รู้จัก กรีนแลนด์ เป็นของใคร ทำไมทรัมป์ถึงอยากได้ 4 ทางเลือก พิชิตแดนเหนือ

รู้จัก กรีนแลนด์ เป็นของประเทศอะไร ทำไมทรัมป์ถึงอยากได ชัยภูมิสำคัญทางขั้วโลกเหนือ ป้องกันรัสเซียรุกราน
มหาอำนาจอย่าง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สหรัฐอเมริกา แสดงเจตจำนงชัดเจนว่าต้องการครอบครอง “กรีนแลนด์” เกาะน้ำแข็งขนาดยักษ์ที่ตั้งอยู่บนยอดสุดของโลก สร้างความประหลาดใจ สับสนให้กับผู้คนจำนวนมากที่ไม่ทราบตื้นลึกหนาบางของประวัติศาสตร์ ว่าจะเอาเกาะนี้ไปทำไม หรือเป็นเพียงความบ้าระห่ำไปเรื่อย
ที่มาดินแดนน้ำแข็งที่ชื่อว่า กรีนแลนด์
หากเรากางแผนที่โลกออกมาดู จะพบว่ากรีนแลนด์ไม่ใช่เพียงแค่เกาะธรรมดา แต่เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งตระหง่านอยู่ระหว่างมหาสมุทรอาร์กติกกับแอตแลนติก แม้ชื่อของมันจะแปลว่า “ดินแดนสีเขียว” อันเนื่องมาจากกุศโลบายของชาวไวกิ้งโบราณที่ตั้งชื่อให้ดูน่าอยู่เพื่อดึงดูดผู้คน แต่ความเป็นจริงทางภูมิศาสตร์นั้นสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง
พื้นที่กว่าร้อยละแปดสิบของเกาะถูกปกคลุมด้วยแผ่นน้ำแข็งหนาทึบตลอดทั้งปี สภาพอากาศที่โหดร้ายและหนาวเหน็บทำให้ดินแดนอันกว้างใหญ่นี้มีประชากรอาศัยอยู่เบาบางเพียงห้าหมื่นกว่าคนเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดพื้นที่ที่ใหญ่กว่าประเทศไทยถึงสี่เท่า
ประเทศที่ดูห่างไกล ไร้ทรัพยากร ทรัมป์จะอยากได้ไปทำไม

เจ้าของที่แท้จริงของกรีนแลนด์
ชาวอินูอิต ชนพื้นเมืองที่เรารู้จักกันในชื่อเดิมว่าเอสกิโม พวกเขาอาศัยอยู่ที่นี่มานับพันปี สร้างวัฒนธรรมผูกพันลึกซึ้งกับธรรมชาติและการเอาตัวรอดท่ามกลางหิมะ แม้ในปัจจุบันวิถีชีวิตจะเปลี่ยนแปลงไปสู่ความทันสมัย มีเมืองหลวงชื่อ “นุก” ที่มีห้างสรรพสินค้าและมหาวิทยาลัย แต่รากเหง้าของชาวอินูอิตยังคงฝังแน่น
พวกเขามีภาษาของตัวเอง มีความภูมิใจในชาติพันธุ์ ที่สำคัญคือพวกเขามีสิทธิในการกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง ซึ่งนี่คือเงื่อนปมสำคัญที่ทำให้ความต้องการของทรัมป์ไม่ง่ายนัก
“ตกลงแล้วกรีนแลนด์เป็นประเทศของใคร?”
คำตอบนี้มีความละเอียดอ่อนในเชิงรัฐศาสตร์ สถานะปัจจุบันของกรีนแลนด์คือเขตปกครองตนเอง ภายใต้อาณัติของราชอาณาจักรเดนมาร์ก ชาวกรีนแลนด์มีรัฐบาล มีรัฐสภา และมีอำนาจตัดสินใจเรื่องภายในบ้านเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา สาธารณสุข หรือการจัดเก็บภาษี
แต่ในทางนิตินัย พวกเขายังคงเป็นพลเมืองเดนมาร์ก ต้องพึ่งพาเดนมาร์กในสองเรื่องใหญ่ คือการทหารและการต่างประเทศ รวมถึงยังต้องรับเงินค่าเลี้ยงดูรายปีจำนวนมหาศาลจากรัฐบาลเดนมาร์กเพื่อพยุงเศรษฐกิจของเกาะให้เดินหน้าต่อไปได้

ทำไมต้องเป็นกรีนแลนด์?
แล้วเหตุใดดินแดนที่ดูเหมือนจะมีแต่หิมะและความว่างเปล่าจึงกลายเป็นที่หมายปองของมหาอำนาจเบอร์หนึ่งของโลกอย่างสหรัฐอเมริกา คำตอบซ่อนอยู่ภายใต้ความหนาวเหน็บนั้น
-
ชัยภูมิทางทหาร
หากเรามองโลกจากขั้วโลกเหนือลงมา จะเห็นว่ากรีนแลนด์เปรียบเสมือนป้อมปราการด่านหน้า ของทวีปอเมริกาเหนือ มันตั้งขวางอยู่ตรงกลางระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซีย พอดี ในยุคสงครามเย็น สหรัฐฯ ได้เข้าไปตั้งฐานทัพอากาศทูเลที่นั่น เพื่อติดตั้งระบบเรดาร์เตือนภัยขีปนาวุธ หากมีการยิงนิวเคลียร์ข้ามทวีป กรีนแลนด์จะเป็นจุดแรกที่รู้ตัวและแจ้งเตือนภัย
ดังนั้น การปล่อยให้กรีนแลนด์ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของชาติอื่น โดยเฉพาะจีนที่กำลังแผ่อำนาจเข้ามา จึงเป็นฝันร้ายที่สหรัฐฯ ยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้
2. ขุมทรัพย์แห่งอนาคต
ภาวะโลกร้อนที่ทำให้น้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็ว ได้เปิดเผยให้เห็นทรัพยากรธรรมชาติมูลค่ามหาศาล แร่หายาก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญที่สุดในการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นชิปคอมพิวเตอร์ แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงชิ้นส่วนขีปนาวุธและเครื่องบินรบ
ปัจจุบันจีนผูกขาดตลาดแร่นี้เกือบทั้งโลก การที่สหรัฐฯ จะครอบครองกรีนแลนด์ได้ ย่อมหมายถึงการปลดแอกตัวเองจากการพึ่งพาจีน และสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรให้กับอุตสาหกรรมไฮเทคของตนเองไปอีกนับร้อยปี

จากวาทะ “ไร้สาระ” สู่ความตึงเครียดระลอกใหม่
ย้อนกลับไปในปี 2019 ทรัมป์เคยเสนอไอเดียนี้จนกลายเป็นวิวาทะทางการทูตครั้งใหญ่ เมื่อนายกรัฐมนตรีหญิงของเดนมาร์กตอบกลับทันควันว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ที่จะมาขอซื้อประเทศคนอื่นเหมือนซื้อบ้านจัดสรร ทว่ามาถึงปี 2026 สถานการณ์กลับตึงเครียดยิ่งขึ้น เมื่อทีมงานความมั่นคงของสหรัฐฯ ประเมินแล้วว่า การปล่อยกรีนแลนด์ไว้แบบเดิมมีความเสี่ยงเกินไป ท่าทีของสหรัฐฯ จึงแข็งกร้าวขึ้น โดยเริ่มมีการพูดถึงมาตรการกดดันทุกรูปแบบเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ์ในการควบคุมเกาะนี้ อ้างเหตุผลเรื่องภัยคุกคามจากจีนและรัสเซียที่รุกคืบเข้ามาในอาร์กติก
แต่สำหรับชาวกรีนแลนด์และรัฐบาลเดนมาร์ก นี่คือข้อเสนอผิดมนุษยธรรม ในโลกศตวรรษที่ 21 แนวคิดการซื้อขายดินแดนโดยแถมประชาชนไปด้วยเหมือนยุคล่าอาณานิคมเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ รัฐบาลกรีนแลนด์ประกาศจุดยืนชัดเจนด้วยวาทะที่คมคายว่า “เราเปิดกว้างสำหรับการทำธุรกิจ แต่เราไม่ได้มีไว้ขาย”
ชาวกรีนแลนด์มองว่าพวกเขามีจิตวิญญาณ มีวัฒนธรรม มีความฝันที่จะเป็นเอกราชในสักวันหนึ่ง ไม่ใช่การเปลี่ยนเจ้านายจากเดนมาร์กไปเป็นสหรัฐฯ

ทรัมป์มีทางเลือกอะไรบ้างในการครอบครองกรีนแลนด์?
นักวิเคราะห์ทั่วโลกกำลังขบคิด ทรัมป์จะทำอย่างไรเพื่อให้ได้กรีนแลนด์มา? แม้ทำเนียบขาวจะเคยเปรยว่าการใช้กำลังทหารเป็นทางเลือกที่อยู่บนโต๊ะเสมอ แต่ในความเป็นจริง การบุกยึดไม่ใช่เรื่องง่าย และยังมีวิธีอื่นๆ ที่แนบเนียนกว่านั้น ซึ่งถูกประเมินไว้เป็นฉากทัศน์ต่างๆ ดังนี้
ทางเลือกที่ 1 การหว่านล้อมซื้อใจ
แม้ทรัมป์จะเคยพยายาม “ขอซื้อ” ตรงๆ เหมือนซื้อที่ดิน แต่ในทางกฎหมายระหว่างประเทศและสิทธิมนุษยชน การซื้อขายดินแดนพร้อมประชาชนเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกแล้ว สหรัฐฯ จึงหันมาใช้ยุทธวิธีที่นุ่มนวลกว่า คือการ “ซื้อใจ” ชาวกรีนแลนด์แทน สหรัฐฯ ได้เริ่มแผนการนี้มาสักพักแล้วด้วยการเปิดสถานกงสุลในกรีนแลนด์อีกครั้งในปี 2020 และส่งทูตพิเศษเข้าไปสานสัมพันธ์ พร้อมทุ่มเงินลงทุนด้านการศึกษาและเศรษฐกิจ เป้าหมายลึกๆ คือการสนับสนุนให้ขบวนการประกาศเอกราชในกรีนแลนด์เข้มแข็งขึ้น เพื่อให้กรีนแลนด์แยกตัวออกจากเดนมาร์กในที่สุด และเมื่อวันนั้นมาถึง สหรัฐฯ ก็หวังว่ากรีนแลนด์ที่เป็นเอกราชจะเลือก “จับมือ” กับสหรัฐฯ แทน อย่างไรก็ตาม ผลโพลล่าสุดชี้ว่าชาวกรีนแลนด์กว่า 85% ยังไม่ต้องการไปเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ
ทางเลือกที่ 2 โมเดล “รัฐสมาคมเสรี”
นักวิเคราะห์มองว่าเป็นไปได้มากที่สุดในระยะยาว คือการทำข้อตกลงที่เรียกว่า “Compact of Free Association” (COFA) คล้ายกับที่สหรัฐฯ ทำกับหมู่เกาะมาร์แชลล์หรือไมโครนีเซีย
ในรูปแบบนี้ กรีนแลนด์จะได้เป็นประเทศเอกราชอย่างสมบูรณ์ ได้รับเงินช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ มีสิทธิพิเศษทางการค้าจากสหรัฐฯ แลกกับการที่สหรัฐฯ จะได้รับสิทธิผูกขาดในการตั้งฐานทัพและดูแลความมั่นคงของเกาะแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งดูจะเป็นข้อเสนอแบบ “วิน-วิน” ที่พรรคการเมืองฝ่ายค้านของกรีนแลนด์เริ่มแสดงท่าทีสนใจ โดยมองว่าสหรัฐฯ คงไม่ทำอะไรแย่ไปกว่าที่เดนมาร์กเคยทำ

ทางเลือกที่ 3 ใช้สิทธิที่มีอยู่แล้ว
เรื่องตลกร้ายที่สุดของความขัดแย้งนี้คือ จริงๆ แล้วสหรัฐฯ มีสิทธิทางทหารในกรีนแลนด์มหาศาลอยู่แล้วผ่านสนธิสัญญาปี 1951 และข้อตกลงล่าสุดปี 2023 ที่อนุญาตให้สหรัฐฯ เข้าถึงฐานทัพอากาศของเดนมาร์กได้อย่างกว้างขวาง รัฐบาลเดนมาร์กเองก็ส่งสัญญาณตลอดว่ายินดีให้สหรัฐฯ ขยายฐานทัพเพิ่มได้ตราบใดที่ไม่ยึดครองเกาะ การที่ทรัมป์ยังคงเรียกร้องจะเอา ความเป็นเจ้าของ จึงถูกมองว่าเป็นเรื่องของความทะเยอทะยานทางการเมืองมากกว่าความจำเป็นทางยุทธวิธี
ทางเลือกที่ 4 การบุกยึดด้วยกำลัง
ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด แม้นักวิเคราะห์ฝั่งสหรัฐฯ จะบอกว่าการส่งหน่วยรบพิเศษเข้าไปยึดเมืองหลวงนุกอาจทำได้จบในไม่กี่นาทีเพราะกรีนแลนด์ไม่มีกองทัพ แต่ผลกระทบที่จะตามมาคือหายนะ รัฐบาลเดนมาร์กประกาศชัดเจนว่า หากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตร NATO ด้วยกันเองโจมตีกรีนแลนด์ นั่นหมายถึง “จุดจบของพันธมิตร NATO“ และความปลอดภัยของโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จะพังทลายลงทันที
ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงของเดนมาร์กยังเตือนด้วยความมั่นใจว่า สภาพอากาศฤดูหนาวที่โหดร้ายและการต่อต้านจากยุโรปจะทำให้ปฏิบัติการนี้ไม่ง่าย และทหารสหรัฐฯ อาจจะต้อง “กลับบ้านในถุงใส่ศพ”

ชาวกรีนแลนด์ฮึดสู้-หวั่นวิตก หลังทรัมป์ส่งสัญญาณจ่อผนวกดินแดน ลั่น “เราไม่ได้มีไว้ขาย!”
ติดตาม The Thaiger บน Google News:





