เปิดตำนาน ‘สนามหลวง’ ทุ่งประกอบพระราชพิธี ลานประชาชีคู่กรุงรัตนโกสินทร์

ย้อนรอยประวัติศาสตร์ สนามหลวง ผืนดินหน้าพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่ยุคแรกที่ใช้ชื่อ ทุ่งพระเมรุ สู่การทำนาในสมัยรัชกาลที่ 3 ก่อนที่รัชกาลที่ 4 จะพระราชทานนามใหม่และปลูกต้นมะขามจนกลายเป็นพื้นที่สาธารณะสำคัญของไทย
ใจกลางเกาะรัตนโกสินทร์ แวดล้อมด้วยสถาปัตยกรรมอันวิจิตรของพระบรมมหาราชวัง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ที่ประดิษฐาน พระแก้วมรกต คู่บ้านคู่เมือง มีลานกว้างสีเขียวขนาดใหญ่ทอดตัวอย่างสงบ พื้นที่กว่า 74 ไร่แห่งนี้คือ “ท้องสนามหลวง” ที่ซึ่งคนไทยคุ้นเคยในฐานะสถานที่จัดงานพระราชพิธีสำคัญ งานพระเมรุ ในหลวงรัชกาลที่ 9 หรือเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ ไปจนถึงลานแสดงออกทางการเมืองในอดีต
แต่กว่าจะมาเป็นภาพที่คุ้นตาในวันนี้ ผืนดินแห่งนี้ได้ผ่านการเดินทางและเปลี่ยนแปลงบทบาทมาอย่างยาวนาน เป็นเสมือนกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ ในทุกยุคสมัย
ยุคแรกเริ่ม “ทุ่งพระเมรุ” สถานที่เพื่อส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย
สนามหลวงเริ่มต้นพร้อมกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) เมื่อสร้างพระบรมมหาราชวังแล้ว พื้นที่ว่างด้านหน้าวังแห่งนี้ยังไม่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ แต่มีหน้าที่สำคัญคือใช้เป็นที่ประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูง
ด้วยเหตุนี้เอง ผู้คนจึงเรียกขานพื้นที่แห่งนี้ตามหน้าที่ของมันว่า “ทุ่งพระเมรุ” ซึ่งหมายถึง ทุ่งสำหรับสร้างพระเมรุมาศ นั่นเอง
“นาหลวง” กลางพระนคร ยุคแห่งความอุดมสมบูรณ์
เมื่อว่างเว้นจากงานพระราชพิธี ทุ่งพระเมรุก็เป็นเพียงลานดินกว้างที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างอื่น จนกระทั่งในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) พระองค์มีพระราชดำริว่า ไม่ควรปล่อยให้ที่ดินสำคัญใจกลางเมืองรกร้างว่างเปล่า
พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้มีการทำ “นาหลวง” ขึ้นที่ทุ่งพระเมรุ เพื่อแสดงให้ชาวต่างชาติที่เข้ามาติดต่อค้าขายได้เห็นว่าสยามเป็นชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีการทำนาสาธิต และเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ราษฎร ภาพของรวงข้าวสีทองกลางพระนครจึงกลายเป็นอีกหนึ่งบทบาทของพื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้ แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งก็ตาม
พระราชทานนาม ท้องสนามหลวง
ผ่านเวลามาจานถึง พ.ศ. 2398 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเรียกจาก “ทุ่งพระเมรุ” เป็น “ท้องสนามหลวง” ซึ่งพระองค์เห็นว่าชื่อไม่เป็นมงคล นานๆ ครั้งถึงจะจัดงานพระศพ
“ที่ท้องนาหน้าวัดมหาธาตุนั้น คนอ้างการซึ่งนาน ๆ มีครั้งหนึ่งแลเป็นการอวมงคล มาเรียกเป็นชื่อตำบลว่า ‘ทุ่งพระเมรุ’ นั้นหาชอบไม่ ตั้งแต่นี้สืบไปที่ท้องนาหน้าวัดมหาธาตุนั้น ให้เรียกว่า ‘ท้องสนามหลวง’”
ประกอบกับพระองค์ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมตะวันตกที่นิยมให้มีสวนสาธารณะเพื่อให้ประชาชนได้พักผ่อนหย่อนใจ จึงมีพระราชดำริให้ยกเลิกการทำนา และปรับปรุงพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นสัดส่วนสวยงาม โปรดเกล้าฯ ให้ปราบดินให้เรียบเสมอกัน
นอกจากชื่อใหม่ที่เป็นมงคลแล้ว พระองค์ยังโปรดเกล้าฯ ให้ปลูกต้นมะขามรอบสนามหลวงจำนวน 365 ต้น (ภายหลังปลูกเพิ่ม) เพื่อให้ความร่มรื่น นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนสถานะจากพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เฉพาะกิจ มาสู่การเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับประชาชนอย่างแท้จริง

สนามหลวง ลานอเนกประสงค์ของประชาชน
ในช่วงยุคก่อน สนามหลวงได้กลายเป็นพื้นที่ของประชาชนอย่างเต็มตัว เป็นลานกิจกรรมและศูนย์กลางทางวัฒนธรรมที่สำคัญ ในอดีตเคยเป็นสนามแข่งม้า สนามกอล์ฟ เป็นที่เล่นว่าวที่ได้รับความนิยมอย่างมากในฤดูร้อน
บทบาทที่หลายคนยังจดจำได้ดีคือ การเป็นที่ตั้งของ “ตลาดนัดสนามหลวง” ในปี พ.ศ. 2491 สมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นตลาดนัดสุดสัปดาห์ที่ใหญ่ที่สุด ก่อนจะย้ายไปยังสวนจตุจักรในปี พ.ศ. 2525
ปัจจุบัน ท้องสนามหลวงยังคงทำหน้าที่เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เช่น พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และงานสมโภชต่างๆ ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่สาธารณะที่เปิดให้ประชาชนเข้ามาพักผ่อน และเป็นเวทีสำหรับการแสดงออกทางความคิดในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย
งานพระเมรุมาศ รัชกาลที่ 9 งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ยิ่งใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์
ในหน้าประวัติศาสตร์ร่วมสมัย สนามหลวงได้กลับไปทำหน้าที่ดั้งเดิมอันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดอีกครั้ง ในฐานะ “ทุ่งพระเมรุ” สำหรับ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งจัดขึ้นอย่างสมพระเกียรติสูงสุดระหว่างวันที่ 25–29 ตุลาคม พ.ศ. 2560
การเตรียมงานครั้งประวัติศาสตร์นี้เริ่มต้นตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2559 สนามหญ้าที่คุ้นตาถูกปรับเปลี่ยนเป็นมณฑลพิธีขนาดใหญ่ ศูนย์กลางคือ พระเมรุมาศ ที่สร้างขึ้นอย่างวิจิตรตระการตาตามคติเขาพระสุเมรุ พร้อมด้วยอาคารประกอบต่างๆ เช่น พระที่นั่งทรงธรรมและศาลาลูกขุน
กรมศิลปากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถ ราชยานโบราณครั้งใหญ่ เช่น พระมหาพิชัยราชรถ และจัดสร้างราชรถปืนใหญ่ขึ้นใหม่ เพื่อใช้ในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์วินิจฉัยในการจัดสร้าง
พระราชพิธีตลอด 5 วัน เป็นภาพเหตุการณ์ที่อยู่ในความทรงจำของคนไทยทั้งชาติ โดยเฉพาะในวันที่ 26 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันถวายพระเพลิงพระบรมศพ ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศที่สง่างามและยิ่งใหญ่ได้อัญเชิญพระบรมโกศจากพระบรมมหาราชวังสู่พระเมรุมาศ ณ ท้องสนามหลวง ท่ามกลางสายตาของพสกนิกรและพระประมุข ตลอดจนผู้แทนจากทั่วโลกที่เดินทางมาร่วมพระราชพิธีเพื่อแสดงความอาลัยเป็นครั้งสุดท้าย
หลังสิ้นสุดพระราชพิธี รัฐบาลได้เปิดให้ประชาชนเข้าชมนิทรรศการพระเมรุมาศและสิ่งปลูกสร้างประกอบ เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสความงดงามของสถาปัตยกรรม ศิลปกรรมไทยอันเป็นมรดกของชาติ พร้อมเรียนรู้เกี่ยวกับพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 เจารึกบทบาทอันสำคัญยิ่งของสนามหลวงในฐานะสถานที่แห่งประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงสถาบันพระมหากษัตริย์และความรู้สึกของปวงชนชาวไทยไว้เป็นหนึ่งเดียว

ติดตาม The Thaiger บน Google News: