จับตาบทสรุป รอง ผกก. เมากร่างตีหัวสาว กางระเบียบตำรวจ หากผิดจริงมีสิทธิ์ถูกไล่ออก?

เปิดบทลงโทษทางวินัยตำรวจ กรณีคลิปฉาวรอง ผกก. เมากร่างทำร้ายสาวเจ็บสาหัส เช็กระเบียบข้อกฎหมายอาญา หากพบผิดจริง โทษสูงสุดถึงขั้นให้ออกจากราชการ
หลังจากที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีการปรากฏคลิปวิดีโอไวรัลจากกล้องวงจรปิดภายในร้านเนื้อย่างแห่งหนึ่งในอำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงภาพชายซึ่งถูกระบุว่าเป็นตำรวจระดับ รองผู้กำกับการ (รอง ผกก.) ก่อเหตุใช้ขวดเบียร์ตีศีรษะหญิงสาววัย 32 ปีที่โต๊ะข้าง ๆ จนได้รับบาดเจ็บ
ผู้เสียหายเดินทางเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.หนองบัวแดง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม ฝั่งรอง ผกก. คู่กรณี ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนในมุมที่ต่างออกไป โดยยืนยันว่าตนเองไม่ได้มีอาการมึนเมา และเข้าไปในเหตุการณ์เพื่อ “ยับยั้งเหตุ” เท่านั้น พร้อมระบุว่าหากคู่กรณีให้การไม่ตรงกับความเป็นจริง ตนเตรียมพิจารณาแจ้งความกลับในประเด็นการสมัครใจวิวาท
อย่างไรก็ตาม สังคมกำลังตั้งคำถามอย่างหนักถึงจริยธรรมและวุฒิภาวะของเจ้าหน้าที่รัฐ หากเหตุการณ์นี้พิสูจน์ได้ว่าผู้ก่อเหตุกระทำผิดจริง บทลงโทษทางกฎหมายและวินัยตำรวจจะรุนแรงแค่ไหน?
เปิดข้อกฎหมายอาญา ทำร้ายร่างกาย “ธรรมดา” หรือ “สาหัส”?
ประเด็นแรกที่พนักงานสอบสวนต้องพิจารณาคือระดับความรุนแรงของการทำร้ายร่างกาย ซึ่งประมวลกฎหมายอาญาแบ่งความผิดไว้ 2 ระดับหลัก ได้แก่ มาตรา 295 ทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ผู้กระทำผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ส่วน มาตรา 297 ทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกทำร้าย “รับอันตรายสาหัส” ผู้กระทำผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 ถึง 200,000 บาท
จุดชี้ขาดว่าคดีนี้จะเข้าข่ายมาตรา 297 หรือไม่ ขึ้นอยู่กับผลตรวจของแพทย์และความรุนแรงของบาดแผล กฎหมายระบุว่าอาการ “สาหัส” หมายรวมถึงการทุพพลภาพ, เจ็บป่วยด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่า 20 วัน หรือประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วัน

กาง พ.ร.บ.ตำรวจฯ ผิดวินัยร้ายแรง โทษสูงสุดคือ “ไล่ออก”
นอกเหนือจากคดีอาญา ผู้ก่อเหตุยังต้องเผชิญกับการสอบสวนทางวินัยตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ซึ่งกำหนดโทษทางวินัยไว้ 7 สถาน โดยมีบทลงโทษสูงสุดคือการปลดออกหรือไล่ออก
บทลงโทษขั้นเด็ดขาด
มาตรา 125 ระบุชัดเจนว่า หากเจ้าหน้าที่กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ผู้บังคับบัญชาต้องสั่งลงโทษ 2 สถานเท่านั้น คือ ปลดออกหรือไล่ออก และห้ามลดโทษต่ำกว่าการปลดออกโดยเด็ดขาด
ขั้นตอนการสอบสวน
มาตรา 119 กำหนดว่า เมื่อมีข้อกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ต้นสังกัดต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ เพื่อเปิดโอกาสให้ชี้แจงและนำสืบแก้ข้อกล่าวหา
สั่งพักราชการชั่วคราว
มาตรา 131 ให้อำนาจผู้บังคับบัญชาในการสั่ง “พักราชการ” หรือ “ให้ออกจากราชการไว้ก่อน” ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยร้ายแรง หรือตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ถูกกล่าวหาเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
เอกสารแนวทางของกองวินัย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุด้วยว่า การดำเนินคดีอาญาและการสอบสวนทางวินัยสามารถเดินคู่ขนานกันได้ โดยไม่ต้องรอให้ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดก่อน

(หมายเหตุ : คดีนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการสืบสวนสอบสวนและยังไม่มีบทสรุป บทความนี้เป็นเพียงการตั้งคำถามและวิเคราะห์แนวทางตามหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องเท่านั้น มิใช่คำตัดสินความผิดอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด)
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
อ้างอิงข้อมูลจาก
ติดตาม The Thaiger บน Google News:





