ายค่าธรรมเนียม ดังนี้

  • รถยนต์ส่วนบุคคล: ค่าคำขอ 5 บาท + ค่าใบอนุญาต (5 ปี) 500 บาท = รวม 505 บาท
  • รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล: ค่าคำขอ 5 บาท + ค่าใบอนุญาต (5 ปี) 250 บาท = รวม 255 บาท

(อาจมีค่าบริการถ่ายรูปและพิมพ์บัตรพลาสติกเพิ่มเติมเล็กน้อย หรือค่าแก้ไขรายการ กรณีมีการเปลี่ยนชื่อ-สกุล)

ค่าธรรมเนียมการต่อใบขับขี่

สรุปบทความ

การปล่อยให้ใบขับขี่ขาดเกิน 1 ปี แม้จะมีขั้นตอนเพิ่มขึ้นแต่ก็ยังไม่ยุ่งยากเท่ากับการต้องสอบขับรถใหม่ ดังนั้นควรรีบดำเนินการให้ถูกต้องเพื่อสิทธิประโยชน์ในการขับขี่ที่สมบูรณ์ครับ สำหรับใครที่มีรถและดูแลรักษาเอกสารอย่างดี เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้เงินด่วน รถของคุณก็พร้อมจะเป็นตัวช่วยผ่านบริการ สินเชื่อทะเบียนรถยนต์ จาก ทิสโก้ ออโต้แคช ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-123-4000 หรือ แอดไลน์ @TISCOAutoCash เราพร้อมให้คำปรึกษาและช่วยเหลือเรื่องการเงินให้คุณทันที

  • กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 12% – 24% ต่อปี
  • เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

ติดตาม The Thaiger บน Google News:

Thaiger

The Thaiger นำเสนอข่าวสารล่าสุดและอัปเดตจากทั่วประเทศไทย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top button