
เวเนซุเอลาเคยเป็นหนึ่งในชาติที่ร่ำรวยที่สุดในลาตินอเมริกา ครอบครองปริมาณสำรองน้ำมันดิบมากที่สุดในโลกกว่า 300,000 ล้านบาร์เรล แต่กลับพลิกผันกลายเป็นรัฐล้มเหลวที่ต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อรุนแรง ระดับล้านเปอร์เซ็นต์ เบื้องหลังเกิดจากกัดกร่อนเชิงโครงสร้างที่สะสมมานานกว่า 2 ทศวรรษ
ก่อนจะเกิดวิกฤต โครงสร้างเศรษฐกิจของเวเนซุเอลามีลักษณะเป็น รัฐเจ้าที่ดิน หมายถึงรัฐมีรายได้หลักมาจากค่าเช่าทรัพยากรธรรมชาติมากกว่าการเก็บภาษีจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่แท้จริง โครงสร้างนี้สร้างความเปราะบางพื้นฐาน เมื่อราคาน้ำมันดี เศรษฐกิจจะเฟื่องฟู รัฐบาลจะใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย แต่เมื่อราคาน้ำมันตกต่ำ รัฐจะเผชิญวิกฤตการคลังทันที ความล้มเหลวในการสร้างกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่มีประสิทธิภาพเพื่อรองรับความผันผวน เป็นจุดอ่อนที่ระบอบของฮูโก ชาเวซ รับมรดกมาขยายความรุนแรงขึ้น

นอกจากนี้ เวเนซุเอลายังเผชิญกับปรากฏการณ์ โรคดัตช์ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อรายได้มหาศาลจากน้ำมันไหลเข้าสู่ประเทศ ส่งผลให้ค่าเงินสกุลท้องถิ่นแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ภาคการส่งออกอื่นอย่างเกษตรกรรมกับอุตสาหกรรมสูญเสียความสามารถในการแข่งขันจนล่มสลายลง ในขณะเดียวกัน ภาครัฐกับประชาชนเริ่มเสพติดการนำเข้าสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศแทนการผลิตเอง
ช่วงเวลาระหว่างปี 1999 ถึง 2013 ภายใต้การนำของประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ เป็นช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ สร้างภาพลวงตาของความมั่งคั่งว่ายั่งยืน แต่ภายใต้นโยบาย สังคมนิยมแห่งศตวรรษที่ 21 รัฐบาลได้ดำเนินการยึดคืนกิจการของเอกชนนับพันแห่ง ตั้งแต่ที่ดินเกษตรกรรม โรงงานอุตสาหกรรม ไปจนถึงบริษัทน้ำมัน ธนาคาร กับโทรคมนาคม แต่ไม่ชดเชยอย่างเป็นธรรม ขาดแผนการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลผลิตลดลงอย่างฮวบฮาบ เวเนซุเอลาที่เคยส่งออกอาหารได้บางส่วน ต้องเปลี่ยนมาพึ่งพาการนำเข้าอาหารเกือบ 100%
รัฐบาลชาเวซยังบิดเบือนกลไกราคาด้วยการกำหนดเพดานราคาสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานให้ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต ทำให้ผู้ผลิตขาดทุนจนต้องหยุดการผลิต นำไปสู่ภาวะขาดแคลนสินค้า นอกจากนี้ยังใช้ระบบควบคุมอัตราแลกเปลี่ยน หรือ CADIVI ที่รัฐบาลผูกขาดการเข้าถึงเงินดอลลาร์และกำหนดอัตราคงที่ซึ่งแข็งค่าเกินจริง เปิดช่องให้เกิดการทุจริตแสวงหากำไรส่วนต่างโดยผู้มีเส้นสายทางการเมือง

จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดประการหนึ่งคือการแก้ไขกฎหมายเพื่อลดความเป็นอิสระของธนาคารกลางเวเนซุเอลา หรือ BCV ทำให้รัฐบาลสามารถสั่งให้ธนาคารกลางพิมพ์เงินเพื่อสนับสนุนโครงการประชานิยมกับการใช้จ่ายของรัฐวิสาหกิจน้ำมัน PDVSA ได้โดยตรง การกระทำนี้เปลี่ยนธนาคารกลางให้กลายเป็นเพียงแผนกหนึ่งของกระทรวงการคลัง เปิดประตูสู่หายนะทางการเงินในเวลาต่อมา
จุดแตกหักเมื่อราคาน้ำมันดิ่งเหว
เมื่อฮูโก ชาเวซ เสียชีวิตในปี 2013 และนิโคลัส มาดูโร ขึ้นสู่อำนาจ ประจวบเหมาะกับช่วงกลางปี 2014 ที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดิ่งลงจากกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เหลือต่ำกว่า 40-50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สำหรับเวเนซุเอลาที่พึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมันถึง 95% ของรายได้เงินตราต่างประเทศ นี่คือหายนะที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
รายได้จากการส่งออกลดลงจากกว่า 80 พันล้านดอลลาร์ในปี 2012 เหลือเพียงประมาณ 20-30 พันล้านดอลลาร์ในเวลาต่อมา
ภาวะขาดแคลนเงินดอลลาร์ทำให้การนำเข้าลดลงอย่างรุนแรง สินค้าเริ่มหายไปจากชั้นวางของ ในขณะที่ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันอื่นปรับตัวด้วยการลดค่าเงินหรือลดงบประมาณ รัฐบาลมาดูโรกลับเลือกคงอัตราแลกเปลี่ยนทางการไว้ และสั่งให้ธนาคารกลางพิมพ์เงินโบลิวาร์จำนวนมหาศาลเพื่อจ่ายเงินเดือนข้าราชการกับอุดหนุนโครงการต่าง ๆ โดยไม่มีสินค้าหรือบริการจริงรองรับ
เข้าสู่หุบเหวเงินเฟ้อรุนแรงระดับหายนะ
เวเนซุเอลาเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อรุนแรง อย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายน 2016 ตามนิยามทางเศรษฐศาสตร์ที่อัตราเงินเฟ้อรายเดือนสูงเกิน 50% วิกฤตนี้ดำเนินต่อเนื่องยาวนานกว่า 4 ปี ซึ่งถือเป็นระยะเวลาที่ยาวนานกว่ากรณีของเยอรมนีในยุคไวมาร์หรือซิมบับเว
ตัวเลขสถิติสะท้อนความรุนแรงถึงขีดสุด ในปี 2018 อัตราเงินเฟ้อพุ่งทะยานไปถึงจุดสูงสุดที่ระดับ 1,700,000% ขณะที่ IMF คาดการณ์ไว้สูงถึง 1,000,000% กลไกวงจรอุบาทว์เกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลพิมพ์เงินป้อนเข้าระบบมหาศาล แต่สินค้ามีเท่าเดิมหรือน้อยลง
ประชาชนจึงทิ้งเงินโบลิวาร์หันไปถือดอลลาร์ ทำให้ค่าเงินในตลาดมืดร่วงลงเหว ร้านค้าต้องปรับราคาสินค้าขึ้นตามอัตราแลกเปลี่ยนตลาดมืด รัฐบาลจึงต้องพิมพ์เงินมากขึ้นเพื่อให้ครอบคลุมราคาสินค้าที่แพงขึ้น วนเวียนไม่รู้จบ

ความล้มเหลวของการแก้ปัญหา ตัดศูนย์เงินและคริปโตลวงโลก
รัฐบาลมาดูโรพยายามแก้ไขวิกฤตด้วยมาตรการทางการเงิน ซึ่งไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่ใช้วิธีเปลี่ยนชื่อสกุลเงินและตัดตัวเลขศูนย์ออกจากธนบัตรถึง 3 ครั้งในช่วงเวลาเพียง 13 ปี รวมแล้วมีการตัดศูนย์ออกไปถึง 14 หลัก เริ่มจากปี 2008 ตัด 3 ศูนย์ ปี 2018 ตัด 5 ศูนย์ และปี 2021 ตัดอีก 6 ศูนย์ แต่ธนบัตรใหม่ก็กลับมาไร้ค่าในเวลาไม่กี่เดือนเพราะธนาคารกลางยังคงพิมพ์เงินออกมาอย่างต่อเนื่อง
ความพยายามอีกครั้งเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2018 เมื่อมาดูโรเปิดตัว Petro ซึ่งถูกโฆษณาว่าเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่หนุนหลังด้วยทรัพยากรน้ำมันรายแรกของโลก เพื่อหวังใช้เป็นเครื่องมือชำระเงินหลบเลี่ยงการคว่ำบาตร แต่โครงการนี้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงเนื่องจากขาดความน่าเชื่อถือ ไม่มีกลไกแลกเปลี่ยนเป็นน้ำมันได้จริง และถูกแบนจากสหรัฐฯ
ท้ายที่สุด Petro ถูกยุติอย่างถาวรในปี 2023-2024 หลังการเปิดโปงเครือข่ายคอร์รัปชันข้ามชาติใน PDVSA ที่นำโดยรัฐมนตรีน้ำมัน Tareck El Aissami ซึ่งใช้ระบบคริปโตในการยักยอกเงินรายได้จากการขายน้ำมันมูลค่ากว่า 3-20 พันล้านดอลลาร์
ส่วนเรื่องมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ เป็นเรื่องซับซ้อน ข้อมูลบ่งชี้ว่ามาตรการคว่ำบาตรเป็นตัวเร่งที่ทำให้เงินเฟ้อรุนแรงขึ้น แต่ไม่ใช่ต้นตอของวิกฤต มาตรการคว่ำบาตรทางการเงินเริ่มเข้มข้นในปี 2017 ตัดขาดเวเนซุเอลาจากตลาดทุนโลก และเข้าสู่ระยะรุนแรงในปี 2019 เมื่อสหรัฐฯ ห้ามนำเข้าน้ำมันจากเวเนซุเอลา รวมถึงห้ามส่งออกสารเจือจางที่จำเป็นสำหรับการขนส่งน้ำมันดิบหนักพิเศษ ทำให้การผลิตน้ำมันของ PDVSA เป็นอัมพาตและลดลงเหลือเพียงประมาณ 400,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2020 ซึ่งต่ำที่สุดในรอบกว่า 70 ปี

บทสรุปของระบอบมาดูโร
แม้เงินเฟ้อจะดูเหมือนทุเลาลงบ้างจากการปล่อยให้มีการใช้เงินดอลลาร์อย่างเปิดเผย บวกกับกลับมาผลิตน้ำมันของบริษัท Chevron ในช่วงปี 2022-2024 แต่โครงสร้างพื้นฐานยังคงเปราะบาง ในปี 2025 ช่องว่างระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนทางการกับตลาดมืดกลับมาขยายตัวกว้างขึ้นอีกครั้ง สะท้อนถึงความล้มเหลวในการฟื้นฟูความเชื่อมั่น
วิกฤตการณ์อันยาวนานเดินทางมาถึงจุดจบในเช้ามืดวันที่ 3 มกราคม 2026 เมื่อกองทัพสหรัฐฯ ภายใต้คำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดปฏิบัติการทางทหาร Absolute Resolve โจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายยุทธศาสตร์ในกรุงคารากัส และส่งหน่วยรบพิเศษเข้าจับกุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร กับภรรยา นำตัวออกจากประเทศไปดำเนินคดีที่นิวยอร์ก
ทำให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปีจากการคาดการณ์ว่าอุปทานน้ำมันจะกลับเข้าสู่ตลาด ในขณะที่ราคา Bitcoin พุ่งทะลุ 93,000 ดอลลาร์ ท่ามกลางความตื่นตระหนกทางภูมิรัฐศาสตร์ นับเป็นการปิดฉากยุคสมัยแห่งเงินเฟ้อรุนแรงภายใต้ระบอบ Chavismo อย่างเบ็ดเสร็จ

ติดตาม The Thaiger บน Google News:



