
สถานทูตเนเธอร์แลนด์ ขายที่ดินในไทย ย้ายไปที่ใหม่ ทำเลทอง “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” ส.ค. นี้
มีรายงานว่า ท่านเร็มโก โยฮันเนิส ฟัน ไวน์คาร์เดิน (Remco Johannes van Wijngaarden) เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ได้ประกาศแจ้งข่าว ทางสถานทูตกำลังเตรียมตัวเก็บกระเป๋าย้ายบ้านใหม่ในช่วงเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้แล้ว จากบ้านหลังเดิมที่เราคุ้นตากันดีที่ซอยต้นสน ถนนเพลินจิต
สถานทูตแห่งใหม่ ขอปักหมุดย้ายไปอยู่บนทำเลทองแห่งใหม่ระดับมิกซ์ยูสอย่าง “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองสุดๆ เพราะตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจ แถมยังเดินทางไปมาหาสู่ได้ง่ายมาก ไม่ว่าจะขับรถมาเองหรือใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ
เบื้องหลังการตัดสินใจขายที่ดินผืนเดิมแล้วย้ายบ้านใหม่ มาจากวิสัยทัศน์ของกระทรวงการต่างประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่มองไปถึงอนาคต ต้องการยกระดับสถานทูตตลอดจนทำเนียบทูตทั่วโลก ให้เป็นพื้นที่พบปะทำงานที่ “ยั่งยืน มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และพร้อมรับมือกับโลกยุคใหม่” ได้ดียิ่งขึ้น
สำหรับใครที่ต้องติดต่อธุระกับทางสถานทูต สบายใจได้เลย เพราะการย้ายที่ทำการจะไม่ส่งผลกระทบต่องานกงสุลและการให้บริการพลเมือง ตลอดจนภาคธุรกิจของเนเธอร์แลนด์ ทั้งในประเทศไทย กัมพูชา และลาว อย่างแน่นอน
แม้ว่าในช่วงเปลี่ยนผ่านอาจจะต้องมีการปิดทำการชั่วคราวไปบ้างหลายวันเพื่อย้ายของ แต่หากเกิดเหตุไม่คาดฝันหรือเรื่องด่วนจี๋ “บริการความช่วยเหลือฉุกเฉินด้านกงสุล” ก็ยังคงพร้อมสแตนด์บายดูแลทุกคนเสมอ
ทั้งนี้ สำหรับกำหนดการวันย้ายที่ทำการและวันเปิดให้บริการ ณ บ้านหลังใหม่อย่างเป็นทางการ ทางสถานทูตจะมีการประกาศให้ทราบกันอีกครั้งในเร็วๆ นี้

ประวัติที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ในประเทศไทย
ที่ดินแปลงงามขนาดเกือบ 20 ไร่ ของสถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ถือเป็นสุดยอดทำเลทอง แพงระยับระดับหมื่นล้าน บน “ถนนวิทยุ-ซอยต้นสน” ผ่านกาลเวลานับร้อยปี ย้อนไปได้ถึง ยุคสมัยรัชกาลที่ 6 ราวปี ค.ศ. 1911
ในยุคที่กรุงเทพฯ เริ่มขยายตัวเพื่อการพาณิชย์ พื้นที่แถบถนนวิทยุยังคงเป็นเพียงทุ่งนาอันเงียบสงบ จนกระทั่งชาวนาเริ่มทยอยขายที่ดิน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ ทรงเล็งเห็นศักยภาพและกว้านซื้อที่ดินบริเวณนี้รวมกว่า 23 ไร่ ก่อนที่กรรมสิทธิ์จะถูกเปลี่ยนมือไปสู่ พระยาราชสาส์นโสภณ และไปจบที่ “กรมพระคลังข้างที่” หรือสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ในปัจจุบัน
ที่ดินผืนนี้คือ บ้านเก่าแก่ในพื้นที่เคยเป็นถึงที่พำนักของ นายแพทย์อัลฟองส์ ปัวซ์ (Dr.Alphonse Poix) แพทย์หลวงชาวฝรั่งเศสประจำพระองค์ในรัชกาลที่ 5 ผู้ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระยาอัศวินอำนวยเวทอีกด้วย
ปี ค.ศ. 1930 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ได้พระราชทานที่ดินและอาคารแห่งนี้ให้แก่ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช เพื่อตอบแทนความจงรักภักดี ซึ่งพระองค์เจ้าบวรเดชถึงกับยอมเฉือนที่ดินขายคืนให้กรมพระคลังข้างที่ไป 2 ไร่ เพื่อแลกกับเงิน 15,000 บาทนำมาเป็นทุนปรับปรุงบ้านใหม่
แต่แล้วเมื่อเกิดความขัดแย้งทางการเมืองจนพระองค์ต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ คฤหาสน์หรูแห่งนี้จึงถูกปล่อยเช่าให้ “สมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษ” ใช้เป็นสำนักงานและคลับเฮาส์สุดชิค และเมื่อไฟสงครามโลกครั้งที่สองลามมาถึง ก็ถูกดัดแปลงเป็นสำนักงานชั่วคราวของกองทัพญี่ปุ่นไปโดยปริยาย
หลังรัฐบาลออกกฎหมายนิรโทษกรรมทางการเมือง พระองค์เจ้าบวรเดชได้เสด็จกลับไทย และตัดสินใจครั้งสำคัญในปี ค.ศ. 1949 ด้วยการขายบ้านและที่ดินผืนนี้ให้กับ “รัฐบาลเนเธอร์แลนด์” ในราคา 1,850,000 บาท นับตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา พื้นที่แห่งนี้ก็ได้ทำหน้าที่เป็นทำเนียบเอกอัครราชทูตและที่ทำการสถานทูตเนเธอร์แลนด์แห่งแรกในไทย โดยอนุรักษ์อาคารสไตล์โคโลเนียลและรักษาสภาพพื้นที่สีเขียวอันร่มรื่นไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงเดือนมีนาคม 2026 ก็ถึงคราวที่หน้าประวัติศาสตร์จะต้องจารึกอีกครั้ง สถานทูตเนเธอร์แลนด์ขายที่ดินประวัติศาสตร์ผืนนี้แบบกรรมสิทธิ์ขาด ซึ่งบอกเลยว่าทำเลนี้คือระดับ “ไข่แดง” ของผังเมือง เพราะถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่สีแดงหรือย่านพาณิชยกรรมที่สามารถเนรมิตมิกซ์ยูสไซส์ยักษ์ได้เต็มศักยภาพ
บรรดานักวิเคราะห์ต่างฟันธงว่า ราคาที่ดินอาจพุ่งไปแตะระดับ 2.8 – 3.5 ล้านบาทต่อตารางวา และหากพัฒนาเต็มรูปแบบ มูลค่าโครงการอาจทะยานทะลุ 1 แสนล้านบาทเลยทีเดียว
งานนี้ทำเอากลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ทั้งไทยและเทศต่างจ้องตาเป็นมัน เตรียมเปิดศึกชิงพื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้กันอย่างคึกคักแน่นอน

ติดตาม The Thaiger บน Google News:





