คดีแรกของโลก ศาลสหรัฐสั่ง Meta จ่าย 200 ล้าน ฐานออกแบบแอปจนเด็กเสพติดโซเชียล

คณะลูกขุนศาลลอสแองเจลิสตัดสินให้ Meta และ YouTube ชดเชยค่าเสียหายรวม 6 ล้านดอลลาร์แก่โจทก์ หลังพิสูจน์ว่าแพลตฟอร์มออกแบบมาเพื่อดึงดูดเด็กจนเกิดปัญหาสุขภาพจิต
เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 คณะลูกขุนศาลชั้นสูงแห่งลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ตัดสินให้ Meta บริษัทแม่ของ Instagram และ Facebook กับ YouTube ของ Google ต้องรับผิดชอบจ่ายค่าชดเชยรวม 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 200 ล้านบาท ให้แก่หญิงสาวรายหนึ่งที่ฟ้องร้องว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทำให้เธอเสพติดตั้งแต่ยังเป็นเด็ก จนเกิดปัญหาสุขภาพจิตร้ายแรง
คดีนี้ถือเป็นครั้งแรกที่คณะลูกขุนในสหรัฐอเมริกาตัดสินว่าฟีเจอร์การออกแบบของโซเชียลมีเดีย เช่น การเล่นวิดีโอต่ออัตโนมัติ การเลื่อนหน้าจอไม่มีสิ้นสุด และฟิลเตอร์ความงาม สามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้งานได้
โจทก์เป็นใคร เรื่องราวเป็นมาอย่างไร
โจทก์ในคดีนี้คือหญิงสาววัย 20 ปี ใช้ชื่อในศาลว่า “Kaley” หรือใช้อักษรย่อ KGM เธอยื่นฟ้อง Meta และ YouTube เมื่อปี 2566 โดยอ้างว่าเธอเริ่มใช้ Instagram และ YouTube ตั้งแต่ยังเด็กมาก จนเกิดอาการเสพติดแพลตฟอร์มเหล่านี้ ส่งผลให้เธอมีอาการซึมเศร้า อาการผิดปกติเกี่ยวกับรูปร่างตัวเอง (Body Dysmorphia) และมีความคิดทำร้ายตัวเอง
ระหว่างให้การในศาล Kaley เล่าว่าเธอใช้โซเชียลมีเดียตลอดทั้งวันและรู้สึก “ตื่นเต้น” ทุกครั้งที่ได้รับยอดไลก์และแจ้งเตือน จนไม่สามารถวางโทรศัพท์ได้
เดิมคดีนี้ฟ้อง TikTok และ Snap (บริษัทแม่ของ Snapchat) ด้วย แต่ทั้งสองบริษัทตกลงยอมความก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณา เหลือจำเลยเพียง Meta กับ YouTube
รายละเอียดคำตัดสิน
คณะลูกขุนใช้เวลาพิจารณานานกว่า 9 วัน รวมกว่า 40 ชั่วโมง ก่อนมีมติว่า Meta และ YouTube ประมาทเลินเล่อในการออกแบบและดำเนินงานแพลตฟอร์ม อันเป็นสาเหตุที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย
คณะลูกขุนสั่งให้จ่ายค่าชดเชยความเสียหาย (Compensatory Damages) รวม 3 ล้านดอลลาร์ โดย Meta รับภาระ 70% คิดเป็น 2.1 ล้านดอลลาร์ และ YouTube รับภาระ 30% คิดเป็น 900,000 ดอลลาร์
นอกจากนี้ คณะลูกขุนยังตัดสินว่าทั้งสองบริษัทกระทำการด้วย “เจตนาร้าย การกดขี่ หรือการฉ้อโกง” จึงสั่งให้จ่ายค่าเสียหายเชิงลงโทษ (Punitive Damages) เพิ่มอีก 3 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็น Meta จ่าย 2.1 ล้านดอลลาร์ และ YouTube จ่าย 900,000 ดอลลาร์ รวมค่าเสียหายทั้งหมด 6 ล้านดอลลาร์
เอกสารลับ Meta ถูกเปิดเผยในศาล
ในระหว่างการพิจารณาคดี ทีมทนายฝ่ายโจทก์นำเอกสารภายในของ Meta มาเสนอต่อคณะลูกขุน เอกสารเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า Mark Zuckerberg ซีอีโอ และผู้บริหารระดับสูงของบริษัทรู้ดีถึงความพยายามในการดึงดูดเด็กและวัยรุ่นให้อยู่บนแพลตฟอร์ม
เอกสารภายในชิ้นหนึ่งระบุว่า “ถ้าเราต้องการชนะใจวัยรุ่น เราต้องดึงพวกเขาเข้ามาตั้งแต่ยังเป็นเด็กก่อนวัยรุ่น” ขณะที่เอกสารอีกชิ้นเปิดเผยว่าเด็กอายุ 11 ปี มีแนวโน้มกลับมาใช้ Instagram ซ้ำมากกว่าแอปคู่แข่งถึง 4 เท่า ทั้งที่แพลตฟอร์มกำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ใช้งานไว้ที่ 13 ปี
Mark Zuckerberg ขึ้นให้การต่อศาลเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 โดยยืนยันว่าการดูแลความปลอดภัยของผู้ใช้งานเป็นสิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญมาตลอด

ท่าทีของ Meta และ YouTube หลังคำตัดสิน
โฆษกของ Meta ระบุว่าบริษัทไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินและอยู่ระหว่างประเมินทางเลือกทางกฎหมาย พร้อมกล่าลว่าปัญหาสุขภาพจิตของวัยรุ่นมีความซับซ้อนและไม่สามารถโยงไปที่แอปใดแอปหนึ่งได้
José Castañeda โฆษกของ Google กล่าวว่าบริษัทไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินเช่นกัน และวางแผนจะอุทธรณ์ โดยชี้ว่าคดีนี้ทำให้สาธารณชนเข้าใจ YouTube ผิด เพราะ YouTube เป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิงที่สร้างมาอย่างรับผิดชอบ ไม่ใช่โซเชียลมีเดีย
คดีนิวเม็กซิโก 375 ล้านดอลลาร์ ซ้ำเติม Meta อีกระลอก
คำตัดสินที่ลอสแองเจลิสเกิดขึ้นเพียงวันเดียวหลังจากคณะลูกขุนในรัฐนิวเม็กซิโกสั่งให้ Meta จ่ายค่าปรับ 375 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.24 หมื่นล้านบาท) ในคดีแยกต่างหาก ฐานละเมิดกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของรัฐ โดยปกปิดข้อมูลเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศเด็กบนแพลตฟอร์ม
คดีนิวเม็กซิโกเกิดจากอัยการสูงสุด Raúl Torrez ยื่นฟ้อง Meta ตั้งแต่ปี 2566 หลังทีมสืบสวนสร้างบัญชีโซเชียลมีเดียปลอมของเด็กหญิงอายุ 13 ปี แล้วพบว่าบัญชีดังกล่าวถูกผู้ล่าทางเพศเข้าถึงอย่างรวดเร็ว
Torrez กล่าลหลังทราบผลคำตัดสินที่ลอสแองเจลิสว่า คณะลูกขุนทั้งในนิวเม็กซิโกและแคลิฟอร์เนียยอมรับแล้วว่าการหลอกลวงสาธารณชนและฟีเจอร์การออกแบบของ Meta กำลังทำให้เด็กตกอยู่ในอันตราย
ทำไมคดีนี้ถึงสำคัญ
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเปรียบเทียบคดีเหล่านี้กับคดีฟ้องร้องอุตสาหกรรมบุหรี่ในทศวรรษ 1990 ที่บังคับให้บริษัทบุหรี่หยุดโฆษณาที่มุ่งเป้าไปที่เยาวชน
คดีที่ลอสแองเจลิสเป็น “คดีนำร่อง” (Bellwether Case) ที่ศาลเลือกขึ้นมาพิจารณาเพื่อกำหนดทิศทางให้กับคดีอื่นอีกราว 2,000 คดี ที่พ่อแม่และเขตการศึกษาทั่วสหรัฐยื่นฟ้องบริษัทโซเชียลมีเดียในข้อหาเดียวกัน
กลยุทธ์สำคัญของฝ่ายโจทก์คือการเปลี่ยนเป้าหมายทางกฎหมาย แทนที่จะฟ้องเรื่องเนื้อหาบนแพลตฟอร์ม กลับมุ่งเป้าไปที่ “การออกแบบ” ของแพลตฟอร์มแทน วิธีนี้ช่วยหลีกเลี่ยงข้อต่อสู้ของบริษัทเทคโนโลยีที่อ้าง Section 230 ซึ่งเป็นกฎหมายที่คุ้มครองบริษัทเทคโนโลยีจากความรับผิดต่อเนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้น ตามรายงานของ CNBC
นอกจากนี้ยังมีคดีระดับสหพันธรัฐที่กำหนดขึ้นพิจารณาในช่วงฤดูร้อนนี้ ที่ศาลแขวงสหรัฐเขตเหนือของแคลิฟอร์เนีย โดยรวมข้อกล่าวหาจากเขตการศึกษาและผู้ปกครองทั่วประเทศที่ฟ้อง Meta, YouTube, TikTok และ Snap
Mark Lanier ทนายความของ Kaley กล่าวหลังคำตัดสินว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา บริษัทโซเชียลมีเดียทำกำไรจากการมุ่งเป้าไปที่เด็ก และปกปิดฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างการเสพติดและเป็นอันตราย วันนี้ถือว่าได้รับการเอาผิดแล้ว
ทั้งนี้ ตัวเลข 200 ล้านบาทคำนวณจากค่าเสียหายรวม 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามอัตราแลกเปลี่ยนราว 32.97 บาทต่อดอลลาร์ ณ วันที่ 25 มีนาคม 2569 ทั้ง Meta และ YouTube ประกาศจะอุทธรณ์คำตัดสินทั้งสองคดี
ติดตาม The Thaiger บน Google News:





