เศรษฐกิจ

10 ประเทศ มุสลิมอาศัยมากที่สุดในโลก อาเซียนติดอันดับด้วย

จากข้อมูลประมาณการล่าสุดในปี 2024 – 2025 อันดับประเทศที่มีประชากรนับถือศาสนาอิสลามมากที่สุดในโลกได้แก่
อันดับ ประเทศ จำนวนประชากรมุสลิม (โดยประมาณ)
1 ปากีสถาน ~240.8 ล้านคน
2 อินโดนีเซีย ~236 – 242.7 ล้านคน
3 อินเดีย ~200 ล้านคน (กลุ่มน้อยที่ใหญ่ที่สุด)
4 บังกลาเทศ ~150.8 ล้านคน
5 ไนจีเรีย ~97 – 110 ล้านคน
6 อียิปต์ ~90 ล้านคน
7 ตุรกี (ทูร์เคีย) ~84.4 ล้านคน
8 อิหร่าน ~82.5 ล้านคน
9 จีน ~50 ล้านคน
10 แอลจีเรีย ~43.7 ล้านคน

สถิติประชากรมุสลิมในประเทศไทย

สถิติประชากรมุสลิมในประเทศไทยมีสัดส่วนประมาณ ร้อยละ 5.4 ของประชากรทั้งประเทศ หรือคิดเป็นจำนวนราว 3.6 – 4 ล้านคน ตามข้อมูลล่าสุดจากการสำรวจของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ และ Pew Research Center

ถ้าพูดถึงชุมชนมุสลิม คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึง 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สตูล ยะลา ปัตตานี นราธิวาส แต่มีเกร็ดสถิติที่น่าสนใจคือ ถ้านับจำนวนประชากรชาวมุสลิมทั้งประเทศ จะพบว่ามีเพียงราวๆ 18% เท่านั้นที่อาศัยอยู่ใน 4 จังหวัดนั้น

ส่วนใหญ่ อาศัยอยู่ในจังหวัดอื่นๆ เช่น สงขลา กระบี่ ตรัง พัทลุง และภูเก็ต ข้อมูลปี 2558 ระบุว่าประชากรในภาคใต้เป็นมุสลิมประมาณ 24%

กรุงเทพมหานครเองก็มีชุมชนมุสลิมขนาดใหญ่และเก่าแก่แฝงตัวอยู่ตามย่านต่างๆ เช่น เขตหนองจอก มีนบุรี และบางรัก ซึ่งมีความคึกคักและเป็นเอกลักษณ์มาก

ชาวมุสลิมในไทยไม่ได้มีแค่เชื้อสายมลายู (ซึ่งมีอยู่ราวๆ 2 ใน 3) เท่านั้น แต่เป็นเหมือนหม้อหลอมรวมทางวัฒนธรรม ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์สูงมาก มีทั้งบรรพบุรุษที่อพยพมาจากจีน ปากีสถาน กัมพูชา (จาม) บังกลาเทศ มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือแม้แต่ชาวพุทธที่เปลี่ยนศาสนาจากการแต่งงาน

ชาวไทยมุสลิมมีบทบาทสำคัญในการสร้างชาติ ทำงานใกล้ชิดกับศูนย์กลางอำนาจมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงรัตนโกสินทร์ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดได้แก่

เฉกอะหมัด พ่อค้าชาวเปอร์เซีย (อิหร่าน) ที่เข้ามาตั้งรกรากในสมัยกรุงศรีอยุธยา ท่านทำงานรับใช้ราชสำนักจนเจริญก้าวหน้า เป็นต้นตระกูลของตระกูลใหญ่อย่าง “บุนนาค” และ “อหะหมัดจุฬา” ซึ่งลูกหลานหลายคนได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธในภายหลัง ตัวอย่างลูกหลานสายนี้ในยุคปัจจุบันคือ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบก

เจ้าจอมมารดาเรียม พระสนมเอกในรัชกาลที่ 2 ท่านมีเชื้อสายจากสุลต่านแห่งซิงกอรา (สงขลา) ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็น สมเด็จพระศรีสุลาลัย พระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3)

ความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับชุมชนมุสลิมมีมาอย่างยาวนาน ในปี พ.ศ. 2499 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียน “มัสยิดต้นสน” ซึ่งเป็นหนึ่งในมัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงเทพฯ ถือเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่ตอกย้ำถึงเสรีภาพในการนับถือศาสนาและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในประเทศไทย

ประวัติศาสตร์ “อิสลาม” มหากาพย์แห่งศรัทธา กลางทะเลทราย เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล

ย้อนกลับไปในช่วงศตวรรษที่ 7 ณ คาบสมุทรอาหรับ แถบประเทศซาอุดีอาระเบียในปัจจุบัน ดินแดนนี้เต็มไปด้วยทะเลทรายอันแห้งแล้ง ผู้คนใช้ชีวิตแบบชนเผ่า มีการสู้รบแย่งชิงทรัพยากรกันตลอดเวลา สังคมตอนนั้นมีความเชื่อแบบ “พหุเทวนิยม” คือนับถือรูปเคารพและเทพเจ้าหลายองค์ ศูนย์กลางความเชื่ออยู่ที่ “นครมักกะฮ์” (Mecca) ซึ่งมีวิหารทรงลูกบาศก์ที่เรียกว่า “กะอ์บะฮ์” ภายในเต็มไปด้วยเจว็ด (รูปปั้นรูปเคารพ) หลายร้อยองค์ เมืองจึงกลายเป็นศูนย์กลางการค้าและแสวงบุญที่ทำเงินมหาศาลให้กับชนเผ่าผู้ปกครองเมือง

ในนครมักกะฮ์ มีชายคนหนึ่งชื่อ มุฮัมมัด ท่านเป็นเด็กกำพร้า เติบโตมาจากการเลี้ยงดูของลุง เมื่อโตขึ้นท่านทำงานเป็นพ่อค้าได้รับการยกย่องจากคนในเมืองว่าเป็นคนซื่อสัตย์มากจนได้รับฉายาว่า “อัล-อะมีน” (ผู้เป็นที่ไว้วางใจ)

เมื่ออายุประมาณ 40 ปี ท่านมักจะปลีกวิเวกไปทำสมาธิที่ถ้ำฮิรอ บนภูเขานอกเมือง และในปี ค.ศ. 610 จุดเปลี่ยนของโลกก็เกิดขึ้น ตามประวัติศาสตร์ระบุว่า ทูตสวรรค์ญิบรีล ได้ปรากฏตัวขึ้นและนำพระวจนะจากพระเจ้า (อัลลอฮ์) มาประทานให้ท่าน คำแรกที่ถูกส่งลงมาคือคำว่า “อิกเราะอ์” แปลว่า “จงอ่าน” และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการประทานคัมภีร์ “อัลกุรอาน

คำสอนที่มุฮัมมัดนำมาเผยแผ่ถือว่า “ขัดขวางผลประโยชน์” ของผู้มีอำนาจในเมืองมักกะฮ์อย่างรุนแรง เพราะท่านสอนว่า มีพระเจ้าเพียงองค์เดียว คือ อัลลอฮ์ รูปเคารพทั้งหลายเป็นสิ่งงมงาย ซึ่งกระทบรายได้การท่องเที่ยวแสวงบุญของเมืองเต็มๆ

อิสลามเชื่อความเท่าเทียม มนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะรวย จน หรือเป็นทาส

เมื่อขัดผลประโยชน์และท้าทายความเชื่อเดิม กลุ่มชนชั้นนำในมักกะฮ์จึงเริ่มต่อต้าน คว่ำบาตร และทำร้ายกลุ่มมุสลิมยุคแรกอย่างหนัก จนถึงขั้นวางแผนลอบสังหารท่านศาสดา

“ฮิจเราะห์” การอพยพที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของศักราชอิสลาม

เมื่อสถานการณ์อันตรายถึงขีดสุด ในปี ค.ศ. 622 ท่านมุฮัมมัดและผู้ติดตามจึงตัดสินใจอพยพครั้งใหญ่จากเมืองมักกะฮ์ มุ่งหน้าสู่เมืองยัษริบ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น มาดีนะฮ์ เหตุการณ์อพยพครั้งนี้เรียกว่า “การฮิจเราะห์” ซึ่งมีความสำคัญมากจนถูกกำหนดให้เป็น “ปีที่ 1 ของฮิจเราะห์ศักราช (ฮ.ศ.)” หรือปฏิทินอิสลามนั่นเอง

ที่เมืองมาดีนะฮ์นี้เองที่อิสลามเริ่มตั้งตัวเป็นปึกแผ่นและสร้างรัฐที่มีกฎหมายและการปกครองของตนเองอย่างเป็นระบบ

หลังจากเกิดสงครามป้องกันตัวกับชาวมักกะฮ์อยู่หลายครั้ง ในที่สุดปี ค.ศ. 630 ท่านมุฮัมมัดก็นำกองทัพผู้ศรัทธากว่าหมื่นคน เดินทัพกลับมายึดนครมักกะฮ์คืนได้สำเร็จโดยปราศจากการนองเลือด

ท่านสั่งอภัยโทษให้ศัตรูเก่า และเดินเข้าไปทำลายรูปเคารพทั้งหมดในวิหารกะอ์บะฮ์ คืนความบริสุทธิ์ให้วิหารแห่งนี้เพื่อใช้เคารพสักการะพระเจ้าเพียงองค์เดียวตามเจตนารมณ์เดิม หลังจากนั้นคาบสมุทรอาหรับก็รวมเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ร่มธงของอิสลาม

"ฮิจเราะห์" การอพยพที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของศักราชอิสลาม

รอยร้าวนิกาย “ซุนนี – ชีอะห์” ต่างกันตรงไหน?

หลังท่านศาสดามุฮัมมัดเสียชีวิตในปี ค.ศ. 632 ไม่ได้ระบุทายาททางการเมืองไว้ชัดเจน นำไปสู่จุดแยกสำคัญของศาสนาอิสลาม

สายนิกาย ซุนนี เป็นคนกลุ่มใหญ่เห็นว่า ผู้นำ (คอลีฟะห์) คนต่อไปควรมาจากการ “เลือกตั้งและลงมติ” จากกลุ่มคนที่มีความสามารถและเหมาะสม เริ่มจากท่านอะบูบักร์ เพื่อนสนิทของศาสดา ปัจจุบันชาวมุสลิมราว 85-90% เป็นซุนนี

คนอีกกลุ่ม ชีอะห์ เชื่อว่า ผู้นำควรสืบสายเลือดมาจาก “ครอบครัวของศาสดา” เท่านั้น โดยมองว่าท่านอาลี (ลูกพี่ลูกน้องและลูกเขยของศาสดา) คือผู้ที่ชอบธรรม ปัจจุบันพบมากในอิหร่าน อิรัก

ทั้งสองนิกายใช้คัมภีร์อัลกุรอานเล่มเดียวกัน เชื่อในพระเจ้าองค์เดียวกัน เพียงแต่มีมุมมองทางประวัติศาสตร์การเมืองและรายละเอียดการปฏิบัติบางอย่างที่ต่างกันออกไป

นับจากนั้น อิสลามก็ขยายตัวอย่างรวดเร็วเข้าสู่ยุคทอง (Islamic Golden Age) ที่วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการแพทย์เจริญรุ่งเรืองสุดขีด จนกลายมาเป็นศาสนาที่มีผู้นับถือเกือบ 2 พันล้านคนทั่วโลกในปัจจุบัน

ชีอะห์ไทย 200 ชีวิตอาลัย “คาเมเนอี” หน้าสถานทูตอิหร่าน ท่ามกลางไฟสงครามอย่างสงบ

เสาหลัก 5 ประการ หลักปฏิบัติมุสลิมทั่วโลก

1. การปฏิญาณตน (Shahadah – ชะฮาดะฮ์)

การจะเป็นมุสลิมได้ ไม่ต้องมีพิธีกรรมซับซ้อน เพียงแค่กล่าวประโยคสั้นๆ ด้วยความศรัทธาอย่างแท้จริงว่า “ข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และมุฮัมมัดคือศาสนทูตของพระองค์”

จุดเริ่มต้นของการเป็นมุสลิม เป็นการเตือนสติตัวเองเสมอว่าชีวิตนี้ขึ้นตรงต่อผู้สร้างเพียงองค์เดียว มีศาสดามุฮัมมัดเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตครับ

2. การละหมาด (Salah – ซะลาฮ์)

คนนอกศาสนามักจะสงสัยว่าทำไมมุสลิมต้องละหมาดบ่อยๆ? การละหมาดคือการทำสมาธิและเข้าเฝ้าพระเจ้า วันละ 5 เวลา ย่ำรุ่ง, บ่าย, เย็น, พลบค่ำ, และกลางคืน

นอกจากจะเป็นการแสดงความเคารพแล้ว การละหมาดยังเป็นเหมือน “การรีเซ็ตจิตใจ” ท่ามกลางความวุ่นวายของการทำงานหรือเรียน ให้หยุดพักกลับมามีสติ และทุกครั้งที่ละหมาด มุสลิมทั่วโลกจะหันหน้าไปทางเดียวกัน นั่นคือมุ่งสู่วิหารกะอ์บะฮ์ ที่นครมักกะฮ์ เพื่อแสดงถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันครับ

3. การบริจาคซะกาต (Zakat – ซะกาต)

ศาสนาอิสลามมองว่า ทรัพย์สินที่เราหามาได้ไม่ใช่ของเรา 100% แต่เป็นสิ่งที่พระเจ้าฝากให้ดูแล ดังนั้น ผู้ที่มีทรัพย์สินเงินทองถึงเกณฑ์ที่กำหนด จะต้องจ่าย “ซะกาต” ประมาณ 2.5% ของทรัพย์สินที่เก็บสะสมไว้ในรอบปี

เงินจำนวนนี้ไม่ใช่การทำบุญตามศรัทธาทั่วไป แต่เป็นข้อบังคับที่ต้องนำไปแจกจ่ายให้คนยากจน คนขัดสน หรือผู้ที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว แนวคิดนี้คือการลดความเหลื่อมล้ำ ทำให้เงินทองหมุนเวียนในสังคม เป็นการชำระล้าง ทรัพย์สินของตัวเองให้บริสุทธิ์จากความตระหนี่ถี่เหนียว

4. การถือศีลอด (Sawm – เซาม์)

เดือนรอมฎอน (เดือนที่ 9 ตามปฏิทินอิสลาม) ตลอดทั้งเดือนนี้ ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตกดิน มุสลิมจะต้องงดเว้นจากการกิน ดื่ม (แม้แต่น้ำเปล่า) และงดเว้นจากการมีเพศสัมพันธ์

เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่การทรมานร่างกาย แต่เป็นการฝึกความยับยั้งชั่งใจ ที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้คนรวยได้รู้สึกถึงความหิวโหยแบบเดียวกับที่คนยากจนต้องเผชิญทุกวัน เพื่อบ่มเพาะความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นให้เกิดขึ้นในจิตใจครับ

5. การประกอบพิธีฮัจญ์ (Hajj – ฮัจญ์)

การเดินทางไปแสวงบุญที่นครมักกะฮ์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ข้อนี้เป็นข้อเดียวที่บังคับเฉพาะผู้ที่มีความพร้อม ทั้งร่างกายและทรัพย์สิน ถ้าป่วยหรือไม่มีเงิน ก็ไม่บาป

ไฮไลต์ของพิธีฮัจญ์คือ ผู้ชายทุกคนไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ มหาเศรษฐี หรือชาวนา จะต้องถอดเสื้อผ้าราคาแพงออก และสวมเพียงผ้าสีขาวธรรมดาๆ 2 ผืนเหมือนกันหมด เพื่อแสดงให้เห็นว่า “มนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกันอย่างสมบูรณ์แบบต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้า” ไม่มีใครมีอภิสิทธิ์เหนือใครครับ

นครมักกะฮ์ ซาอุดิอาระเบีย

ติดตาม The Thaiger บน Google News:

Aindravudh

นักเขียนประจำ Thaiger มีประสบการณ์เขียนข่าวมากกว่า 5 ปี จบการศึกษาด้านภาษาและประวัติศาสตร์ จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีความสนใจ ประเด็นความเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมือง เจาะประเด็นข่าวทางสังคม ด้วยกลวิธีการเล่าเรื่องแบบย่อยง่าย อย่างงานเขียนสร้างสรรค์ สั้น กระชับ จับทุกประเด็น หัวข้อที่เชียวชาญคือเรื่องไลฟ์สไตล์ เลขเด็ด หวยรัฐบาลไทย หวยลาว ช่องทางติดต่อ vajara@thethaiger.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top button