สรุปปมแค้น “ประเทศเมียนมา” ทำไมรบฆ่ากันไม่หยุด มรดกจากยุคอาณานิคมอังกฤษ จบในโพสต์เดียว

สรุปประวัติศาสตร์พม่าฉบับเข้าใจง่าย ทำไมรบกันไม่จบ? เจาะลึกปมแค้น 70 ปี รู้จัก ‘สาธารณรัฐกอทูเล’ รัฐใหม่ในพม่า ที่เพิ่งประกาศเอกราช คืออะไรกันแน่
จุดเริ่มต้นความร้าวฉานของประเทศพม่า มรดกจากยุคอาณานิคม
ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 พื้นที่ที่เป็นประเทศเมียนมาในปัจจุบันไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างที่เห็นในแผนที่ แต่ประกอบไปด้วยอาณาจักรของชาวพม่า กับดินแดนอิสระของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เช่น ไทใหญ่, กะเหรี่ยง, คะฉิ่น และอื่นๆ อีกมากมาย ชนกลุ่มน้อยในพม่าไม่ได้มีน้ำใจรวมหล่อเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน
เมื่ออังกฤษเข้ามาปกครองพม่าเป็นอาณานิคม ปลายศตวรรษที่ 19 อังกฤษใช้นโยบายแบ่งแยกแล้วปกครอง ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญของความเกลียดชัง อังกฤษเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ดีกว่าชาวพม่า โดยเกณฑ์ชนกลุ่มน้อยเหล่านี้มาเป็นทหารและข้าราชการ เพื่อใช้ปกครอง ควบคุมชาวพม่าที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ สร้างความบาดหมางฝังลึก
ชาวพม่ามองว่าชนกลุ่มน้อยเป็นเครื่องมือของเจ้าอาณานิคม ขณะที่ชนกลุ่มน้อยมองอังกฤษเป็นผู้คุ้มครองสิทธิของตนจากการครอบงำของชาวพม่า
สัญญาปางหลวง จุดเริ่มต้นความพังพินาส
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ขบวนการกู้ชาติพม่านำโดย นายพลอองซาน พ่อของนางอองซานซูจี ต้องการเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ แต่เงื่อนไขสำคัญคือพม่าต้องรวมดินแดนของชนกลุ่มน้อยเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งประเทศเสียก่อน
นายพลอองซานตระหนักดีว่าต้องสร้างความเชื่อใจ เขาจึงเดินทางไปเจรจากับผู้นำชนกลุ่มน้อยที่เมืองปางหลวง จนเกิดเป็น สนธิสัญญาปางหลวง ในปี 1947 สาระสำคัญคือ ทุกกลุ่มชาติพันธุ์ตกลงเข้าร่วมเป็น “สหภาพพม่า” เพื่อขอเอกราช รัฐบาลกลางจะให้สิทธิปกครองตนเองแก่รัฐชนกลุ่มน้อย ทั้งมีเงื่อนไขว่าเมื่อครบ 10 ปี หากรัฐชนกลุ่มน้อยไม่พอใจ สามารถขอแยกตัวเป็นเอกราชได้
นี่คือจุดเปลี่ยนที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์เมียนมา ก่อนได้รับเอกราชเพียงไม่กี่เดือน นายพลอองซานถูกลอบสังหารเสียชีวิต ผู้นำชุดใหม่ที่ขึ้นมาแทนไม่ได้ยึดมั่นในสัญญาปางหลวง พวกเขาเน้นนโยบายรวมศูนย์อำนาจ พยายามกลืนกินวัฒนธรรมของชนกลุ่มน้อย ปฏิเสธสิทธิในการแยกตัว
เมื่อชนกลุ่มน้อยรู้สึกว่าตนถูกหลอก การจับอาวุธขึ้นสู้จึงเริ่มต้นขึ้น กองกำลังกะเหรี่ยง (KNU) เป็นกลุ่มแรกๆ ที่เริ่มต่อสู้ ตามมาด้วยกลุ่มอื่นๆ จนกลายเป็นสงครามกลางเมืองที่ยาวนานที่สุดในโลก

ยุคเผด็จการทหาร ปิดประเทศ “ระบอบเนวิน”
ความวุ่นวายจากการสู้รบกับชนกลุ่มน้อยกลายเป็นข้ออ้างให้กองทัพเข้ามามีบทบาท ในปี 1962 นายพลเนวิน ทำรัฐประหารยึดอำนาจ เปลี่ยนประเทศเข้าสู่ยุคมืดด้วยนโยบาย วิถีพม่าสู่สังคมนิยม
ผลที่เกิดขึ้นคือความหายนะทางเศรษฐกิจ จากประเทศที่เคยรวยทรัพยากรที่สุดในเอเชียอาคเนย์ กลายเป็นประเทศยากจนที่สุด นายพลเนวินปิดประเทศ ตัดขาดจากโลกภายนอก ใช้กำปั้นเหล็กปกครองประชาชน กองทัพพม่า (Tatmadaw) สถาปนาตัวเองเป็นสถาบันสูงสุดที่แตะต้องไม่ได้ ปลูกฝังชุดความคิดว่า “หากไม่มีกองทัพ ประเทศจะแตกแยก”
ในยุคนี้ กองทัพใช้ยุทธวิธีโหดร้ายปราบปรามกลุ่มชาติพันธุ์ที่เรียกว่า “ตัดสี่” คือตัดเสบียง ตัดเงินทุน ตัดข่าวสาร และตัดกำลังพล มุ่งเป้าโจมตีหมู่บ้านพลเรือนเพื่อไม่ให้ชาวบ้านสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธ
8888 และการปรากฏตัวของ “อองซานซูจี” นารีขี่ม้าขาว
ความกดดันระเบิดออกมาในวันที่ 8 สิงหาคม 1988 (เหตุการณ์ 8888) ประชาชนนับแสนออกมาประท้วงขับไล่เผด็จการเนื่องจากความอดอยาก ทหารตอบโต้ด้วยการยิงกราดใส่ผู้ชุมนุม ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมหาศาล
ในช่วงเวลานี้เอง นางอองซานซูจี ลูกสาวของนายพลอองซาน เดินทางกลับมาเยี่ยมแม่ที่ป่วย ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ความหวังของประชาธิปไตย เธอร่วมก่อตั้งพรรค NLD และชนะการเลือกตั้งในปี 1990 อย่างถล่มทลาย
แต่กองทัพไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง พวกเขาฉีกผลคะแนนทิ้งและกักบริเวณนางซูจีไว้นานเกือบ 20 ปี เหตุการณ์นี้ทำให้พม่าถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติ กลายเป็นประเทศที่โดดเดี่ยวอีกครั้ง

ประชาธิปไตยครึ่งใบ การล้างเผ่าพันธุ์โรฮิงญา
เมื่อกาลเวลาผ่านไป กองทัพเริ่มตระหนักว่าไม่สามารถปิดประเทศได้ตลอดไปหากต้องการเงินทุน จึงเริ่มกระบวนการถ่ายโอนอำนาจแบบมีการควบคุม กองทัพร่างรัฐธรรมนูญปี 2008 ขึ้นมา ล็อคสเปกไว้ว่า “โควตาที่นั่งในสภา 25% ต้องเป็นของทหาร” เพื่อการันตีว่าทหารจะมีอำนาจยับยั้งการแก้กฎหมายได้เสมอ
ปี 2015 พรรค NLD ของอองซานซูจีชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง ได้จัดตั้งรัฐบาลพลเรือนสมัยแรก ดูเหมือนแสงสว่างกำลังมาเยือน แต่ในความเป็นจริง ซูจีบริหารประเทศภายใต้เงาของกองทัพ เธอดูแลเรื่องเศรษฐกิจและการศึกษา แต่กระทรวงหลักอย่าง กลาโหม มหาดไทย และชายแดน ยังคงอยู่ใต้อำนาจเบ็ดเสร็จของกองทัพ
