การเงินเศรษฐกิจ

เจาะลึกวิกฤต ‘เงินเฟ้อเวเนซุเอลา’ บทเรียนราคาแพงที่โลกต้องจารึก

เวเนซุเอลาเคยเป็นหนึ่งในชาติที่ร่ำรวยที่สุดในลาตินอเมริกา ครอบครองปริมาณสำรองน้ำมันดิบมากที่สุดในโลกกว่า 300,000 ล้านบาร์เรล แต่กลับพลิกผันกลายเป็นรัฐล้มเหลวที่ต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อรุนแรง ระดับล้านเปอร์เซ็นต์ เบื้องหลังเกิดจากกัดกร่อนเชิงโครงสร้างที่สะสมมานานกว่า 2 ทศวรรษ

ก่อนจะเกิดวิกฤต โครงสร้างเศรษฐกิจของเวเนซุเอลามีลักษณะเป็น รัฐเจ้าที่ดิน หมายถึงรัฐมีรายได้หลักมาจากค่าเช่าทรัพยากรธรรมชาติมากกว่าการเก็บภาษีจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่แท้จริง โครงสร้างนี้สร้างความเปราะบางพื้นฐาน เมื่อราคาน้ำมันดี เศรษฐกิจจะเฟื่องฟู รัฐบาลจะใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย แต่เมื่อราคาน้ำมันตกต่ำ รัฐจะเผชิญวิกฤตการคลังทันที ความล้มเหลวในการสร้างกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่มีประสิทธิภาพเพื่อรองรับความผันผวน เป็นจุดอ่อนที่ระบอบของฮูโก ชาเวซ รับมรดกมาขยายความรุนแรงขึ้น

Federal law enforcement personnel stand watch outside the Metropolitan Detention Center as they await the arrival of captured Venezuelan President Nicolas Maduro, Saturday, Jan. 3, 2026, in New York. (AP Photo/Yuki Iwamura)

นอกจากนี้ เวเนซุเอลายังเผชิญกับปรากฏการณ์ โรคดัตช์ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อรายได้มหาศาลจากน้ำมันไหลเข้าสู่ประเทศ ส่งผลให้ค่าเงินสกุลท้องถิ่นแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ภาคการส่งออกอื่นอย่างเกษตรกรรมกับอุตสาหกรรมสูญเสียความสามารถในการแข่งขันจนล่มสลายลง ในขณะเดียวกัน ภาครัฐกับประชาชนเริ่มเสพติดการนำเข้าสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศแทนการผลิตเอง

ช่วงเวลาระหว่างปี 1999 ถึง 2013 ภายใต้การนำของประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ เป็นช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ สร้างภาพลวงตาของความมั่งคั่งว่ายั่งยืน แต่ภายใต้นโยบาย สังคมนิยมแห่งศตวรรษที่ 21 รัฐบาลได้ดำเนินการยึดคืนกิจการของเอกชนนับพันแห่ง ตั้งแต่ที่ดินเกษตรกรรม โรงงานอุตสาหกรรม ไปจนถึงบริษัทน้ำมัน ธนาคาร กับโทรคมนาคม แต่ไม่ชดเชยอย่างเป็นธรรม ขาดแผนการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลผลิตลดลงอย่างฮวบฮาบ เวเนซุเอลาที่เคยส่งออกอาหารได้บางส่วน ต้องเปลี่ยนมาพึ่งพาการนำเข้าอาหารเกือบ 100%

รัฐบาลชาเวซยังบิดเบือนกลไกราคาด้วยการกำหนดเพดานราคาสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานให้ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต ทำให้ผู้ผลิตขาดทุนจนต้องหยุดการผลิต นำไปสู่ภาวะขาดแคลนสินค้า นอกจากนี้ยังใช้ระบบควบคุมอัตราแลกเปลี่ยน หรือ CADIVI ที่รัฐบาลผูกขาดการเข้าถึงเงินดอลลาร์และกำหนดอัตราคงที่ซึ่งแข็งค่าเกินจริง เปิดช่องให้เกิดการทุจริตแสวงหากำไรส่วนต่างโดยผู้มีเส้นสายทางการเมือง

A government supporter holds a banner with a photo of President Nicolas Maduro during a protest demanding his release from U.S. custody in Caracas, Venezuela, Sunday, Jan. 4, 2026. (AP Photo/Ariana Cubillos)

จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดประการหนึ่งคือการแก้ไขกฎหมายเพื่อลดความเป็นอิสระของธนาคารกลางเวเนซุเอลา หรือ BCV ทำให้รัฐบาลสามารถสั่งให้ธนาคารกลางพิมพ์เงินเพื่อสนับสนุนโครงการประชานิยมกับการใช้จ่ายของรัฐวิสาหกิจน้ำมัน PDVSA ได้โดยตรง การกระทำนี้เปลี่ยนธนาคารกลางให้กลายเป็นเพียงแผนกหนึ่งของกระทรวงการคลัง เปิดประตูสู่หายนะทางการเงินในเวลาต่อมา

จุดแตกหักเมื่อราคาน้ำมันดิ่งเหว

เมื่อฮูโก ชาเวซ เสียชีวิตในปี 2013 และนิโคลัส มาดูโร ขึ้นสู่อำนาจ ประจวบเหมาะกับช่วงกลางปี 2014 ที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดิ่งลงจากกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เหลือต่ำกว่า 40-50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สำหรับเวเนซุเอลาที่พึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมันถึง 95% ของรายได้เงินตราต่างประเทศ นี่คือหายนะที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

รายได้จากการส่งออกลดลงจากกว่า 80 พันล้านดอลลาร์ในปี 2012 เหลือเพียงประมาณ 20-30 พันล้านดอลลาร์ในเวลาต่อมา

ภาวะขาดแคลนเงินดอลลาร์ทำให้การนำเข้าลดลงอย่างรุนแรง สินค้าเริ่มหายไปจากชั้นวางของ ในขณะที่ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันอื่นปรับตัวด้วยการลดค่าเงินหรือลดงบประมาณ รัฐบาลมาดูโรกลับเลือกคงอัตราแลกเปลี่ยนทางการไว้ และสั่งให้ธนาคารกลางพิมพ์เงินโบลิวาร์จำนวนมหาศาลเพื่อจ่ายเงินเดือนข้าราชการกับอุดหนุนโครงการต่าง ๆ โดยไม่มีสินค้าหรือบริการจริงรองรับ

เข้าสู่หุบเหวเงินเฟ้อรุนแรงระดับหายนะ

เวเนซุเอลาเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อรุนแรง อย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายน 2016 ตามนิยามทางเศรษฐศาสตร์ที่อัตราเงินเฟ้อรายเดือนสูงเกิน 50% วิกฤตนี้ดำเนินต่อเนื่องยาวนานกว่า 4 ปี ซึ่งถือเป็นระยะเวลาที่ยาวนานกว่ากรณีของเยอรมนีในยุคไวมาร์หรือซิมบับเว

ตัวเลขสถิติสะท้อนความรุนแรงถึงขีดสุด ในปี 2018 อัตราเงินเฟ้อพุ่งทะยานไปถึงจุดสูงสุดที่ระดับ 1,700,000% ขณะที่ IMF คาดการณ์ไว้สูงถึง 1,000,000% กลไกวงจรอุบาทว์เกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลพิมพ์เงินป้อนเข้าระบบมหาศาล แต่สินค้ามีเท่าเดิมหรือน้อยลง

ประชาชนจึงทิ้งเงินโบลิวาร์หันไปถือดอลลาร์ ทำให้ค่าเงินในตลาดมืดร่วงลงเหว ร้านค้าต้องปรับราคาสินค้าขึ้นตามอัตราแลกเปลี่ยนตลาดมืด รัฐบาลจึงต้องพิมพ์เงินมากขึ้นเพื่อให้ครอบคลุมราคาสินค้าที่แพงขึ้น วนเวียนไม่รู้จบ

A government supporter holds an action figure of Super Bigote, based on President Nicolas Maduro, during a protest demanding his release from U.S. custody, in Caracas, Venezuela, Sunday, Jan. 4, 2026. (AP Photo/Ariana Cubillos)

ความล้มเหลวของการแก้ปัญหา ตัดศูนย์เงินและคริปโตลวงโลก

รัฐบาลมาดูโรพยายามแก้ไขวิกฤตด้วยมาตรการทางการเงิน ซึ่งไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่ใช้วิธีเปลี่ยนชื่อสกุลเงินและตัดตัวเลขศูนย์ออกจากธนบัตรถึง 3 ครั้งในช่วงเวลาเพียง 13 ปี รวมแล้วมีการตัดศูนย์ออกไปถึง 14 หลัก เริ่มจากปี 2008 ตัด 3 ศูนย์ ปี 2018 ตัด 5 ศูนย์ และปี 2021 ตัดอีก 6 ศูนย์ แต่ธนบัตรใหม่ก็กลับมาไร้ค่าในเวลาไม่กี่เดือนเพราะธนาคารกลางยังคงพิมพ์เงินออกมาอย่างต่อเนื่อง

ความพยายามอีกครั้งเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2018 เมื่อมาดูโรเปิดตัว Petro ซึ่งถูกโฆษณาว่าเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่หนุนหลังด้วยทรัพยากรน้ำมันรายแรกของโลก เพื่อหวังใช้เป็นเครื่องมือชำระเงินหลบเลี่ยงการคว่ำบาตร แต่โครงการนี้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงเนื่องจากขาดความน่าเชื่อถือ ไม่มีกลไกแลกเปลี่ยนเป็นน้ำมันได้จริง และถูกแบนจากสหรัฐฯ

ท้ายที่สุด Petro ถูกยุติอย่างถาวรในปี 2023-2024 หลังการเปิดโปงเครือข่ายคอร์รัปชันข้ามชาติใน PDVSA ที่นำโดยรัฐมนตรีน้ำมัน Tareck El Aissami ซึ่งใช้ระบบคริปโตในการยักยอกเงินรายได้จากการขายน้ำมันมูลค่ากว่า 3-20 พันล้านดอลลาร์

ส่วนเรื่องมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ เป็นเรื่องซับซ้อน ข้อมูลบ่งชี้ว่ามาตรการคว่ำบาตรเป็นตัวเร่งที่ทำให้เงินเฟ้อรุนแรงขึ้น แต่ไม่ใช่ต้นตอของวิกฤต มาตรการคว่ำบาตรทางการเงินเริ่มเข้มข้นในปี 2017 ตัดขาดเวเนซุเอลาจากตลาดทุนโลก และเข้าสู่ระยะรุนแรงในปี 2019 เมื่อสหรัฐฯ ห้ามนำเข้าน้ำมันจากเวเนซุเอลา รวมถึงห้ามส่งออกสารเจือจางที่จำเป็นสำหรับการขนส่งน้ำมันดิบหนักพิเศษ ทำให้การผลิตน้ำมันของ PDVSA เป็นอัมพาตและลดลงเหลือเพียงประมาณ 400,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2020 ซึ่งต่ำที่สุดในรอบกว่า 70 ปี

An armed civilian takes part in a pro-government protest demanding the release of President Nicolas Maduro and first lady Cilia Flores, a day after U.S. forces captured and flew them to the United States, in Caracas, Venezuela, Sunday, Jan. 4, 2026. (AP Photo/Ariana Cubillos)

บทสรุปของระบอบมาดูโร

แม้เงินเฟ้อจะดูเหมือนทุเลาลงบ้างจากการปล่อยให้มีการใช้เงินดอลลาร์อย่างเปิดเผย บวกกับกลับมาผลิตน้ำมันของบริษัท Chevron ในช่วงปี 2022-2024 แต่โครงสร้างพื้นฐานยังคงเปราะบาง ในปี 2025 ช่องว่างระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนทางการกับตลาดมืดกลับมาขยายตัวกว้างขึ้นอีกครั้ง สะท้อนถึงความล้มเหลวในการฟื้นฟูความเชื่อมั่น

วิกฤตการณ์อันยาวนานเดินทางมาถึงจุดจบในเช้ามืดวันที่ 3 มกราคม 2026 เมื่อกองทัพสหรัฐฯ ภายใต้คำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดปฏิบัติการทางทหาร Absolute Resolve โจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายยุทธศาสตร์ในกรุงคารากัส และส่งหน่วยรบพิเศษเข้าจับกุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร กับภรรยา นำตัวออกจากประเทศไปดำเนินคดีที่นิวยอร์ก

ทำให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปีจากการคาดการณ์ว่าอุปทานน้ำมันจะกลับเข้าสู่ตลาด ในขณะที่ราคา Bitcoin พุ่งทะลุ 93,000 ดอลลาร์ ท่ามกลางความตื่นตระหนกทางภูมิรัฐศาสตร์ นับเป็นการปิดฉากยุคสมัยแห่งเงินเฟ้อรุนแรงภายใต้ระบอบ Chavismo อย่างเบ็ดเสร็จ

Demonstrators protest outside the U.S. Consulate General in Amsterdam, Netherlands, Sunday, Jan. 4, 2026, against the U.S. bombing of Venezuela and seizure of President Nicolas Maduro. (AP Photo/Peter Dejong)

ติดตาม The Thaiger บน Google News:

Aindravudh

นักเขียนประจำ Thaiger มีประสบการณ์เขียนข่าวมากกว่า 5 ปี จบการศึกษาด้านภาษาและประวัติศาสตร์ จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีความสนใจ ประเด็นความเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมือง เจาะประเด็นข่าวทางสังคม ด้วยกลวิธีการเล่าเรื่องแบบย่อยง่าย อย่างงานเขียนสร้างสรรค์ สั้น กระชับ จับทุกประเด็น หัวข้อที่เชียวชาญคือเรื่องไลฟ์สไตล์ เลขเด็ด หวยรัฐบาลไทย หวยลาว ช่องทางติดต่อ vajara@thethaiger.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top button