ข่าวต่างประเทศ

ละหมาดหมู่หน้าปราสาทฮิเมจิ ชาวเน็ตญี่ปุ่นเดือด รัฐแจง ขออนุญาตหมกเม็ด

ละหมาดหมู่หน้าปราสาทฮิเมจิ เกิดกระแสวิจารณ์บนโซเชียลมีเดียญี่ปุ่น เบื้องหลังข้การขออนุญาตใช้พื้นที่จากคำชี้แจงล่าสุดของฝ่ายบริหาร

โซเชียลมีเดียในประเทศญี่ปุ่นส่งต่อคลิปวิดีโอกลุ่มชาวมุสลิมจำนวนมากทำพิธีละหมาดร่วมกันบริเวณจัตุรัสซันโนมารุหน้าปราสาทฮิเมจิ จังหวัดเฮียวโงะ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 ช่วงเทศกาลอีดิ้ลฟิตริ แต่วิดีโอดังกล่าวเพิ่งกระจายสู่สายตาประชาชนในเดือนมกราคม 2569

ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตชาวญี่ปุ่นจำนวนมากตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการประกอบพิธีทางศาสนาในพื้นที่มรดกโลก ประชาชนถกเถียงกันว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบสถานที่ออกใบอนุญาตให้จัดกิจกรรมลักษณะนี้ได้อย่างไร

กลุ่มผู้จัดงานชาวมุสลิมชี้แจงเหตุผลว่าพวกเขามีพื้นที่ในร่มไม่เพียงพอสำหรับรองรับผู้เข้าร่วมทำพิธีละหมาด พวกเขาจึงตัดสินใจใช้พื้นที่ลานกว้างกลางแจ้งแทน ผู้จัดงานยืนยันว่าพวกเขาไม่มีเจตนาโอ้อวดการประกอบพิธีทางศาสนาแต่อย่างใด

สำนักงานบริหารจัดการปราสาทฮิเมจิออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อลดความสับสนของประชาชน ว่ากลุ่มผู้จัดงานยื่นเอกสารขอใช้พื้นที่สวนสาธารณะเพื่อทำกิจกรรมชมดอกซากุระบาน เจ้าหน้าที่อนุมัติคำขอตามจุดประสงค์ที่ระบุไว้ในเอกสาร สำนักงานบริหารจัดการปราสาทฮิเมจิยืนยันว่าพวกเขาไม่ได้อนุญาตให้จัดการชุมนุมเพื่อประกอบพิธีทางศาสนา

ฝ่ายบริหารจัดการสถานที่แสดงความกังวลเมื่อผู้ขอใช้พื้นที่ทำกิจกรรมไม่ตรงกับจุดประสงค์ เจ้าหน้าที่ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่อนุญาตให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ซ้ำอีก มีรายงานเพิ่มเติมว่ากลุ่มชาวมุสลิมติดต่อขอใช้พื้นที่เพื่อทำพิธีละหมาดหมู่ในปีนี้ สำนักงานบริหารจัดการปราสาทฮิเมจิได้ปฏิเสธคำขอดังกล่าวไปแล้ว

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนธันวาคม 2568 มิซูโฮะ อุเมะมุระ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคซานเซโตะ อภิปรายผลักดันกฎหมายห้ามฝังศพชาวมุสลิมในประเทศ เสนอให้ชาวต่างชาติที่อาศัยในญี่ปุ่นต้องยอมรับธรรมเนียมการเผาศพตามวัฒนธรรมท้องถิ่น หรือส่งร่างกลับประเทศต้นทาง ประชาชนจำนวนมากวิจารณ์การแสดงความเห็นครั้งนี้อย่างหนัก เนื่องจากสส.นำพระราชดำรัสของสมเด็จพระจักรพรรดิมาใช้อ้างอิงเพื่อสนับสนุนแนวคิดทางการเมืองของตนเอง

ดราม่ายับ สส.ญี่ปุ่น อ้าง ‘พระราชดำรัส’ กดดันรัฐบาลห้ามฝังศพอิสลาม

ในเดือนกันยายนปีก่อน เกิดกระแสต่อต้านในเมืองคิตะคิวชู จังหวัดฟุกุโอกะ เมื่อมีข้อมูลเท็จแพร่กระจายบนอินเทอร์เน็ตว่าสภาเมืองอนุมัติให้โรงเรียนจัดเตรียมอาหารกลางวันฮาลาลเพื่อเด็กนักเรียนชาวมุสลิม สำนักงานการศึกษาเมืองคิตะคิวชูรับสายโทรศัพท์ร้องเรียนมากกว่า 1,000 สาย เจ้าหน้าที่ต้องออกมาชี้แจงว่าโครงการดังกล่าวเป็นเพียงการจัดทำเมนูอาหารที่งดเว้นวัตถุดิบก่อภูมิแพ้ 28 ชนิด ซึ่งรวมถึงเนื้อหมูด้วย สำนักงานยืนยันว่าโครงการนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อตอบสนองความเชื่อทางศาสนาแต่อย่างใด

ขณะที่เมืองคาวากุจิ จังหวัดไซตามะ มีชุมชนผู้อพยพชาวเคิร์ดที่นับถือศาสนาอิสลามอาศัยอยู่จำนวนมาก ประชาชนชาวญี่ปุ่นในพื้นที่ร้องเรียนถึงปัญหาการใช้ชีวิตร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ความแตกต่างทางวัฒนธรรมทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างคนในพื้นที่กับกลุ่มผู้อพยพบ่อยครั้ง สถานการณ์นี้นำไปสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มชาวต่างชาติในบริเวณดังกล่าวบนโลกออนไลน์

สถิติการนับถือศาสนาในญี่ปุ่น

ประเทศญี่ปุ่นไม่มีการกำหนดศาสนาประจำชาติอย่างเป็นทางการ ประชาชนมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาตามรัฐธรรมนูญ วัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่เป็นการผสมผสานความเชื่อระหว่างลัทธิชินโตกับศาสนาพุทธเข้าด้วยกัน พวกเขาไปศาลเจ้าชินโตในวันขึ้นปีใหม่เพื่อขอพร จัดงานศพตามพิธีทางศาสนาพุทธ หรือจัดงานแต่งงานแบบคริสต์ ประชาชนจำนวนมากจึงไม่ได้ระบุว่าตนเองนับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่งอย่างตายตัว

ข้อมูลจากสำนักงานกิจการวัฒนธรรมของญี่ปุ่นระบุจำนวนผู้นับถือศาสนาต่างๆ ซึ่งประเมินจากการลงทะเบียนเป็นสมาชิกของศาลเจ้า วัด หรือโบสถ์

ศาสนา จำนวนผู้นับถือโดยประมาณ
ลัทธิชินโต 84 – 107 ล้านคน
ศาสนาพุทธ 70 – 89 ล้านคน
ศาสนาคริสต์ 1 – 3 ล้านคน
ศาสนาอื่นๆ 4 – 10 ล้านคน

 

ผลสำรวจความคิดเห็นส่วนบุคคลจากหลายสถาบันพบว่าชาวญี่ปุ่นประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ระบุว่าตนเองไม่มีศาสนา พวกเขามองว่าการไปทำบุญตามศาลเจ้าหรือวัดเป็นเรื่องของประเพณีมากกว่าความเชื่อทางศาสนาที่เคร่งครัด

อิสลามเป็นศาสนาส่วนน้อยในญี่ปุ่น คิดเป็น 0.3%

ประชากรมุสลิมในประเทศญี่ปุ่น

ศาสนาอิสลามถือเป็นศาสนาของคนกลุ่มน้อยในญี่ปุ่น ปัจจุบันมีจำนวนชาวมุสลิมอาศัยอยู่ประมาณ 420,000 คน (ข้อมูล ณ สิ้นปี 2567) คิดเป็นสัดส่วนราว 0.3 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งประเทศ ตัวเลขนี้ถือว่าเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วหากเทียบกับเมื่อ 10 ปีก่อน

การเพิ่มจำนวนของชาวมุสลิมมาจากชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงาน เรียนหนังสือ หรือตั้งถิ่นฐานในญี่ปุ่น ชาวมุสลิมส่วนใหญ่เดินทางมาจากประเทศอินโดนีเซีย ปากีสถาน บังกลาเทศ มาเลเซีย กลุ่มมุสลิมที่เป็นชาวญี่ปุ่นแท้ๆ มีประมาณ 40,000 ถึง 50,000 คน ซึ่งส่วนมากเปลี่ยนศาสนาหลังจากการแต่งงานกับชาวต่างชาติ

ปัจจุบันญี่ปุ่นมีมัสยิดมากกว่า 160 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ การหาอาหารฮาลาลในเมืองใหญ่สามารถทำได้สะดวกขึ้น สังคมญี่ปุ่นเริ่มปรับตัวเพื่อรองรับความต้องการของชาวมุสลิมที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ติดตาม The Thaiger บน Google News:

Aindravudh

นักเขียนประจำ Thaiger มีประสบการณ์เขียนข่าวมากกว่า 5 ปี จบการศึกษาด้านภาษาและประวัติศาสตร์ จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีความสนใจ ประเด็นความเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมือง เจาะประเด็นข่าวทางสังคม ด้วยกลวิธีการเล่าเรื่องแบบย่อยง่าย อย่างงานเขียนสร้างสรรค์ สั้น กระชับ จับทุกประเด็น หัวข้อที่เชียวชาญคือเรื่องไลฟ์สไตล์ เลขเด็ด หวยรัฐบาลไทย หวยลาว ช่องทางติดต่อ vajara@thethaiger.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top button