ช่วงเวลานี้เกิดประเด็นด่างพร้อยที่สุดคือ วิกฤตโรฮิงญา กองทัพพม่าใช้กำลังปราบปรามชาวมุสลิมโรฮิงญาในรัฐยะไข่ จนเกิดผู้อพยพกว่า 7 แสนคน อองซานซูจีเลือกที่จะปกป้องกองทัพในเวทีโลก เพื่อรักษาสมดุลอำนาจในประเทศ ซึ่งทำให้เธอเสียศรัทธาจากชาวโลก แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับกองทัพก็ยังคงตึงเครียด เพราะเธอพยายามจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อลดอำนาจทหาร
รัฐประหาร 2021 ฟางเส้นสุดท้าย ลามสู่สงครามรูปแบบใหม่
ในการเลือกตั้งปี 2020 พรรค NLD ชนะถล่มทลายยิ่งกว่าเดิม กองทัพภายใต้การนำของ พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย รู้สึกภัยคุกคามว่าตนเองกำลังจะหมดอำนาจ จึงตัดสินใจทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2021 โดยอ้างว่ามีการโกงเลือกตั้ง
แต่ครั้งนี้ กองทัพคำนวณพลาด สิ่งที่เกิดขึ้นต่างจากปี 1962 หรือ 1988 อย่างสิ้นเชิง คนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับอินเทอร์เน็ตและเสรีภาพในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไม่ยอมก้มหัวให้เผด็จการ พวกเขาใช้เทคโนโลยีและการสื่อสารเพื่อต่อต้าน
เมื่อการประท้วงสันติถูกปราบด้วยกระสุนจริง ประชาชนทั่วไป ทั้งหมอ ครู วิศวกร และนักศึกษา จึงหนีเข้าป่าไปจับอาวุธ ก่อตั้ง “กองกำลังพิทักษ์ประชาชน” (PDF)
นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุด จากเดิมที่ชาวพม่า เคยเพิกเฉยต่อความทุกข์ของชนกลุ่มน้อย ครั้งนี้พวกเขาร่วมมือกัน กองกำลัง PDF ของคนรุ่นใหม่จับมือกับกองกำลังชาติพันธุ์ (EAOs) อย่างกะเหรี่ยง (KNU) หรือคะฉิ่น (KIA) เพื่อโค่นล้มศัตรูคนเดียวกัน คือ “กองทัพพม่า”
สถานการณ์เมียนมาปัจจุบัน ทำไมจึงรุนแรงและยืดเยื้อ?
สงครามในเมียนมาขณะนี้ไม่ใช่แค่การสู้รบตามชายแดน แต่กระจายไปทั่วประเทศ แม้แต่ในพื้นที่ใจกลางเมืองที่เป็นฐานที่มั่นของชาวพม่า
กองทัพพม่ากำลังเพลี่ยงพล้ำอย่างหนัก ขาดแคลนกำลังพลเพราะไม่มีใครอยากเป็นทหาร ต้องบังคับเกณฑ์ทหารอย่างไม่เลือกหน้า เสียพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญหลายแห่งให้ฝ่ายต่อต้าน
ปลายปี 2023 กลุ่มพันธมิตรสามภราดรภาพ (กองกำลังโกก้าง, ตะอาง, และยะไข่) เปิดฉากโจมตีสายฟ้าแลบ ยึดเมืองเศรษฐกิจชายแดนจีนได้จำนวนมาก แสดงให้เห็นว่ากองทัพพม่า “ล้มได้”
เมื่อสู้รบภาคพื้นดินไม่ได้ กองทัพจึงใช้การโจมตีทางอากาศ ทิ้งระเบิดใส่หมู่บ้าน โรงเรียน และโรงพยาบาล เพื่อสร้างความหวาดกลัว
สรุปแล้ว อะไรคือสาเหตุที่แท้จริง ที่ทำให้ประเทศพม่าแตกแยก?
หากวิเคราะห์ให้ลึกลงไป สาเหตุของการสู้รบในเมียนมา มาจากความล้มเหลวในช่วงสร้างความเป็นชาติ กองทัพพม่าผูกขาดอำนาจและทรัพยากร หยก ก๊าซธรรมชาติ ไม้สัก ไว้กับกลุ่มนายพลและพวกพ้อง โดยไม่กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น
ความพยายามจะทำให้ทุกคนเป็น “พม่า” ทั้งภาษาและศาสนา เป็นการกดทับอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ซ้ำเติมด้วยรัฐประหารนำมาซึ่งการต่อต้าน การต่อต้านนำมาซึ่งการปราบปราม และการปราบปรามนำมาซึ่งความแค้นที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
วันนี้ เมียนมากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่เจ็บปวดที่สุด ฝ่ายต่อต้านไม่ได้ต้องการแค่ “ไล่ทหารออกไป” แต่ต้องการ “รื้อถอนโครงสร้างกองทัพ” และสร้างประเทศใหม่ในรูปแบบ “สหพันธรัฐ” ที่ทุกเชื้อชาติมีสิทธิเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นตั้งแต่สัญญาปางโหลงเมื่อ 70 ปีก่อน
ตราบใดที่กองทัพยังไม่ยอมวางมือ และฝ่ายต่อต้านยังไม่ยอมแพ้ สงครามครั้งนี้จะยังคงดำเนินต่อไป โดยมีเดิมพันคืออนาคตของประเทศที่เคยได้ชื่อว่าเป็น “ดินแดนทองคำ” แห่งเอเชีย

สาธารณรัฐกอทูเล รัฐเอกราชใหม่ ท้าทายอำนาจกองทัพพม่า
7 มกราคม 2026 ที่ผ่านมา มีการประกาศจัดตั้ง สาธารณรัฐกอทูเล กลางดินแดนเมียนมา โดยยังไม่ได้รับการรับรองหรือเห็นชอบจากกองทัพพม่า
“กอทูเล” คืออะไร? ในหน้าประวัติศาสตร์ที่ชาวพม่าเขียน พื้นที่ของชาวกะเหรี่ยงถูกเรียกว่า “รัฐกะเหรี่ยง” แต่ในความทรงจำกับจิตวิญญาณของชาวกะเหรี่ยง พวกเขาเรียกดินแดนมาตุภูมิของตนว่า “กอทูเล” มีความหมายลึกซึ้งว่า “ดินแดนที่ปราศจากความมืดมิด” หรือดินแดนแห่งความบริสุทธิ์รุ่งเรือง เป็นตัวแทนของ “ความฝันสูงสุด” ที่ชาวกะเหรี่ยงต้องการมีเอกราชปกครองตนเองมาตั้งแต่อังกฤษถอนตัวออกไป
ตลอด 70 กว่าปีที่ผ่านมา การต่อสู้ของชนกลุ่มน้อยมีเป้าหมายหลักคือการสร้าง “สหพันธรัฐ” คือการอยู่ร่วมกับพม่าแต่มีอำนาจบริหารตัวเอง นายพลเนอดา เมียะ ผู้นำกองกำลัง KTLA (กลุ่มที่แยกตัวออกมาจาก KNU หลัก) ประกาศสถาปนา “สาธารณรัฐกอทูเล” เป็นเอกราชไม่ขึ้นกับเมียนมา สะท้อนให้เห็นความจริง 2 ประการ
-
ส่งสัญญาณว่าสำหรับนักรบกะเหรี่ยงกลุ่มนี้ “สัญญาปางโหลง” หรือคำหวานของรัฐบาลพม่าไม่มีความหมายอีกต่อไป พวกเขามองไม่เห็นอนาคตที่จะอยู่ร่วมกับชาวพม่าในประเทศเดียวกันได้อีก
-
ความเห็นต่างระหว่างขบวนการต่อสู้ด้วยกันเอง เพราะองค์กรหลักอย่าง KNU (สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง) ยังคงยึดมั่นในแนวทางสหพันธรัฐและไม่ได้รับรองการประกาศนี้ สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าสงครามในเมียนมามีความซับซ้อนหลายมิติ ไม่ใช่แค่การสู้รบระหว่าง “ทหารพม่ากับชนกลุ่มน้อย” แต่ยังรวมถึงความขัดแย้งทางอุดมการณ์ภายในกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกันด้วย
การปรากฏขึ้นของชื่อ “สาธารณรัฐกอทูเล” ในหน้าข่าวปัจจุบัน จึงเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า มรดกความขัดแย้งจากการ “แบ่งแยกแล้วปกครอง” ของเจ้าอาณานิคม ผสมโรงกับการกดขี่ของเผด็จการทหารพม่า ได้สร้างแผลลึกจนทำให้คำว่า “ความเป็นชาติเมียนมา” แทบจะเป็นไปไม่ได้ในสายตาของกลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่ม และตราบใดที่ “กอทูเล” ยังไม่ได้รับแสงสว่างแห่งสันติภาพตามชื่อ ความสงบสุขในภูมิภาคนี้ก็ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้ารอกันต่อไป
เรื่อง อินทราวุธ

ติดตาม The Thaiger บน Google News:





