ข่าว

BRN คือใคร ทำไมภาคใต้ไทยถึงยังไม่สงบมา 20 ปี

ทุกครั้งที่มีข่าวระเบิดหรือเหตุรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนใต้ ชื่อกลุ่ม BRN ถูกพูดถึงซ้ำๆ อยู่เสมอ

BRN คือใคร ต้องการอะไร ทำไมปัญหานี้ถึงแก้ไม่ได้มาสองทศวรรษ คำตอบที่ได้มักจะเป็น กลุ่มก่อการร้าย ต้องการแบ่งแยกดินแดน ถ้าอยากเข้าใจปัญหาภาคใต้จริงๆ ต้องเริ่มจากประวัติศาสตร์ที่ย้อนกลับไปก่อนที่ประเทศไทยในแบบที่เราเข้าใจทุกวันนี้จะมีอยู่

ปัตตานีก่อนจะมี BRN

พื้นที่ที่เรารู้จักกันในชื่อ สามจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งได้แก่ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส นั้น มีประวัติศาสตร์ยาวนานในฐานะ รัฐสุลต่านปาตานี รัฐมุสลิมอิสระที่มีวัฒนธรรม ภาษา และอัตลักษณ์ของตัวเอง แตกต่างจากสยามอย่างชัดเจน

ความสัมพันธ์ระหว่างปาตานีกับสยามผ่านยุคสมัยที่ซับซ้อนมาหลายร้อยปี ก่อนที่เส้นพรมแดนสมัยใหม่จะถูกกำหนดขึ้นในปี 1909 ผ่าน สนธิสัญญาอังกฤษ-สยาม ซึ่งแบ่งคาบสมุทรมลายูออกเป็นสองส่วน ส่วนเหนือตกเป็นของสยาม ส่วนใต้กลายเป็นมาเลเซียในเวลาต่อมา

ผลลัพธ์คือชาวมลายูมุสลิมในปาตานีพบว่าตัวเองถูกรวมเข้ากับประเทศที่พูดภาษาอื่น นับถือศาสนาอื่น และมีวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยที่พวกเขาไม่ได้มีส่วนในการตัดสินใจเลย ความรู้สึกสูญเสียอัตลักษณ์นี้สะสมมาเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ปะทุออกมาในรูปแบบของขบวนการต่อต้าน

BRN คือใคร เกิดขึ้นมาได้ยังไง

BRN หรือ Barisan Revolusi Nasional Melayu Patani แปลตรงๆ ว่า แนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปาตานี ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 1963 โดยกลุ่มคนที่มองว่าการต่อสู้ด้วยอาวุธเป็นทางออกเดียวในการแยกดินแดนจากไทย

อุดมการณ์หลักคือการรวมพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้เป็นรัฐเอกราชภายใต้หลักการอิสลาม หรืออย่างน้อยที่สุดคือการได้รับการปกครองตนเองในระดับที่สูงกว่าที่เป็นอยู่

แต่ BRN ไม่ใช่กลุ่มเดียวที่เป็นเอกภาพ โครงสร้างปกครองแบ่งออกเป็นหลายฝ่าย มีสภาสูงสุด มีแนวร่วมทางการเมือง และมีกองกำลังติดอาวุธที่ปฏิบัติการในพื้นที่ ซึ่งทั้งสามส่วนนี้ไม่ได้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาเดียวกันอย่างสมบูรณ์

บีอาร์เอ็น คองเกรส

กองกำลังติดอาวุธ มีเป้าหมายเพื่อก่อกวน สร้างปัญหาทางสังคมจิตวิทยา เพื่อดำรงสภาพของตนไว้ เน้นการรบแบบจรยุทธ์ ไม่สร้างที่พักถาวร แต่ใช้การหลบหนีข้ามพรมแดน เงินมาจากเรียกเก็บค่าคุ้มครอง ขู่กรรโชกส่วนแบ่งจากการซื้อขายที่ดิน การสนับสนุนจากต่างประเทศมีน้อย มีความสัมพันธ์กับขบวนการอื่นในต่างประเทศ เช่น กลุ่มโมโร ขบวนการอาเจะฮ์เสรี และกลุ่มที่เคลื่อนไหวในหมู่เกาะโมลุกกะ

ศักยภาพการเคลื่อนไหวขององค์กรลดลงหลังไทยปรับเปลี่ยนนโยบายเมื่อ พ.ศ. 2523 สถานะปัจจุบันประธานคือ รอสะ บูราซอ กำลังทหารเหลืออยู่ไม่มากนัก ส่วนใหญ่กระจายเป็นกลุ่มเล็ก ๆ

บีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนต

ไทยเชื่อว่า เป็นกลุ่มที่อิงผู้นำทางศาสนาและนักการเมือง โดยใช้การเคลื่อนไหวทางศาสนาเป็นเกราะกำบังเพื่อขยายเครือข่ายสู่กลุ่มเยาวชน เป็นกลุ่มที่เข้มแข็งที่สุด จากคำอ้างของกลุ่ม มีสมาชิกเป็นแสนคน และเป็นผู้บงการขบวนการก่อความไม่สงบสุขอาร์เคเค

บีอาร์เอ็น อูลามา

กลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนกลุ่มนี้ก่อเหตุรุนแรงในปี พ.ศ. 2547 โดยใช้กลวิธีต่าง ๆ เช่น วางระเบิด 2 ลูกในสถานที่แห่งหนึ่ง โดยลูกที่สองออกแบบมาเพื่อสังหารและทำร้ายผู้เข้าร่วมเหตุการณ์หลังจากเหตุการณ์ครั้งแรก โดยรวมแล้ว กลุ่มกบฏในภาคใต้ได้สังหารผู้คนไปแล้วมากกว่า 6,000 ราย[8]

นั่นเองคือส่วนหนึ่งที่ทำให้ปัญหานี้แก้ยากมาก

สิ่งที่ทำให้ BRN แตกต่างจากกลุ่มติดอาวุธทั่วไปคือการที่ไม่ได้อยู่แค่ในป่า BRN สร้างสิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “รัฐเงา”ที่แทรกซึมเข้าไปในโครงสร้างชุมชนอย่างลึก

ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนสอนศาสนาที่ถูกใช้เป็นพื้นที่ปลูกฝังอุดมการณ์ มัสยิดที่เป็นทั้งศูนย์รวมชุมชนและช่องทางสื่อสาร สหกรณ์ในชุมชน BRN รู้วิธีใช้โครงสร้างเหล่านี้เป็นเครื่องมือสรรหาสมาชิกและรักษาฐานสนับสนุน มุ่งเป้าไปที่เยาวชนตั้งแต่อายุยังน้อย

กลยุทธ์นี้ทำให้การแยกแยะ “ผู้ก่อการ” ออกจาก “ชาวบ้านทั่วไป” เป็นเรื่องยากอย่างยิ่งสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐ ยิ่งยากขึ้นไปอีกเมื่อปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยบางครั้งส่งผลกระทบต่อผู้บริสุทธิ์ ซึ่งยิ่งผลักคนหนุ่มสาวให้โน้มเอียงไปทางขบวนการมากขึ้น กลายเป็นวงจรที่ตัดยาก

2004 วันที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป

แม้ความขัดแย้งในภาคใต้จะมีมาก่อนหน้านั้น แต่จุดที่ทำให้คนไทยภาคอื่นๆ ของประเทศ หันมาสนใจ คือโศกนาฏกรรมในปี 2004 มีการโจมตีฐานทหารและเหตุรุนแรงหลายครั้งในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน รวมถึงเหตุการณ์ที่กลายเป็นบาดแผลในความทรงจำของทั้งสองฝ่ายอย่างเหตุการณ์ตากใบและกรือเซะ

ย้อนรอย “คดีตากใบ” 20 ปีก่อน เกิดอะไรขึ้น โศกนาฏกรรมที่ความยุติธรรมยังมาไม่ถึง

นับตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมา ยอดผู้เสียชีวิตจากความรุนแรงในภาคใต้รวมกันเกิน 7,000 คน มีผู้บาดเจ็บอีกกว่า 13,000 คน ตัวเลขนี้เยอะกว่าที่หลายคนตระหนัก เพราะเป็นตัวเลขที่สะสมมาอย่างเงียบๆ จากเหตุลอบทำร้ายเล็กๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน ตลอดสองทศวรรษ

ณ ปลายปี 2025 สถิติชี้ว่าจำนวนเหตุการณ์รายเดือนยังคงอยู่ที่ประมาณ 20–30 ครั้ง ลดลงจากยุคพีคมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์ใกล้จะยุติ มันแค่กลายเป็นความรุนแรงระดับต่ำที่ยืดเยื้อและโลกเริ่มชินชากับมัน

ตอนนี้สถานการณ์ชายแดนใต้เป็นอย่างไร

ณ ปัจจุบัน ความรุนแรงในภาคใต้ยังดำเนินต่อไปในระดับที่ต่ำกว่าช่วงพีคของปี 2004–2010 แต่ก็ยังไม่หมดไปไหน เหตุระเบิดรายเล็ก การซุ่มโจมตี และเหตุยิงประปรายยังคงเกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนใต้เป็นประจำ

กระบวนการพูดคุยสันติภาพยังคงดำเนินต่อไปภายใต้การอำนวยการของมาเลเซีย แต่ก็ยังคงวนเวียนอยู่กับปัญหาเดิม นั่นคือจะพูดคุยกับใคร ในอำนาจขนาดไหน และสิ่งที่ตกลงกันได้บนโต๊ะจะแปลงเป็นความเงียบสงบในพื้นที่ได้จริงๆ หรือไม่

สิ่งที่นักวิเคราะห์หลายคนเห็นตรงกันคือ ปัญหาภาคใต้ไม่มีทางแก้ได้ด้วยวิธีทางทหารเพียงอย่างเดียว และก็ไม่มีทางแก้ได้ด้วยการเจรจาที่ไม่มีน้ำหนักในทางปฏิบัติเช่นกัน สิ่งที่อาจทำให้สถานการณ์เปลี่ยนได้จริงๆ น่าจะเป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การศึกษา การยอมรับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของประชาชนในพื้นที่อย่างจริงจัง

แต่ตราบใดที่ทั้งสองฝ่ายยังหาจุดร่วมกันไม่ได้ในคำถามพื้นฐานที่สุดว่า “คุยกับใคร” และ “คุยเรื่องอะไร” ได้จริงๆ ภาคใต้ก็คงยังคงเป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้ในชั่วอายุคนนี้

และตัวเลข 20 ปี 7,000 ศพ ก็ยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างเงียบๆ

สลด ผู้กองหนุ่ม ได้คำสั่งย้ายออกจากนราฯ 1 วัน โดนโจรใต้ยิงเสียก่อน

ติดตาม The Thaiger บน Google News:

Aindravudh

นักเขียนประจำ Thaiger มีประสบการณ์เขียนข่าวมากกว่า 5 ปี จบการศึกษาด้านภาษาและประวัติศาสตร์ จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีความสนใจ ประเด็นความเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมือง เจาะประเด็นข่าวทางสังคม ด้วยกลวิธีการเล่าเรื่องแบบย่อยง่าย อย่างงานเขียนสร้างสรรค์ สั้น กระชับ จับทุกประเด็น หัวข้อที่เชียวชาญคือเรื่องไลฟ์สไตล์ เลขเด็ด หวยรัฐบาลไทย หวยลาว ช่องทางติดต่อ vajara@thethaiger.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top button