ช่วยกันบริจาค โรงพยาบาลอุ้มผาง วิกฤตหนักรอบ 35 ปี ไม่พอจ่ายเงินเดือนหมอ-พยาบาล

ช่วยกันบริจาค โรงพยาบาลอุ้มผาง วิกฤตหนักรอบ 35 ปี ไม่พอจ่ายเงินเดือนหมอ-พยาบาล ช่องทางบริจาค ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า E-donation
โรงพยาบาลอุ้มผาง จังหวัดตาก กำลังเผชิญวิกฤตการเงินและพลังงาน รุนแรงที่สุดในรอบ 35 ปี บานปลายจนถึงขั้นไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับจ่ายเงินเดือนบุคลากรทางการแพทย์ นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ออกมาเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วนอย่างเร่งด่วน ก่อนที่ระบบสาธารณสุขชายแดนแห่งนี้จะล่มสลาย
นพ.วรวิทย์เปิดเผยว่า งบประมาณที่ได้รับจัดสรรจาก สปสช. ไม่เพียงพอครอบคลุมค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ส่งผลให้โรงพยาบาลต้องกู้ยืมเงิน 8 ล้านบาทจากโรงพยาบาลแม่สอดและสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตาก เพื่อนำมาจ่ายเงินเดือนเจ้าหน้าที่ตั้งแต่เดือนมกราคม
แม้จะได้รับงบประมาณเพิ่มเติมในเดือนกุมภาพันธ์ แต่คาดการณ์ว่าภายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้ โรงพยาบาลจะเหลือเงินในบัญชีเพียง 2-3 ล้านบาท ซึ่งสวนทางกับภาระค่าใช้จ่ายเฉพาะเงินเดือนบุคลากรที่สูงถึง 12 ล้านบาทต่อเดือน
สาเหตุหลักที่ทำให้โรงพยาบาลอุ้มผางมีรายได้จำกัด มาจากภาระหน้าที่ในการดูแลประชากรทั้งชาวไทยและชาวเมียนมาตามแนวชายแดน ผู้ป่วยกว่า 29,000 คนจากฝั่งเมียนมาส่วนใหญ่มีฐานะยากจน ไม่สามารถชำระค่ารักษาพยาบาลได้ โรงพยาบาลจึงต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไว้เองทั้งหมด
นอกจากปัญหาเงินทุนแล้ว วิกฤตพลังงานระดับโลกยังซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลง ราคาน้ำมันดีเซลในพื้นที่พุ่งสูงกว่า 55 บาทต่อลิตร โรงพยาบาลต้องสำรองน้ำมันไว้ใช้กับเครื่องปั่นไฟเนื่องจากกระแสไฟฟ้าในพื้นที่ดับบ่อยครั้ง หากไม่มีกระแสไฟฟ้า ระบบสำคัญอย่างห้อง ICU และห้องผ่าตัดจะไม่สามารถทำงานได้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตผู้ป่วย
ปัจจุบันโรงพยาบาลมีหนี้ค้างชำระกับบริษัทยาหลายแห่ง ทำให้บริษัทบางแห่งชะลอการจัดส่งยาและเวชภัณฑ์ โรงพยาบาลจึงต้องบริหารจัดการยาบริจาคที่ใกล้หมดอายุอย่างระมัดระวัง
นอกจากนี้ ความกังวลเรื่องการไม่ได้รับเงินเดือนยังส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของบุคลากรทางการแพทย์ นพ.วรวิทย์กังวลว่าหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย เจ้าหน้าที่อาจทยอยลาออก ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนบุคลากรอย่างหนัก และยากที่จะหาคนมาทดแทนในพื้นที่ห่างไกลเช่นนี้
ช่องทางบริจาคเงินโรงพยาบาลอุ้งผาง ได้ลดหย่อนภาษี 2 เท่า
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผางวอนขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนงบประมาณระยะสั้น 1-6 เดือน ให้โรงพยาบาลสามารถจ่ายค่าตอบแทนบุคลากรได้ก่อน พร้อมยืนยันว่าทางโรงพยาบาลได้พยายามประหยัดค่าใช้จ่ายทุกวิถีทางแล้ว
ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลอุ้มผางยังคงเปิดรับการสนับสนุนจากภาคประชาชนและหน่วยงานเอกชน เพื่อนำไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการจัดซื้อยา เวชภัณฑ์ และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอื่นๆ
ช่องทางการบริจาคช่วยเหลือโรงพยาบาลอุ้มผาง
ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคเงินผ่านบัญชีธนาคารออมสิน สาขาอุ้มผาง ดังนี้
-
ชื่อบัญชี: เงินบำรุงโรงพยาบาลอุ้มผาง
-
เลขที่บัญชี: 020-1333-88387
-
(ใบเสร็จสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า และรองรับระบบ E-donation)
-
-
ชื่อบัญชี: เงินบำรุงโรงพยาบาลอุ้มผาง (อาหารผู้ป่วย)
-
เลขที่บัญชี: 020-0522-75417
-
(ใบเสร็จสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า และรองรับระบบ E-donation)
-
หมายเหตุ: สำหรับผู้ที่ต้องการใบเสร็จรับเงินเพื่อนำไปลดหย่อนภาษี กรุณาส่งหลักฐานการโอนเงิน พร้อมระบุชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ และเลขประจำตัวประชาชน (หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษี) ไปยังโรงพยาบาลอุ้มผาง เพื่อบันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบ E-donation
วิกฤตครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของระบบสาธารณสุขชายแดนไทย ทุกความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือประชาชนทั่วไป ล้วนมีความหมายและเป็นส่วนหนึ่งในการต่อลมหายใจให้กับโรงพยาบาลอุ้มผาง เพื่อให้สถานที่แห่งนี้ยังคงเป็นที่พึ่งพิงด้านสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ห่างไกลต่อไป

หมอวีระพันธ์ เชิญชวน ช่วยบริจาค โรงพยาบาลอุ้มผาง
นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา โพสต์ว่า โรงพยาบาลอุ้มผาง จังหวัดตาก มีเงินคงเหลือเพียงประมาณ 3 ล้านบาท ขณะที่มีภาระค่าใช้จ่ายรายเดือนสูงถึง 12 ล้านบาท อีกทั้งยังมีหนี้สินสะสมค้างชำระมากกว่า 50 ล้านบาท ทำให้สภาพคล่องทางการเงินอยู่ในระดับวิกฤต จนไม่สามารถรองรับค่าใช้จ่ายพื้นฐาน รวมถึงค่าตอบแทนบุคลากรทางการแพทย์ได้อย่างเพียงพอ
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความเปราะบางของระบบสาธารณสุขในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งต้องแบกรับภาระการดูแลประชาชนจำนวนมาก ท่ามกลางข้อจำกัดด้านทรัพยากรและงบประมาณ
ทั้งนี้ นพ.วีระพันธ์ได้เชิญชวนประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือโรงพยาบาล ผ่านการบริจาคเข้ากองทุนต่างๆ ได้แก่ “กองทุนอาหารผู้ป่วย” และ “กองทุนยาเวชภัณฑ์” โดยยืนยันว่าได้ตรวจสอบระบบรับบริจาคผ่าน QR Code แล้ว เป็นระบบ e-donation ที่มีความปลอดภัย โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้
พร้อมกันนี้ยังเน้นย้ำว่าการบริจาคสามารถทำได้ตามกำลังศรัทธา โดยไม่จำเป็นต้องเป็นจำนวนมาก เพราะพลังเล็กๆ จากหลายคนสามารถรวมกันเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่จะช่วยพยุงโรงพยาบาลให้สามารถเดินหน้าดูแลผู้ป่วยในพื้นที่ต่อไปได้

ติดตาม The Thaiger บน Google News:





