งานวิจัยยืนยัน คนขี้นินทา คุณภาพชีวิตดีขึ้น เห็นแก่ตัวน้อยลง

งานวิจัยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เผยการทดลอง คนขี้นินทา ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต เพิ่มความสัมพันธ์กลุ่ม ลดการเห็นแก่ตัวได้
นักวิจัยในสหรัฐอเมริกาติดเครื่องบันทึกเสียงกับอาสาสมัครหลายร้อยคนเพื่อสุ่มเก็บตัวอย่างบทสนทนาเป็นเวลาหลายวัน ข้อมูลชี้ว่าชาวอเมริกันใช้เวลาเฉลี่ย 52 นาทีต่อวันพูดคุยเกี่ยวกับบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในวงสนทนา พฤติกรรมนี้เรียกสั้นๆ ว่าการนินทา
มิเชล เกลฟานด์ ศาสตราจารย์ด้านพฤติกรรมองค์กรจากบัณฑิตวิทยาลัยธุรกิจสแตนฟอร์ด อธิบายว่าการนินทาเป็นลักษณะการสื่อสารที่พบได้ทั่วไปในมนุษย์ ผู้คนในทุกยุคทุกสมัยล้วนขี้นินทา
นักวิทยาศาสตร์เกิดความสงสัยในมุมมองด้านวิวัฒนาการ การพูดคุยเรื่องคนอื่นต้องใช้ทั้งเวลา พลังงาน ผู้พูดยังต้องเปิดเผยข้อมูลสำคัญให้คนอื่นรู้ ทำไมพฤติกรรมนี้ถึงยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแมริแลนด์ร่วมกับเกลฟานด์ สร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการนินทาของมนุษย์ ระบบจำลองกลุ่มคนขึ้นมาโดยตั้งค่าให้แลกเปลี่ยนข้อมูลกันด้วยวิธีต่างๆ หลังจากการพูดคุยแต่ละครั้ง คนจำลองจะตัดสินใจว่าจะใช้วิธีพูดคุยแบบเดิมต่อไปหรือเปลี่ยนไปใช้วิธีเดียวกับเพื่อนบ้าน
เมื่อระบบจำลองสถานการณ์ซ้ำหลายพันครั้ง นักวิจัยพบว่าคนจำลองที่มีพฤติกรรมชอบนินทามีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กลุ่มคนจำลองถึง 90% กลายเป็นคนชอบนินทาในท้ายที่สุด
ทีมวิจัยสรุปผลว่าคนชอบนินทาเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะพวกเขาทำหน้าที่สำคัญ 2 ประการ คือการแพร่กระจายข้อมูลพฤติกรรมของคนอื่น การยับยั้งความเห็นแก่ตัว

เกลฟานด์อธิบายเพิ่มเติมว่าการนินทามีประโยชน์ในการกระจายข้อมูลพฤติกรรมของบุคคลในสังคม ข้อมูลนี้ช่วยให้ผู้ฟังเลือกคบหาคนที่มีแนวโน้มให้ความร่วมมือได้ดีกว่า เมื่อคนในสังคมเริ่มใส่ใจว่าคนอื่นมองตนเองอย่างไร พวกเขาจะเริ่มกังวลเรื่องชื่อเสียงของตนเองตามไปด้วย ความกลัวการตกเป็นขี้ปากชาวบ้านในอนาคตจะยับยั้งไม่ให้พวกเขาแสดงพฤติกรรมเห็นแก่ตัวออกมา
กลไกนี้เห็นผลชัดเจนกับกลุ่มคนประเภทฉวยโอกาส คนกลุ่มนี้มักวางแผนเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว เมื่อพวกเขารู้ว่าคนรอบข้างเป็นคนชอบนินทา พวกเขาจะยอมให้ความร่วมมืออย่างดี คนกลุ่มฉวยโอกาสสร้างความสัมพันธ์ที่ได้ประโยชน์ร่วมกันกับคนชอบนินทา คนชอบนินทาช่วยตรวจสอบพฤติกรรมของคนฉวยโอกาส คนฉวยโอกาสก็ช่วยส่งเสริมให้คนชอบนินทาสามารถยับยั้งพฤติกรรมเห็นแก่ตัวได้สำเร็จ
ความร่วมมือในสังคมจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อข้อมูลที่นำมาเล่าต่อมีความถูกต้องแม่นยำ ผู้ที่มีภาพลักษณ์ว่าเป็นคนชอบนินทาอาจทำให้คนอื่นอยากทำงานด้วยมากขึ้น พฤติกรรมนี้ถือเป็นข้อได้เปรียบทางสังคมตราบใดที่เรื่องราวเหล่านั้นเป็นความจริง
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ผลวิจัยใหม่ เผยสรรพคุณลับ ปากกาลดน้ำหนัก อาจช่วยให้เลิกเหล้า-ยาเสพติดได้
- ผลวิจัยชี้ เครื่องดื่มมะเร็งชอบ เสี่ยงมะเร็งช่องปาก ชายไทยฮิตมาก
- ช็อก! ผลวิจัยพบ สารพิษในหูฟัง แบรนด์ดังมากถึง 98% ซึมเข้าผิวเสี่ยงมะเร็ง-มีลูกยาก
ติดตาม The Thaiger บน Google News:



