จีน ลั่น ไต้หวันเป็นของจีนแต่โบราณ ไม่ใช่ประเทศ ใครจะแบ่งแยกไม่ได้

รัฐมนตรีจีน ประกาศกร้าว ไต้หวัน ไม่ใช่ประเทศ เป็นของจีนมาแต่โบราณ ใครจะแบ่งแยกไม่ได้
สำนักข่าว CGTN รายงานเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 ถึงการแถลงข่าวของ นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน นอกรอบการประชุมสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีนชุดที่ 14 ครั้งที่ 4 ณ กรุงปักกิ่ง ย้ำจุดยืนแข็งกร้าวเกี่ยวกับสถานะของไต้หวัน
นายหวัง อี้ อ้างว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนมาตั้งแต่สมัยโบราณ ไต้หวันไม่เคยเป็นประเทศ ไม่ใช่ประเทศในปัจจุบัน และจะไม่มีวันเป็นประเทศ
การที่ไต้หวันกลับคืนสู่จีนเป็นผลพวงจากชัยชนะในสงครามต่อต้านการรุกรานจากญี่ปุ่นและสงครามโลกครั้งที่ 2 สถานะนี้ได้รับการยืนยันจากเอกสารทางกฎหมายระหว่างประเทศหลายฉบับ เช่น ปฏิญญาไคโร ประกาศพ็อตสดัม ตราสารยอมจำนนของญี่ปุ่น และข้อมติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ 2758
ความพยายามใดๆ ในเวทีระหว่างประเทศที่จะสร้าง “จีนสองประเทศ” หรือ “หนึ่งจีน หนึ่งไต้หวัน” เป็นเรื่องที่ต้องพบกับความล้มเหลว จุดยืนในการแบ่งแยกดินแดนของพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) ในไต้หวัน คือต้นตอสำคัญที่ทำลายสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน
ระเด็นไต้หวันถือเป็นกิจการภายในและเป็นแกนกลางของผลประโยชน์หลักของประเทศจีน จีนได้ไต้หวันคืนมาเมื่อกว่า 80 ปีก่อน และจะไม่ยอมให้บุคคลหรือกองกำลังใดมาแบ่งแยกดินแดนออกไปอีก
หลักการจีนเดียวได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากประชาคมโลก กระบวนการทางประวัติศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาไต้หวันและบรรลุการรวมชาติจีนอย่างสมบูรณ์นั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจหยุดยั้งได้

ข้อมติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ 2758 คืออะไร
มติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ 2758 เรื่อง การฟื้นฟูสิทธิอันชอบธรรมของสาธารณรัฐประชาชนจีนในสหประชาชาติ ได้รับการรับรองเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 1971 เพื่อเปลี่ยนแปลงการเป็นตัวแทนของจีนในสหประชาชาติ
ข้อมตินี้ระบุให้ “สาธารณรัฐประชาชนจีน” (PRC – จีนแผ่นดินใหญ่) เป็นตัวแทนที่ถูกต้องตามกฎหมายเพียงหนึ่งเดียวของจีนในองค์การสหประชาชาติ (UN) และให้ขับไล่ตัวแทนของเจียง ไคเชก (ซึ่งหมายถึงตัวแทนจากฝั่งไต้หวัน หรือ “สาธารณรัฐจีน” – ROC) ออกจากที่นั่งใน UN
จีนแผ่นดินใหญ่ยกข้อมตินี้ขึ้นมาอ้างอิงเสมอเพื่อยืนยันว่า “ประชาคมโลกยอมรับหลักการจีนเดียวแล้ว” และสิทธิในการเป็นตัวแทนของจีนครอบคลุมไปถึงเกาะไต้หวันด้วย
ทว่่ฝ่ายไต้หวันและบางประเทศมักโต้แย้งว่า ข้อมติที่ 2758 พูดถึงแค่เรื่อง “ใครคือตัวแทนของจีนในที่ประชุม UN” แต่ไม่ได้มีประโยคไหนในเอกสารที่ระบุถึงคำว่าไต้หวันอย่างชัดเจน ทั้งไม่ได้ระบุว่าไต้หวันเป็นดินแดนภายใต้อำนาจอธิปไตยของสาธารณรัฐประชาชนจีน จึงทำให้ประเด็นนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันในทางกฎหมายระหว่างประเทศจนถึงปัจจุบัน

ประวัติศาสตร์ความขัดแย้งระหว่างจีน กับ พรรค DPP
พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (Democratic Progressive Party – DPP) คือพรรครัฐบาลชุดปัจจุบันของไต้หวัน ซึ่งมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ขัดแย้งกับจุดยืนของปักกิ่งอย่างสิ้นเชิง
พรรค DPP มีรากฐานมาจากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและ “อัตลักษณ์ความเป็นไต้หวัน” จุดยืนหลักของพรรคคือ ไต้หวันเป็นประเทศเอกราชที่มีอธิปไตยเป็นของตนเองอยู่แล้ว ในชื่อสาธารณรัฐจีน และอนาคตของไต้หวันต้องถูกตัดสินโดยประชาชนชาวไต้หวัน 23 ล้านคนเท่านั้น
ในอดีต จีนและไต้หวัน (ในยุคที่พรรคก๊กมินตั๋งเป็นรัฐบาล) เคยมีข้อตกลงหลวมๆ ที่เรียกว่า “ฉันทามติ 1992” (1992 Consensus) ซึ่งต่างฝ่ายต่างยอมรับว่ามี “จีนเดียว” (แต่ตีความความหมายต่างกัน) แต่เมื่อพรรค DPP ก้าวขึ้นมาเป็นรัฐบาล พวกเขา ปฏิเสธที่จะยอมรับฉันทามตินี้ เพราะมองว่าเป็นการยอมรับเงื่อนไขที่นำไปสู่การถูกผนวกรวม
รัฐบาลปักกิ่งมองว่าพรรค DPP คือ “กลุ่มแบ่งแยกดินแดน” ที่พยายามสร้างเอกราชให้ไต้หวัน ด้วยเหตุนี้ เมื่อใดที่พรรค DPP ชนะการเลือกตั้งและเป็นรัฐบาล จีนจะตัดการสื่อสารอย่างเป็นทางการ เพิ่มการซ้อมรบทางทหารรอบเกาะไต้หวัน และใช้มาตรการบีบคั้นทางเศรษฐกิจและการทูต เพื่อกดดันรัฐบาล DPP อย่างหนัก ซึ่งนี่คือเหตุผลที่นายหวัง อี้ ระบุว่าพรรค DPP คือต้นตอที่บั่นทอนสันติภาพในภูมิภาคนั่นเองครับ

ย้อนรอยแตกยก พรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) กับ พรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP)
ในยุคแรกเริ่ม ค.ศ. 1923-1927 ประเทศจีนแตกแยกและถูกปกครองโดยกลุ่มขุนศึกท้องถิ่น ดร.ซุน ยัตเซ็น ผู้ก่อตั้งพรรคก๊กมินตั๋ง ต้องการรวมชาติให้เป็นปึกแผ่น จึงตัดสินใจจับมือเป็นพันธมิตรกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต เรียกว่า “แนวร่วมที่ 1” ทั้งสองพรรคช่วยกันทำสงครามปราบขุนศึกจนประสบความสำเร็จไปได้มาก
ทว่าหลังจาก ดร.ซุน ยัตเซ็น เสียชีวิต “เจียง ไคเชก” ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำพรรค เขาหวาดระแวงอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่กำลังขยายตัวในหมู่ชนชั้นแรงงาน จึงตัดสินใจกวาดล้างสมาชิกพรรค CCP อย่างเด็ดขาดและโหดเหี้ยม เช่น เหตุการณ์สังหารหมู่เซี่ยงไฮ้ ปี 1927
ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนต้องแตกพ่ายและหนีตายเข้าไปในป่าทุรกันดาร นำไปสู่เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ “การเดินทัพทางไกล” ระยะทางกว่า 9,000 กิโลเมตรที่แสนยากลำบาก ซึ่งในช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตายนี้เองที่ “เหมา เจ๋อตง” ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างเต็มตัว
ค.ศ. 1937-1945 กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นบุกรุกรานจีนอย่างเต็มรูปแบบในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้ง KMT และ CCP ถูกสถานการณ์บังคับให้ต้องพักรบกันชั่วคราว หันมาจับมือกันอีกครั้ง (แนวร่วมที่ 2) เพื่อต่อต้านผู้รุกรานจากต่างชาติ แต่ลึกๆ แล้วต่างฝ่ายต่างก็ยังระแวงและพยายามสะสมกำลังพลของตัวเองไว้
ช่วง ค.ศ. 1946-1949 ทันทีที่ญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกและถอนทัพออกไป สงครามกลางเมืองจีนระหว่าง KMT และ CCP ก็ปะทุขึ้นมาอีกครั้งอย่างดุเดือด
ในช่วงแรก กองทัพของเจียงไคเชก (KMT) ได้เปรียบมากเพราะมีกำลังพลมากกว่าและได้รับการสนับสนุนอาวุธทันสมัยจากสหรัฐอเมริกา แต่ปัญหาคอร์รัปชันภายในรัฐบาล การกดขี่ และภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้ KMT เสื่อมความนิยม
ในทางกลับกัน พรรคคอมมิวนิสต์ของเหมาเจ๋อตงใช้กลยุทธ์ “ป่าล้อมเมือง” และการปฏิรูปที่ดิน ซื้อใจชนชั้นกรรมาชีพและชาวนาที่ยากจนซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ทำให้ CCP พลิกสถานการณ์กลับมาได้เปรียบและยึดพื้นที่แผ่นดินใหญ่ได้เรื่อยๆ
ในปี ค.ศ. 1949 พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด เหมาเจ๋อตงได้ประกาศสถาปนา “สาธารณรัฐประชาชนจีน” (PRC) ขึ้นที่กรุงปักกิ่ง
ส่วนเจียงไคเชกและพรรคก๊กมินตั๋งที่พ่ายแพ้ ต้องอพยพกองกำลัง ผู้คน และสมบัติล้ำค่า ข้ามช่องแคบหนีไปตั้งหลักที่เกาะไต้หวัน และยังคงใช้ชื่อประเทศว่า “สาธารณรัฐจีน” (ROC) โดยหวังว่าวันหนึ่งจะกลับมายึดแผ่นดินใหญ่คืน แต่ก็ไม่เคยเกิดขึ้นจริง จนกลายมาเป็นรากฐานของความขัดแย้งเรื่อง “จีนเดียว” ในปัจจุบัน
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- พยาบาลไต้หวันสุดแซ่บ โดนพักงาน หลังแอบถ่ายคนไข้ ICU ประจานลงไอจี-ด่าซ้ำไอ้งั่ง
- ศาลไต้หวัน สั่งจำคุก 2 สาวไทย ลอบยัดเฮโรอีน เข้าทวารหนัก-กลืนลงท้อง เข้าประเทศ
- ตำรวจไต้หวันเร่งสอบ พบศพหญิงชราในตู้แช่เย็น ดูกล้องเจอเดินเข้าไปเอง
ติดตาม The Thaiger บน Google News:





