“น้าเน็ก” เปิดใจครั้งแรก ยอมรับมีลูก 2 คน ยันไม่ได้ปิดบัง แต่แค่ไม่บอกเพราะเหตุผลนี้

“น้าเน็ก” เปิดใจครั้งแรก ยอมรับมีลูก 2 คน โตจนรับปริญญาแล้ว เผยเหตุผลสุดซึ้งทำไมต้องปิดเงียบ และที่ผ่านมาไม่ได้โกหก แค่ไม่ได้บอก
ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก Lesson B ได้มีการเปิดเผยคลิปวิดีโอที่ได้สัมภาษณ์ “น้าเน็ก” เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา โดยได้นำส่วนหนึ่งของรายการมาโพสต์ ในช่วงเริ่มต้นของคลิประบุข้อความไว้ว่า “นี่คือบทสนทนาบางช่วงที่ยังไม่ได้ออนแอร์ จากรายการ Life Lesson บทเรียนเปลี่ยนชีวิต โตโต้ คุยกับ น้าเน็ก” พร้อมกับระบุแคปชั่นว่า
“ความจริงจากปาก..น้าเน็ก ผมขออนุญาตตัดบางส่วนบางตอนของการสนทนา ในอีพีเต็มที่ตั้งใจจะลงเดือนมีนาคมครับ แต่จากกระแสข่าวที่ออกมา ผมคิดว่าบทสนทนานี้ น่าจะทำให้หลายคนได้เข้าใจบางส่วนบางตอนของชีวิต”
น้าเน็ก เปิดเผยว่า “ผมมีลูกแล้วนะครับ และผมก็ไม่เคยพูดที่ไหนอย่างจริงจัง และวันนี้ผมก็จะไม่พูดเรื่องนี้อย่างจริงจัง เหตุผลก็คือผมไม่อยากให้ใครไปยุ่งกับลูกผม และผมก็ไม่อยากให้เขาต้องเติบโตมาแล้วถูกลาเบลว่าลูกน้าเน็ก
เพราะถ้าเขาทำสิ่งยิ่งใหญ่ด้วยตัวเขา เขาจะเป็นแค่เพราะมึงเป็นลูกน้าเน็ก แต่ถ้าเกิดเขาผิดพลาดจะโดนกระทืบหนักเพราะอุตส่าห์เป็นลูกน้าเน็ก ผมไม่อยากให้เขาจะต้องมาแบกภาระการจะต้องเป็นลูกใคร และผมไม่อยากให้คนไปยุ่งกับลูกผม ผมก็ดูแลเขามาอย่างดี

แล้วก็โอเค ผมหย่าร้าง แต่ผมก็ดูแลเขามาอย่างดี แล้วก็เมื่อ 18 มกรา ผมไปงานรับปริญญาลูกผม ผมเข้าใจความรู้สึกพ่อแม่ที่เห็นลูกเรียนจบ ปริญญาตรี นั่นคือลูกคนเล็ก มีลูก 2 คน
เพื่อนคนรอบข้างรู้ว่าเป็นลูกผม ไม่ได้หลบซ่อนปิดบัง แต่ผมไม่ได้เอาลูกมาแห่ออกสื่อ แล้วก็ชี้ชัด ๆ ว่านี่คือ ลูกผม ผมไม่อยากให้เขาต้องโดนตีตราว่าเป็นลูกใคร ลูกคนมีชื่อเสียงทุกคนเหนื่อยกับการแบกชื่อเสียงของพ่อ คนก็พยายามจะไปตัดสินอีกว่า ก็เป็นลูกคนดังต้องรับภาระหน้าที่นี้
ผมไม่เชื่อหลักนี้ ผมมีความรู้สึกว่ามันแยกกันได้ ผมรู้สึกว่าเขาต้องมีชีวิตของเขาเอง ซึ่งทั้งคู่ขอบคุณผม เขาเข้าใจ เขาไปฝึกงานไปไหน ไปทำอะไร เขาได้รับการเรียกชื่อเขา เขาไม่ได้รับการพูดถึงว่า “ลูกน้าเน็ก”
ผมเลี้ยงเขาเหมือนที่ผมได้รับการเลี้ยงมา อะไรก็ได้เริ่มจากเขา ขอให้เขาได้เป็นเขาในแบบที่เขาเป็นจริง ๆ ถ้าเขาไม่รู้สึกว่าเขาไม่เสีย ผมไม่ซ่อม ถ้าเขาไม่ได้ต้องการคำสั่งสอน ผมไม่สอน เขาต้องการคำแนะนำเขาจะรู้ว่ามีผมอยู่เสมอ เอาลูกเป็นศูนย์กลาง
เป็นความรู้สึกของผมในวันที่ไปงานรับปริญญาลูกคนเล็ก เห็นเพื่อน ๆ เขาที่อายุประมาณ 20 กว่า ๆ ซึ่งในบริษัทของผมก็มีอายุเท่านี้ อายุเท่าลูกผมเขาทำงานกันแล้ว แต่เวลาที่ผมมองมาที่ลูกก็ยังรู้สึกว่าเขาเป็นเด็กอยู่เสมอเลย ผมก็บอกเขาในแบบไม่ได้ตัดสินว่า ในสายตาป๊า หนูยังเป็นเด็ก 5 ขวบอยู่เสมอ อยากอุ้มเล่น และผมปฏิบัติกับเขาเหมือนเด็ก 5 ขวบตลอดเวลา
ซึ่งบางอย่างไม่ต้องก็ได้ หลายครั้งที่คนไม่รู้ว่า ผมมีลูกแล้ว เวลาไปตอบคอมเทนต์ก็จะโดนคนเมนต์ว่า มึงไปมีลูกก่อนดีกว่า ทำมารู้ดี ผมก็ไม่ตอบโต้ เพราะผมรู้สึกว่าเวลาใครที่วิพากษ์วิจารณ์เราโดยไม่รู้จักเราจริง ๆ นอกจากมึงจะสะเหล่อแล้วก็ดูน่าขบขัน จึงไม่เสียเวลาอธิบาย แต่ในกาลเทศะนี้เหมือนผมอยากเล่าให้ฟัง
และที่ผ่านมาผมไม่ได้โกหก แต่ผมแค่ไม่บอกแค่นั้นเอง ผมไม่รู้พูดไปวันนี้จะทำให้เกิดความสนใจไปสืบไปเสาะอะไรรึเปล่า ซึ่งก็ไม่ได้ยากอะไรเลยที่ผ่านมาไม่ได้ซุกซ่อน ไปในที่สาธารณะกัน อย่างน้อย ๆ ก็ล่าสุดทั้งมหาลัย ผมก็เดินจูงลูกผม หรือบางทีด้วยความที่แกโตกันหมดแล้ว บางทีไปดื่มไปดริ้งกัน มันก็มีบางสายตานึกว่าผมพาเด็กมา อย่างที่บอกมึงไม่ได้รู้จักกูเลย สายตาของมึงนอกจากเป็นความสะเหล่อก็ดูน่าขบขัน เพราะมึงไม่รู้จักกูจริง ๆ ซึ่งผมไม่แคร์”
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
ติดตาม The Thaiger บน Google News:





