ข่าวข่าวการเมือง

ประวัติ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ชายผู้ประสบความสำเร็จทั้งเรื่องการเมือง และความรัก

แม้ว่าผลการนับคะแนนการเลือกตั้ง 2569 จะยังไม่เป็นทางการ แต่หากอ้างอิงผลคะแนนล่าสุดในวันที่ 12 ก.พ. 69 จากเว็บไซต์ กรมประชาสัมพันธ์ จะปรากฎชื่อของ พรรคภูมิใจไทย นำมาเป็นอันดับ 1 ด้วยจำนวน 193 ที่นั่น (เขต 174 บัญชีรายชื่อ 19) ตามมาด้วยอันดับ 2 พรรคประชาชน 118 ที่นั่ง (เขต 87 บัญชีรายชื่อ 31) และอันดับ 3 พรรคเพื่อไทย (เขต 58 บัญชีรายชื่อ 16)

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 มีรายงานว่า นายกฯ อนุทิน ประกาศยุบสภา และได้กราบบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยสาเหตุที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยุบสภาตามที่ระบุในพระราชกฤษฎีกา ยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2568 มีใจความว่า

“ประเทศได้เผชิญความท้าทายหลายประการเพราะความไม่แน่นอนรอบด้านทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์ของโลก รวมทั้งสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

รัฐบาลได้เร่งดำเนินการทุกวิถีทางในการบริหารราชการแผ่นดินให้สามารถแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศที่รุมเร้าให้สำเร็จลุล่วงโดยเร็ว แต่ด้วยความที่เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ส่งผลให้รัฐบาลไม่อาจบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ และมีเสถียรภาพ หากปล่อยให้สภาวการณ์เป็นอยู่เช่นนี้ย่อมจะเกิดความไม่มั่นคงทางการเมืองและกระทบต่อความเชื่อมั่นของนานาประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย

ทางออกที่เหมาะสมคือการยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไป อันเป็นการคืนอำนาจการตัดสินใจทางการเมืองให้แก่ประชาชนเจ้าของอำนาจสูงสุดโดยเร็ว เพื่อให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และให้ได้มาซึ่งรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากและมีเสถียรภาพที่ได้รับอาณัติที่ชอบธรรมจากประชาชน เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปโดยราบรื่นและเรียบร้อยสืบไป”

กระทั่งมีการจัดตั้งวันเลือกตั้ง 69 ขึ้น ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา โดยมีประชาชนทั่วทั้งประเทศตื่นตัวออกมาใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทั้งแบบ สส.เขต และแบบบัญชีรายชื่อ รวมถึงออกเสียงประชามติ กันอย่างคึกคัก

เผยสาเหตุ “อนุทิน” ยื่นยุบสภา ชี้ปัญหารุมเร้า-เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย

ประวัติ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ของไทย

อนุทิน ชาญวีรกูล ชื่อเล่น หนู หรือ นายกหนู เกิดวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2509 เป็นลูกชายของนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล (อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ)

นายกฯ อนุทิน สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮอฟสตรา สหรัฐอเมริกา เริ่มต้นทำงานในภาคธุรกิจก่อสร้าง (บริษัทซิโน-ไทยฯ) ก่อนก้าวเข้าสู่ถนนการเมืองตามรอยครอบครัว

ชีวิตส่วนตัวและการแต่งงาน

สำหรับชีวิตส่วนตัว เมื่อปี พ.ศ. 2533 อนุทิน ชาญวีรกูล แต่งงานครั้งแรกกับ นางสนองนุช ทั้งคู่มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ ต้นสน นัยน์ภัค ลูกสาวคนโต และ เป๊ก เศรณี ลูกชายคนเล็ก

ต่อมาในปี พ.ศ. 2556 นายกฯ หนู ได้หย่ากับภรรยาคนแรก และสมรสใหม่กับ “ศศิธร จันทรสมบูรณ์” รองกรรมการผู้จัดการ แรนโช ชาญวีร์ รีสอร์ท แอนด์ คันทรีคลับ ปากช่อง และเป็นลูกสาวของ นายอมร จันทรสมบูรณ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนจะหย่ากันในเดือนมกราคม ปีพ.ศ. 2562

อีก 3 ปีต่อมาในปีพ.ศ. 2565 อนุทิน เปิดตัวคบหาดูใจกับ จ๋า ธนนนท์ (ชื่อเดิม สุภานัน นิรามิษ) จนถึงปัจจุบันรวมระยะเวลาที่คบกันมาเข้าปีที่ 4 แล้ว และล่าสุด นายกฯ อนุทิน ถือฤกษ์ดี วันศุกร์ที่ 13 ก.พ. 69 ควงแฟนสาว จ๋า ธนนนท์ จดทะเบียนสมรส โดยมี ต้นสน นัยน์ภัค ลูกสาว และเป๊ก เศรณี ลูกชาย ร่วมเป็นพยานรักในการแต่งงานครั้งที่ 3 ของคุณพ่อหนู

“อนุทิน” ควง “จ๋า ธนนนท์” จดทะเบียนสมรสรอบ 3 ถือเป็นวันฤกษ์ดี

ย้อนรอยเส้นทางการเมืองของ นายกฯ อนุทิน

อนุทินเริ่มต้นกับพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ช่วงต้นทศวรรษ 2540 ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขในปี 2547

จากนั้นมีการปรับคณะรัฐมนตรีทำให้เขาย้ายไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ช่วงสั้นๆ (ตุลาคม 2547 – มีนาคม 2548) ก่อนจะกลับมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขอีกครั้งตั้งแต่เดือนมีนาคม 2548 จนถึงเหตุรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สิ้นสุดรัฐบาลที่มาจากพรรคไทยรักไทย

พ.ศ. 2550 อนุทินถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี เนื่องจากเคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 การเว้นวรรคทางการเมืองนี้ทำให้เขาหันไปทำธุรกิจเอกชนอยู่ระยะหนึ่ง

อ่านข่าว : เปิดทรัพย์สิน ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

พ.ศ. 2555 หลังพ้นโทษทางการเมือง อนุทินสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ก่อตั้งโดยกลุ่มอดีตสมาชิกพรรคพลังประชาชนและกลุ่มการเมือง “เพื่อนเนวิน” ที่นำโดยนายเนวิน ชิดชอบ อนุทินได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยต่อจากพ่อ

พ.ศ. 2557 ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 ในนามพรรคภูมิใจไทย แต่การเลือกตั้งทั่วไปปี 2557 ถูกศาลวินิจฉัยให้เป็นโมฆะ จึงไม่ได้เข้าสภา

ช่วงปี 2557–2561 เป็นช่วงที่อนุทินมุ่งสร้างฐานพรรคภูมิใจไทย เน้นนโยบายโดดเด่น เช่น “นโยบายกัญชาเพื่อการแพทย์” และ “มอเตอร์ไซค์รับจ้างถูกกฎหมาย” เตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ในช่วงนี้ได้สร้างภาพลักษณ์เป็นนักการเมืองสายกลางที่พร้อมจับมือกับฝ่ายใดก็ได้หากเป็นประโยชน์ต่อประเทศ ที่ไหนมีโอกาส ที่นั่นมีอนุทิน

รองนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 1 (พ.ศ. 2562–2566)

หลังการเลือกตั้งทั่วไปปี 2562 พรรคภูมิใจไทยได้ที่นั่ง ส.ส. 51 ที่นั่ง อนุทินอยู่ในบัญชีรายชื่ออันดับ 1 ของพรรค พร้อมได้ รับเสนอชื่อเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค

พรรคภูมิใจไทยตัดสินใจเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ โหวตสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย วันที่ 10 กรกฎาคม 2562 อนุทินได้รับการแต่งตั้งเป็น รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในรัฐบาลประยุทธ์ 2/1 นับเป็นครั้งแรกที่เขาได้ดำรงตำแหน่งรองนายกฯ

ไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญ (2562–2566)

2562: อนุทินเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข (ควบสองตำแหน่ง) ผลักดันนโยบายกัญชาทางการแพทย์ซึ่งเป็นนโยบายหาเสียงหลักของพรรคภูมิใจไทย

2563: การระบาดของโรคโควิด-19 เริ่มขึ้นในประเทศไทย อนุทินเป็นแกนนำฝ่ายสาธารณสุขในการรับมือวิกฤต ตั้งแต่การตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์ COVID-19 การสั่งปิดสถานที่เสี่ยง ควบคุมการเดินทางเข้าออกประเทศ และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยและเว้นระยะห่างทางสังคม

เปิดทรัพย์สิน ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

2564: ประเทศไทยเผชิญการระบาดระลอกใหม่ แม้ช่วงแรกจะสามารถคุมจำนวนผู้ติดเชื้อได้ดี (ต้นปี 2564 ไทยถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่ควบคุมโควิด-19 ได้มีประสิทธิภาพอันดับ 4 ของโลก โดยสถาบัน Lowy ของออสเตรเลีย แต่ต่อมารัฐบาลถูกวิจารณ์เรื่องความล่าช้าในการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ทำให้อนุทินในฐานะ รมว.สาธารณสุข ต้องเร่งเจรจาจัดหาวัคซีนหลากหลายชนิดเพิ่มเติม นอกเหนือจากวัคซีน AstraZeneca ที่ร่วมผลิตในประเทศและวัคซีน Sinovac ที่สั่งซื้อในระยะแรก

2565: กระทรวงสาธารณสุขภายใต้การนำของอนุทินเดินหน้าผลักดัน “นโยบายกัญชาเสรีทางการแพทย์” จนเกิดผลเป็นรูปธรรม เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 ประเทศไทยปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดประเภท 5 อย่างเป็นทางการ ทำให้ประชาชนสามารถปลูกและใช้ประโยชน์จากกัญชาและกัญชงในทางการแพทย์ สุขภาพ และเชิงพาณิชย์ได้ ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ถือเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการใช้กัญชาในประเทศ และเป็นผลงานเด่นที่อนุทินผลักดันมาตลอด

2566: ก่อนครบวาระรัฐบาล อนุทินในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยประกาศจุดยืนสานต่อนโยบายเดิมในการเลือกตั้งปี 2566 พรรคได้หาเสียงด้วยผลงานอย่าง นโยบายกัญชา และโครงการด้านสาธารณสุขอื่นๆ ผลการเลือกตั้งเดือนพฤษภาคม 2566 พรรคภูมิใจไทยได้ ส.ส. 71 ที่นั่ง (อันดับ 3)

ช่วงหลังเลือกตั้ง อนุทินตกเป็นข่าวว่าอาจร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคก้าวไกล (ที่ได้เสียงอันดับ1) แต่ในที่สุดพรรคภูมิใจไทยเลือกจับมือกับพรรคเพื่อไทยในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

ในสมัยแรกที่ดำรงตำแหน่งรองนายกฯ อนุทินมีผลงานโดดเด่นหลายด้าน โดยเฉพาะบทบาทในฐานะรัฐมนตรีสาธารณสุข ได้แก่ การรับมือวิกฤตโควิด-19 เป็นหัวหน้าทีมสาธารณสุขที่วางยุทธศาสตร์ “ตรวจเร็ว รักษาเร็ว” ทำให้ไทยควบคุมโรคได้ค่อนข้างมีประสิทธิภาพในระยะเริ่มแรก (จนได้รับการจัดอันดับให้ไทยเป็นประเทศที่รับมือโควิดได้ดีในต้นปี 2564

อนุทินยังเร่งรัดการจัดหาวัคซีนเมื่อเกิดการระบาดใหญ่ และจัดระบบบริการรักษาผู้ป่วยผ่าน “ระบบ Home Isolation” และหน่วยบริการชุมชน (เช่น อสม.) ในช่วงที่ผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล อีกหนึ่งผลงานที่เป็น นโยบายชูธงของเขา คือ การปลดล็อกกัญชาเสรีทางการแพทย์ ซึ่งสำเร็จในปี 2565 ส่งผลให้เกิดธุรกิจเกี่ยวกับกัญชาและผลิตภัณฑ์สุขภาพจำนวนมาก สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ และเพิ่มทางเลือกในการรักษาสุขภาพให้ประชาชน

แม้ว่าช่วงหลังจะมีเสียงเรียกร้องให้ควบคุมการใช้กัญชาในกลุ่มเยาวชนและสันทนาการมากขึ้น แต่นโยบายนี้นับเป็นหมุดหมายสำคัญของวงการสาธารณสุขไทยยุคใหม่

สรุปผลงานสำคัญสมัยที่ 1

รับมือโควิด-19: นำทีมควบคุมการระบาดอย่างทันท่วงที วางระบบคัดกรอง-รักษา และจัดหาวัคซีน ช่วยให้ไทยมีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตต่ำในระลอกแรก

ผลักดันกัญชาทางการแพทย์: ออกประกาศปลดล็อกกัญชาไม่เป็นยาเสพติด (มิ.ย. 2565) เปิดทางให้ใช้กัญชา-กัญชงเพื่อสุขภาพและเศรษฐกิจได้ถูกกฎหมาย

นโยบายสาธารณสุขอื่นๆ: ส่งเสริมระบบบริการปฐมภูมิ (เช่น บทบาท อสม.), โครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ (ให้ประชาชนใช้สิทธิบัตรทองข้ามเขตได้), และสนับสนุนการวิจัยพัฒนายาและวัคซีนในประเทศ เป็นต้น

ประวัติ อนุทิน อดีตนายกฯ คนที่ 32
ภาพจาก : thaigov

รองนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 (พ.ศ. 2566–2568)

ในการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งปี 2566 พรรคเพื่อไทย ได้คะแนนอันดับ 2 ได้เชิญพรรคภูมิใจไทยของอนุทิน (71 ที่นั่ง) เข้าร่วมรัฐบาลผสม ในช่วงเดือนสิงหาคม 2566 มีภาพการพบปะระหว่างแกนนำสองพรรค (อนุทินและนายเศรษฐา ทวีสิน จากพรรคเพื่อไทย) ที่ร่วมดื่มเครื่องดื่ม “มิ้นต์ช็อกโกแลต” อย่างเป็นกันเอง เป็นสัญลักษณ์ยืนยันว่าทั้งสองพรรคตกลงจับมือจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันเรียบร้อย

ต่อมาเมื่อมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีรัฐบาลใหม่ในวันที่ 1 กันยายน 2566 อนุทินจึงได้ดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี อีกครั้ง และเปลี่ยนมาควบตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1)

สิงหาคม 2566: พรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ โดยรัฐสภามีมติเลือกนายเศรษฐา ทวีสิน (เพื่อไทย) เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ของประเทศไทย อนุทินได้รับการจัดสรรให้ดูแลกระทรวงมหาดไทยควบตำแหน่งรองนายกฯ ในรัฐบาลผสมชุดนี้

กันยายน 2566: อนุทินเข้ารับหน้าที่ รมว.มหาดไทย อย่างเป็นทางการ เริ่มประกาศนโยบายและภารกิจสำคัญในด้านการปกครองส่วนภูมิภาค ความมั่นคงภายใน และการพัฒนาท้องถิ่น เช่น มอบนโยบายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศดำเนินงานตาม “5 นโยบายหลักของมหาดไทย” ได้แก่

1) การจัดระเบียบสังคมและปราบปรามผู้มีอิทธิพล

2) การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด

3) การสร้างอาชีพเพิ่มรายได้ประชาชน

4) การส่งเสริมท่องเที่ยวชุมชน

5) การจัดน้ำดื่มสะอาดให้บริการประชาชน

นโยบายเหล่านี้มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทั้งด้านความปลอดภัย เศรษฐกิจ และความสะดวกสบาย ตามภารกิจ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ของกระทรวงมหาดไทย

สิงหาคม 2567: เกิดจุดเปลี่ยนทางการเมืองครั้งสำคัญเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีมติ (5 ต่อ 4) วินิจฉัยให้นายเศรษฐา ทวีสิน พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากกรณีการแต่งตั้งรัฐมนตรีที่ขัดต่อจริยธรรม ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งไปด้วย ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลต้องหารือเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่

ในช่วงนี้ชื่อของอนุทินถูกเสนอให้เป็นหนึ่งใน “แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คนที่ 31” เนื่องจากเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองขนาดกลางที่อยู่ในรัฐบาล และมีประสบการณ์สูง อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมรัฐสภาได้ลงมติเลือก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร (เพื่อไทย) ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 เพื่อสานต่อรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ ซึ่งอนุทินยังคงดำรงตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ในรัฐบาลใหม่ของน.ส.แพทองธาร

มิถุนายน 2568: ความขัดแย้งทางนโยบายภายในรัฐบาลผสมเริ่มปรากฏ เมื่อพรรคเพื่อไทยประกาศทบทวนบางนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยผลักดัน (เช่น นโยบายกัญชาเสรี ซึ่งรัฐบาลใหม่มีท่าทีจะจำกัดเฉพาะใช้ทางการแพทย์) ประกอบกับกระแสการเมืองที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ในกลางเดือนมิถุนายน พรรคภูมิใจไทยตัดสินใจ ถอนตัวออกจากรัฐบาลผสม ส่งผลให้อนุทินยื่นใบลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมหาดไทยเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2568

ถือเป็นการสิ้นสุดบทบาทในคณะรัฐมนตรีชุดรัฐบาลแพทองธาร และพรรคภูมิใจไทยเปลี่ยนสถานะไปเป็นพรรคฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ในช่วงสมัยที่ 2 ของการเป็นรองนายกฯ อนุทินทำหน้าที่กำกับดูแลงานกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีความกว้างขวางครอบคลุมทั้งการปกครองจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และความมั่นคงภายใน ประเทศไทยเผชิญความท้าทายหลังโควิด เช่น การฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากและการกระจายรายได้สู่ชนบท อนุทินได้ผลักดันโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น เช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน และ OTOP ควบคู่กับนโยบายเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและโครงสร้างพื้นฐานในต่างจังหวัด นอกจากนี้ เขาให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาสังคมและความปลอดภัย เช่น การปราบปรามยาเสพติดและผู้มีอิทธิพลในภูมิภาค ตามนโยบายที่วางไว้ทั้ง 5 ข้อข้างต้น

ในเชิงการเมือง อนุทินช่วยสร้างดุลยภาพระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล พยายามรักษาฐานเสียงและนโยบายของภูมิใจไทย (เช่น การคัดค้านนโยบายบางอย่างที่ขัดกับจุดยืนพรรคตน) ทว่าเมื่อแนวทางของพรรคร่วมเริ่มสวนทางกับสัญญาประชาชนที่ภูมิใจไทยให้ไว้ อนุทินก็เลือกถอนพรรคออกจากรัฐบาลในที่สุด เพื่อรักษาอุดมการณ์และเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งถัดไป

นายกรัฐมนตรีคนที่ 32

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติวินิจฉัยให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฯ ฮุน เซน โดยศาลฯ เห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ทำให้ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่ง ส่งผลให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงและคณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะทันที เปิดทางให้เกิดการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยพรรคภูมิใจไทยได้กลายเป็นแกนนำและรวบรวมเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาชนและพรรคอื่นๆ เพื่อเสนอชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ซึ่งถือเป็นการพลิกขั้วอำนาจทางการเมืองครั้งสำคัญ โดยมีเสียงสส.พรรคประชาชน เป็นตัวเปลี่ยนเกม

ทั้งนี้ สุญญากาศทางการเมืองหลังตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่างลงใกล้จะได้ข้อยุติ หลังสำนักข่าวหลายเจ้ารายงานยืนยันว่า พรรคประชาชน (ปชน.) ได้มีมติโหวตสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย

ในวันที่ 5 กันยายน 2568 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฏร โดยนายไชยา พรหมา รองประธานสภาคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานสภา มีมติโหวตเลือก นายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ด้วยคะแนนเสียง 311 เสียง จากทั้งหมด 490 เสียง โดยสส.จากทางพรรคประชาชน ได้โหวตให้นายอนุทินตามที่ได้มีการลงนามข้อตกลงเมื่อวันที่ 3 กันยายน ที่ผ่านมา

กระทั่งในวันที่ 11 ธันวาคม 2568 มีรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กราบบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการทั่วไป ถือเป็นการสิ้นสุดรัฐบาลอนุทิน ก่อนหมดวาระในเดือนมกราคม 2569

อนุทิน ชาญวีรกูล
ภาพจาก Facebook : Anutin Charnvirakul
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ขณะกล่าวปาฐกถาบนเวทีสัมมนา
ภาพจาก: รัฐบาลไทย

ประวัติ อนุทิน อดีตนายกฯ คนที่ 32-3

ประวัติ อนุทิน อดีตนายกฯ คนที่ 32-2

ประวัติ อนุทิน อดีตนายกฯ คนที่ 32-1

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ติดตาม The Thaiger บน Google News:

GIFT T.

Rewriter สาวจากรั้วสวนดุสิต เก็บเกี่ยวประสบการณ์งานข่าวมากว่า 5 ปี ชื่นชอบการส่งต่อเรื่องราวเกี่ยวกับ ไลฟ์สไตล์ หวย และข่าวบันเทิง พร้อมเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้นักอ่านได้เห็นประเด็นรอบด้านมากยิ่งขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top button