GISTDA จับตา “ซูเปอร์เอลนีโญ” จ่อถล่ม พ.ค.นี้ หวั่นวิกฤตแล้ง-พืชผลเกษตรพัง
เปิดภาพสะท้อนวิกฤตสภาพอากาศรุนแรง อุณหภูมิมหาสมุทรพุ่งสูงเกิน 2 องศาเซลเซียส กระทบความมั่นคงทางอาหารและพลังงานทั่วอาเซียน
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ออกโรงเตือนประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ให้เตรียมความพร้อมรับมือกับปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นสัญญาณความรุนแรงชัดเจนในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569 นี้ โดยวิกฤตดังกล่าวจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาวะของประชาชน
รู้จัก “ซูเปอร์เอลนีโญ” ภัยร้ายที่รุนแรงกว่าปกติ
ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกอุ่นขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยอย่างรุนแรง (เกิน 1.5 ถึง 2 องศาเซลเซียส) ส่งผลให้สภาพอากาศแปรปรวนหนักและยาวนานกว่าเอลนีโญปกติ โดยมีผลกระทบหลักที่ประเทศไทยต้องเผชิญ ดังนี้
วิกฤตภัยแล้งขาดแคลนน้ำ ปริมาณฝนจะลดลงอย่างน่าตกใจ เกิดสภาวะฝนทิ้งช่วงยาวนาน กระทบต่อปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ ทั้งเพื่อการอุปโภคบริโภคและภาคอุตสาหกรรม
ความมั่นคงทางอาหารสั่นคลอน พืชเศรษฐกิจหลักอย่าง ข้าว น้ำตาล และปาล์มน้ำมัน จะมีผลผลิตตกต่ำอย่างมาก เสี่ยงต่อภาวะสินค้าขาดตลาดและราคาอาหารพุ่งสูง
ไฟป่าและฝุ่น PM2.5 อากาศที่แห้งจัดจะเป็นตัวเร่งให้เกิดไฟป่าได้ง่ายขึ้น นำไปสู่ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนที่รุนแรงกว่าทุกปี
คลื่นความร้อนและพลังงาน อุณหภูมิที่พุ่งสูงทำลายสถิติจะส่งผลต่อสุขภาพ (Heatstroke) และทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงจนอาจกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงาน

ชูเทคโนโลยีอวกาศ “อาวุธลับ” รับมือน้ำแล้ง
GISTDA ได้นำเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศและดาวเทียม (อาทิ THEOS-2) มาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการบริหารจัดการวิกฤตครั้งนี้ผ่าน 4 ภารกิจสำคัญ
- การบริหารจัดการน้ำเชิงรุก รณรงค์ให้ทุกภาคส่วนประหยัดน้ำ กักเก็บน้ำในช่วงที่มีฝนตกลงมาให้ได้มากที่สุด และจัดสรรน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคเป็นอันดับแรก ควบคู่ไปกับการหาแหล่งน้ำสำรอง
- การปรับตัวภาคการเกษตร ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือพืชอายุสั้น เลื่อนเวลาการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับคาดการณ์ปริมาณฝน และการทำประกันภัยพืชผล
- ความร่วมมือระดับภูมิภาค (ASEAN) บังคับใช้และยกระดับข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดนอย่างจริงจัง เพื่อควบคุมการเผาในที่โล่งและไฟป่า
- การเฝ้าระวังด้านสาธารณสุข เตรียมระบบสาธารณสุขให้พร้อมรับมือกับโรคที่มากับความร้อน (Heatstroke) และโรคระบบทางเดินหายใจจาก PM2.5
ขณะที่แผนเชิงรุกในการปรับตัวเพื่ออยู่รอดนั้น เพื่อลดความสูญเสีย GISTDA แนะนำให้ภาครัฐและประชาชนเร่งบริหารจัดการน้ำเชิงรุก รณรงค์ประหยัดน้ำและหาแหล่งน้ำสำรอง ขณะที่ภาคการเกษตรควรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชใช้น้ำน้อยหรือเลื่อนเวลาเพาะปลูกให้สอดคล้องกับสภาพอากาศ รวมถึงการบังคับใช้ข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษหมอกควันข้ามแดนอย่างจริงจัง.
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- อ.เจษฎาชี้แล้งเพราะรัฐบาลที่แล้วปล่อยให้ปลูกข้าวถึง 2 ล้านไร่
- กองทัพหอยเกยตื้น ดร.ธรณ์ ชี้ไม่ใช่สึนามิ คาดสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนฉับพลัน
- กรมอุตุฯ ตอบ ประเทศไทยเข้าหน้าฝนเดือนไหน? เตรียมเข้าสู่สภาวะเอลนีโญ
ติดตาม The Thaiger บน Google News:



