ชำแหละ 5 เหตุผล คนอิหร่าน ไม่ลุกฮือล้มรัฐอิสลาม ตามคำยุ “ทรัมป์”

สกู๊ปพิเศษ เจาะลึกความจริงกลางเตหะราน ทำไมชาวอิหร่านจึง “เมินหน้า” ใส่คำปลุกระดมของโดนัลด์ ทรัมป์?
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ “โดนัลด์ ทรัมป์” ได้ประกาศเรียกร้องผ่านสื่อ ให้ชาวอิหร่านผู้รักอิสระลุกฮือขึ้นเพื่อโค่นล้มระบอบการปกครองเดิม โดยวาดภาพฝันถึงรุ่งอรุณแห่งประชาธิปไตยและการยึดคืนประเทศ
ทว่าภาพที่ชาวโลกคาดหวังว่าจะได้เห็นการประท้วงครั้งใหญ่กลางจัตุรัสอาซาดีกลับไม่เกิดขึ้น ถนนหนทางในกรุงเตหะรานยังคงเงียบเหงา ผู้คนต่างก้มหน้าก้มตาใช้ชีวิต เกิดอะไรขึ้นกับขบวนการต่อต้านในอิหร่าน? และเหตุใดเสียงเพรียกจากอเมริกาจึงไม่เป็นผล?

1. ภายใต้เงื้อมเงาของกระบอกปืน บาดแผลยังไม่ตกสะเก็ด
ข้อเท็จจริงประการแรกที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือ รัฐบาลอิหร่านพร้อมใช้มาตรการนองเลือดอย่างไร้ความปรานี กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และกองกำลังอาสาสมัครบาซิจ (Basij) ลาดตระเวนอย่างเข้มงวดทุกซอกมุมของเมืองหลวง
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้บัญชาการ IRGC ยังใช้วิธีข่มขู่ผ่านโทรทัศน์แห่งรัฐอย่างเปิดเผย โดยระบุชัดเจนว่า “คำสั่งยิงถูกประกาศใช้แล้ว” พร้อมเตือนพ่อแม่ผู้ปกครองว่า หากเยาวชนคนใดออกไปเดินขบวนและสะท้อนเสียงของศัตรู พวกเขาจะถูกยิงทิ้งกลางถนนอย่างไร้ความปรานี คำขู่เหล่านี้ไม่ใช่แค่คำลอยๆ เพราะชาวอิหร่านยังคงบอบช้ำจากเหตุการณ์ลุกฮือเมื่อเดือนมกราคม ซึ่งคาดว่ามีผู้เสียชีวิตสูงถึง 30,000 คน บาดแผลทางใจที่เพิ่งเกิดขึ้นทำให้ประชาชนเลือกที่จะเก็บตัวอยู่ในที่ตั้ง มากกว่าจะออกไปเป็นเป้านิ่ง
2. การต่อสู้แบบ “ดาวิดกับโกลิอัท” ในชีวิตจริง
กลุ่มผู้คัดค้านและนักวิเคราะห์ชี้ให้เห็นถึงความเป็นจริงอันน่าสิ้นหวังว่า ขบวนการประชาชนซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและคนหนุ่มสาว ไม่มีอาวุธใดๆ ในมือ ขณะที่รัฐบาลมีกองกำลัง IRGC ที่ทรงอำนาจถึง 650,000 นาย พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ครบครัน
ตราบใดที่ยังไม่มีทีท่าว่านายทหารระดับสูงในกองทัพอิหร่านจะแปรพักตร์หรือประกาศตัวเป็นกลาง (แบบที่เคยเกิดขึ้นในเหตุการณ์อาหรับสปริง) การใช้มือเปล่าเข้าโค่นล้มรัฐบาลที่พร้อมใช้ความรุนแรงก็ไม่ต่างอะไรกับการฆ่าตัวตายหมู่
3. สงครามจิตวิทยาแห่งความหวาดระแวง
นอกจากอาวุธปืนแล้ว รัฐบาลยังใช้อาวุธทางจิตวิทยาอย่างหนักหน่วง มีการส่งข้อความสั้น (SMS) หาประชาชนเพื่อกระตุ้นให้คอยสอดแนมและรายงานพฤติกรรมต้องสงสัยของเพื่อนบ้านหรือคนรอบข้างให้หน่วยข่าวกรองทราบ ทำให้เกิดความหวาดระแวงกันเองในสังคม
พร้อมกันนี้ เครื่องจักรโฆษณาชวนเชื่อของรัฐยังคงพ่นวาทกรรมกรอกหูประชาชนทุกวันว่า หากรัฐบาลล่มสลาย อิหร่านจะกลายเป็น “ทะเลเลือด” ไม่ต่างจากอิรักหรือซีเรีย บ้านเมืองจะถูกทำลาย และถูกต่างชาติเข้ามากอบโกยทรัพยากร ซึ่งคำขู่นี้ได้ผลกับประชากรกลุ่มที่มีความอนุรักษ์นิยมและหวาดกลัวความเปลี่ยนแปลง

4. ปากท้องมาก่อน ต้องดิ้นรนเพื่อ “รอดชีวิต” ไปวันๆ
สิ่งที่นักการเมืองตะวันตกมักมองข้ามคือ ชีวิตประจำวันของชาวอิหร่านในภาวะสงครามนั้นยากลำบากแสนสาหัส ปัจจุบันในกรุงเตหะรานเต็มไปด้วยปัญหาการขาดแคลน ทั้งไฟฟ้า น้ำสะอาด อาหาร และยารักษาโรค
โรงเรียนต้องปิดตัวลง โรงพยาบาลคลาคล่ำไปด้วยทหารที่บาดเจ็บจนพลเรือนเข้าไม่ถึงการรักษา ในแต่ละวัน ชาวบ้านต้องสื่อสารกันผ่านแอปพลิเคชันเพื่อหาว่าที่ไหนมีขนมปังหรือน้ำประปาขาย เมื่อการเอาชีวิตรอดในแต่ละวันยังเป็นเรื่องยากลำบาก การออกไปจัดตั้งม็อบปฏิวัติจึงกลายเป็นเรื่องไกลตัว
5. ความหวังสุดท้าย อาจอยู่ที่ชายแดน
เมื่อการลุกฮือใจกลางกรุงเตหะรานเป็นไปไม่ได้ ความสนใจจึงพุ่งเป้าไปที่พื้นที่ชายแดน ซึ่งเต็มไปด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย ล่าสุดมีรายงานว่า กลุ่มติดอาวุธฝ่ายค้านชาวเคิร์ด-อิหร่าน 6 กลุ่มที่ลี้ภัยอยู่ในอิรัก กำลังจับมือเป็นพันธมิตรกันเพื่อวางแผนข้ามชายแดนเข้ามากดดันรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม แกนนำกลุ่มติดอาวุธเหล่านี้ก็ยอมรับความจริงว่า ตราบใดที่น่านฟ้ายังไม่เปิดทาง และคลังอาวุธของรัฐบาลอิหร่านยังไม่ถูกทำลายจากภายนอก การบุกเข้าไปด้วยปืนไรเฟิลธรรมดาก็เป็นเพียงการกระโจนเข้าหาความตายเช่นกัน

แม้คำพูดของ โดนัลด์ ทรัมป์ จะฟังดูทรงพลังและเปี่ยมไปด้วยความหวังจากอีกซีกโลกหนึ่ง แต่สำหรับชาวอิหร่านที่ต้องเผชิญหน้ากับปลายกระบอกปืน ความหิวโหย และความหวาดระแวงในทุกวินาที การลุกฮือไม่ใช่แค่การกดสวิตช์แล้วจบเรื่อง ขบวนการปฏิวัติจะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อมีความพร้อมทั้งปัจจัยภายใน โอกาส และการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม มากกว่าเพียงแค่สุนทรพจน์ที่สวยหรูบนหน้าจอโทรทัศน์
ติดตาม The Thaiger บน Google News:





