ข่าวอาชญากรรม

เปิดแฟ้มคดีเลือด ฆ่ายกครัวในไทย ฆาตกรรมอำมหิต เมื่อคนใกล้ตัวกลายเป็นมัจจุราช

เปิดแฟ้มคดีเลือด ฆ่ายกครัวปทุมวาสนา บุญทวี หอมชง ชุมแพ โศกนาฏกรรมอำมหิตเมื่อคนใกล้ตัวกลายเป็นมัจจุราช

บ้าน สถานที่ที่ควรจะปลอดภัยที่สุดสำหรับครอบครัว แต่ในบางครั้ง พื้นที่ส่วนตัวที่เต็มไปด้วยความรัก ความอบอุ่น กลับกลายเป็นลานประหาร ละเลงด้วยคาวเลือดและเสียงหวีดร้องแห่งความตาย

คดี “ฆ่ายกครัว” เป็นหนึ่งในรูปแบบของอาชญากรรมที่สร้างความสะเทือนขวัญและทิ้งบาดแผลลึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์สังคมไทยมาโดยตลอด เพราะเหยื่อมักไม่ได้มีเพียงผู้ที่มีความขัดแย้งโดยตรง แต่ยังรวมไปถึงผู้บริสุทธิ์ เด็ก เยาวชน หรือแม้กระทั่งคนรับใช้ ที่ต้องมารับเคราะห์กรรมเพียงเพราะคำว่าฆ่าปิดปาก

อะไรคือฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนให้มนุษย์คนหนึ่งสามารถลงมือสังหารล้างบางครอบครัวหนึ่งได้อย่างเลือดเย็น? ความโลภ ความแค้น หรือสัญชาตญาณดิบ? สกู๊ปข่าวไทยเกอร์ชิ้นนี้จะพาย้อนรอยไปเปิดแฟ้มคดีฆ่ายกครัวที่สะเทือนขวัญที่สุดในประเทศไทย เจาะลึกถึงเบื้องหลัง ร่องรอยการสืบสวน และมูลเหตุจูงใจที่ซ่อนอยู่ภายใต้จิตใจอันมืดบอดของฆาตกร

ปฐมบทแห่งความสยดสยอง คดีฆ่ายกตระกูล “ปทุมวาสนา”

ย้อนกลับไปในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ วันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2552 บรรยากาศทั่วกรุงเทพมหานครกำลังคึกคักไปด้วยผู้คนที่เตรียมตัวเฉลิมฉลองปีใหม่ไทย แต่ทว่า ณ คฤหาสน์หรูสไตล์ยุโรปบนเนื้อที่กว่า 1 ไร่ ในซอยเสือน้อย เขตลาดพร้าว กลับปกคลุมไปด้วยความเงียบสงัดที่ผิดปกติ

นายธนยศ ปทุมวาสนา นักธุรกิจเจ้าของโรงงานเฟอร์นิเจอร์ ขาดการติดต่อไปหลายวันจนพนักงานในโรงงานเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ เมื่อพนักงานตัดสินใจเดินทางมาตรวจสอบที่บ้านพัก สิ่งแรกที่ปะทะเข้ากับโสตสัมผัสไม่ใช่เสียงทักทายของเจ้านาย แต่เป็นกลิ่นเหม็นเน่า อย่างรุนแรงที่โชยทะลุออกมาจากรอยต่อของประตูบ้าน เมื่อผลักประตูที่ไม่ได้ล็อกเข้าไป ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือขุมนรกบนดินที่ทำเอาผู้พบเห็นต้องเข่าทรุด

เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยพิสูจน์หลักฐานถูกระดมกำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างเร่งด่วน ภายในบ้านพบร่างไร้วิญญาณถึง 5 ศพ สภาพศพเริ่มขึ้นอืด บ่งบอกว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 วัน

ผู้เสียชีวิตรายแรกคือ นายธนยศ ปทุมวาสนา อายุ 52 ปี ถูกพบเป็นศพอยู่ภายในห้องครัวชั้นล่าง สภาพนอนหงาย มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนเข้าที่หน้าอกด้านซ้ายทะลุขั้วหัวใจ

ถัดมาบริเวณชั้นล่างเช่นกัน พบร่างของ นางกนกกาญจน์ โพธิ์ทอง อายุ 48 ปี ภรรยาของนายธนยศ เมื่อเจ้าหน้าที่เดินขึ้นไปสำรวจบนชั้นสองของตัวบ้าน ก็ต้องพบกับภาพที่น่าสลดใจยิ่งขึ้น เมื่อพบศพ นายธนวัฒน์ หรือ กอล์ฟ อายุ 15 ปี และ น.ส.ศศิมา หรือ เกรซ อายุ 17 ปี บุตรชายและบุตรสาวของผู้เสียชีวิต นอนจมกองเลือดไร้ลมหายใจ

บริเวณใกล้เคียงยังพบศพ นางสำรอง บัวแก้ว อายุ 47 ปี สาวใช้ที่ต้องมารับเคราะห์ไปพร้อมกับครอบครัวนายจ้าง

คดีฆ่ายกตระกูล “ปทุมวาสนา”

พรางคดีชิงทรัพย์ สู่การแกะรอยมัจจุราช

สภาพภายในคฤหาสน์หรูเต็มไปด้วยร่องรอยการรื้อค้นอย่างหนัก ข้าวของกระจัดกระจาย ผนังถูกทุบทำลาย ตู้เซฟถูกเปิดออก ทรัพย์สินมีค่าหลายรายการหายไป ทั้งพระเครื่องชื่อดัง พระพุทธรูปบูชา ซีพียูคอมพิวเตอร์ 2 ตัว ซึ่งคาดว่าเป็นเซิร์ฟเวอร์บันทึกภาพกล้องวงจรปิด โน้ตบุ๊ก รวมถึงรถยนต์หรูยี่ห้ออัลพาร์ดสีขาวที่จอดอยู่ในโรงรถก็อันตรธานหายไป ดูเผินๆ นี่อาจเป็นคดีปล้นทรัพย์แล้วฆ่าปิดปากที่รุนแรงที่สุดคดีหนึ่ง

แต่สัญชาตญาณของชุดสืบสวนตั้งข้อสังเกตว่า หากเป็นการปล้นทรัพย์ทั่วไป คนร้ายไม่จำเป็นต้องลงมือเหี้ยมโหดถึงขั้นตามไล่ล่าสังหารคนทั้งบ้านในลักษณะประหารชีวิตเช่นนี้ ร่องรอยวิถีกระสุนและการจัดฉากบ่งบอกถึงความแค้นและการเตรียมการมาเป็นอย่างดี

การสืบสวนเริ่มจากจุดเล็กๆ ที่คนร้ายมองข้าม นั่นคือ โทรศัพท์มือถือ ของนางกนกกาญจน์ ที่หายไปจากที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แกะรอยสัญญาณโทรศัพท์เครื่องดังกล่าว จนกระทั่งพบว่ามันถูกนำไปขายต่อในตลาดมืด เบาะแสนี้เปรียบเสมือนกุญแจดอกสำคัญที่ไขประตูไปสู่ตัวกลุ่มผู้ลงมือ

เพียงไม่นาน ชุดสืบสวนสามารถรวบตัวผู้ต้องสงสัยได้ 2 ราย ได้แก่ นายวันชัย อ้นปันส์ และ นายปริทรรศ ซึ่งทั้งคู่มีอาชีพเป็นคนขับรถแท็กซี่ เมื่อตรวจสอบประวัติอาชญากรรมพบว่า นายวันชัยเคยต้องคดีปล้นทรัพย์ ส่วนนายปริทรรศเคยต้องคดีฆ่าคนตายจนติดคุกและเพิ่งพ้นโทษออกมาได้ไม่นาน นอกจากนี้ยังมีการขยายผลจับกุมผู้ร่วมก่อเหตุในทีมสังหารได้อีก 2 ราย คือ นายธรายุทธ แสนสุข และ นายอำนาจ ภราดรพิทักษ์

แม้ในตอนแรก ครอบครัวของผู้ต้องหาจะออกมาร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนว่า ผู้ต้องหาถูกเจ้าหน้าที่ซ้อมให้รับสารภาพ แต่ด้วยพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ทั้งรอยนิ้วมือ แหล่งที่มาของทรัพย์สิน และข้อมูลการติดต่อสื่อสาร ทำให้กลุ่มมือปืนจำนนต่อหลักฐาน

เปิดหน้ากากผู้บงการ เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด

เมื่อมือปืนยอมเปิดปากรับสารภาพ ความจริงที่น่าตกตะลึงก็ปรากฏขึ้น “ผู้จ้างวาน” ไม่ใช่โจรผู้ร้ายที่ไหน แต่เป็นคนในแวดวงธุรกิจที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดีปมสังหารทั้งหมดมาจากความขัดแย้งทางธุรกิจ

ก่อนหน้านี้ นางกนกกาญจน์ ผู้ตาย ได้ร่วมหุ้นลงทุนทำธุรกิจผลิตภัณฑ์แชมพูและสบู่ ภายใต้ชื่อบริษัท “ที เอส เฮิร์บ จำกัด” ร่วมกับ นายธนกร สมบูรณ์ชัย ทว่าการดำเนินธุรกิจไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด เงินลงทุนจำนวนมหาศาลกว่า 10 ล้านบาทหายวับไปกับตา เกิดเป็นข้อพิพาทรุนแรงเรื่องการจำนองโฉนดที่ดิน หนี้สินที่พัวพันยุ่งเหยิง และการฟ้องร้องที่ไม่มีใครยอมใคร

เมื่อผลประโยชน์ตกลงกันไม่ได้ ความแค้นจึงก่อตัว นายธนกร สมบูรณ์ชัย กับ นายพงษ์พันธุ์ ศุภรัศมี จึงได้ร่วมกันวางแผน ว่าจ้างทีมมือปืนรับจ้างให้บุกเข้าไปสังหารล้างครอบครัวปทุมวาสนา เพื่อหวังล้างหนี้และตัดตอนปัญหาทั้งหมด

บทสรุปของคดีนี้ ศาลได้มีคำพิพากษาประหารชีวิต นายวันชัย อ้นปันส์ มือสังหารหลัก แต่ได้รับการลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิตเนื่องจากให้การรับสารภาพและเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี ส่วนนายธนกรและนายพงษ์พันธุ์ ในฐานะผู้บงการ ก็ถูกดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดในข้อหาจ้างวานฆ่า คดีนี้กลายเป็นอุทาหรณ์ชิ้นโตที่พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อความโลภเข้าครอบงำ มนุษย์ก็พร้อมที่จะละทิ้งความเป็นคน และพรากชีวิตบริสุทธิ์ได้อย่างเลือดเย็น

คดีหมอประภาส แขวนคอยกครัว 5 ศพ

คดีตระกูลปทุมวาสนาไม่ใช่ครั้งแรกที่สังคมไทยต้องเผชิญกับเหตุการณ์ฆ่ายกครัว หากย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2540 สังคมไทยเคยถูกกระชากความรู้สึกด้วยคดีที่โหดเหี้ยมและวิปริตที่สุดคดีหนึ่งในประวัติศาสตร์ นั่นคือ คดีฆ่ายกครัวครอบครัวบุญทวี

คดีเกิดขึ้นที่อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา นพ.ประภาส บุญทวี หมออนามัยที่เป็นที่รักของชาวบ้าน ถูกพบเป็นศพพร้อมกับลูกชายอีก 3 คน (กัมปนาท, ชัชวาล, และปรานนท์) สภาพศพของทั้ง 4 พ่อลูกถูกใช้เชือกผูกคอแขวนเรียงรายกันตามราวบันไดบ้านอย่างน่าสยดสยอง ขณะที่ภรรยาของหมอประภาส ถูกพบกลายเป็นศพนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียงในห้องนอนชั้นบน สภาพศพถูกทรมานด้วยการใช้กระแสไฟฟ้าช็อตและใช้เนกไทมัดคอจนขาดอากาศหายใจ

ผู้ที่ลงมือกระทำการอันโหดเหี้ยมผิดมนุษย์มนาครั้งนี้ ไม่ใช่โจรแปลกหน้า แต่คือ นายเรืองศักดิ์ ทองกุล หรือที่รู้จักกันในฉายา “ศักดิ์ ปากรอ” ชายหนุ่มวัย 22 ปี ซึ่งเป็นคนที่หมอประภาสเคยมีเมตตาอุปการะเลี้ยงดูมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เนื่องจากพ่อของศักดิ์ป่วยเป็นโรคมะเร็งและเสียชีวิต หมอประภาสเป็นผู้ให้การรักษาและดูแลครอบครัวนี้มาโดยตลอด

คดีหมอประภาส แขวนคอยกครัว 5 ศพ

เมื่อความไว้ใจ กลายเป็นใบเบิกทางสู่ความตาย

จุดประสงค์แรกของ ศักดิ์ ปากรอ คือการปล้นทรัพย์ เขาเจตนาจะเข้ามาขโมยเงินจำนวน 1 ล้านบาทที่ได้จากการขายวัวชนของหมอประภาส แต่เนื่องจากเขาเป็นคนคุ้นเคย สามารถเข้าออกบ้านนี้ได้ เมื่อแผนการปล้นไม่เป็นไปตามคาด เหยื่อจดจำใบหน้าได้ สถานการณ์จึงเปลี่ยนจากการชิงทรัพย์ เป็นการฆ่าปิดปาก

ความเหี้ยมโหดของศักดิ์ ปากรอ คือการบังคับให้หมอประภาส ผู้มีพระคุณ ยืนดูวาระสุดท้ายของลูกชายตัวเองทีละคน ศักดิ์จับเด็กลงมาผูกคอกับราวบันไดขั้นต่ำสุด เพื่อขู่กรรโชกให้หมอประภาสบอกที่ซ่อนเงิน เมื่อไม่ได้คำตอบ เขาก็ถีบเด็กลงมาให้ขาดใจตายต่อหน้าพ่อ ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนครบทั้ง 3 คน ก่อนที่สุดท้ายจะนำตัวหมอประภาสไปผูกคอที่บันไดขั้นสูงสุดและถีบลงมาจนเสียชีวิต

จารุวรรณ บุญทวี น้องสาวของหมอประภาส เล่าด้วยน้ำตาว่า ภาพศพของหลานชายและพี่ชายที่แขวนเรียงรายกันที่บันได ยังคงหลอกหลอนเธอมาจนถึงทุกวันนี้ ความเจ็บปวดที่เกิดจากการถูกหักหลังโดยคนที่ครอบครัวเคยชุบเลี้ยง เป็นบาดแผลที่ไม่มีวันเยียวยาได้

ศักดิ์ ปากรอ ถูกศาลตัดสินจำคุก แต่ต่อมาได้รับการลดหย่อนโทษ ก่อนได้รับอิสรภาพหลังใช้ชีวิตในเรือนจำเพียง 15 ปี เขาออกมาเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “เนติราษฎร์ นพวงศ์” และไปสร้างครอบครัวใหม่ที่อำเภอสะเดา แต่ทว่า กฎแห่งกรรมอาจทำงานในรูปแบบของมัน เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ศักดิ์ ปากรอ ถูกมือปืนลอบดักยิงจนเสียชีวิตบริเวณหน้าบ้านพักของตนเอง ปิดฉากตำนานฆาตกรโหดฆ่ายกครัวไปตลอดกาล

ฆ่ายกครัวหอมชง

รูปแบบการฆ่ายกครัวเพื่อผลประโยชน์ยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสังคมไทย ในปี พ.ศ. 2557 เกิดคดีฆ่าครอบครัว หอมชง ย่านบางแค พ่อ แม่ และพี่ชาย ถูกมือปืนบุกยิงเสียชีวิตคาบ้านพัก เมื่อตำรวจสืบสวนลึกลงไป กลับพบว่าผู้จ้างวานคือ “ลูกชายคนเล็ก” ของครอบครัวเอง อ้างแรงจูงใจว่าพ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน จึงตัดสินใจจ้างมือปืนมาสังหารพ่อแม่และพี่ชายสายเลือดเดียวกัน เพื่อหวังฮุบมรดกทั้งหมด

ผลตัดสิน นายกิตตินันท์ หอมชง บงการ โดนประหารชีวิต ไม่มีการลดหย่อนโทษ เนื่องจากเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมผิดวิสัยมนุษย์และเป็นการกระทำต่อบุพการี นายศักดิ์รินทร์ พันธุกุล เพื่อนสนิท ศาลพิพากษา จำคุกตลอดชีวิต เดิมประหารชีวิต แต่ลดโทษเนื่องจากให้การเป็นประโยชน์

ส่วนกลุ่มมือปืนรวม 3 ราย ศาลพิพากษา จำคุกตลอดชีวิต ลดโทษจากประหารชีวิตเช่นกันเนื่องจากคำให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี

หรือในคดีที่สะเทือนขวัญคนทั้งประเทศอย่างคดีบังฟัตในปี พ.ศ. 2560 ที่อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ กลุ่มคนร้ายสวมชุดลายพรางบุกเข้าไปในบ้านของผู้ใหญ่บ้าน จับคนในบ้านรวม 11 คนไว้เป็นตัวประกัน จากนั้นบังฟัตได้ใช้ปืนของนายวรยุทธจ่อยิงที่ศีรษะทีละคนอย่างเลือดเย็น รวมถึงเด็กอายุเพียง 3 ปี มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 8 ราย และได้รับบาดเจ็บ 3 ราย

มูลเหตุจูงใจมาจากความขัดแย้งเรื่องการนำโฉนดที่ดินไปจำนอง แต่การไถ่ถอนไม่เป็นไปตามข้อตกลง จึงนำไปสู่การกวาดล้างเพื่อล้างหนี้และระบายความแค้น

ศาลฎีกา 18 มีนาคม 2564 พิพากษายืนให้ ประหารชีวิต บังฟัตและพวกที่เป็นชุดทีมฆ่ารวม 7 คน สั่งให้จำเลยร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่ครอบครัวผู้สูญเสียเป็นเงินรวมประมาณ 7.5 ล้านบาท

ปัจจุบัน แม้คดีจะจบลงในทางกฎหมายแล้ว แต่ครอบครัวผู้เสียหายยังคงต้องเผชิญกับผลกระทบทางจิตใจและการติดตามเรื่องค่าเยียวยาที่ยังได้รับไม่ครบถ้วน

ฆ่ายกครัว 2552 ชุมแพ

ที่อู่แม็คการช่าง ต.หนองไผ่ อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น ลูกจ้างชาวต่างชาติก่อเหตุสังหารนายจ้างและครอบครัวรวม 4 ชีวิตอย่างเลือดเย็น ก่อนจะพยายามหลบหนีกลับประเทศแต่ไม่รอด

ย้อนกลับไป 17 พฤศจิกายน ห้าวันกว่าจะพบศพ คืนวันที่ 12 พฤศจิกายน เวลาประมาณ 22.00 น. พบผู้เสียชีวิต 4 รายได้แก่ นายแม็ค ชาติวิชัย (อายุ 31 ปี) เจ้าของอู่ น.ส.อรทัย ลาภนภากุล (อายุ 35 ปี) ภรรยา นายแก้วตา ลาภนภากุล (อายุ 60 ปี) พ่อของ น.ส.อรทัย ด.ญ.ไอรญา ชาติวิชัย (อายุ 9 ขวบ) ลูกสาว

ทั้ง 4 ศพถูกทุบตีด้วยของแข็งที่ศีรษะจนกะโหลกแตก รถกระบะยี่ห้อโตโยต้า ไทเกอร์ และทรัพย์สินของผู้ตายได้หายไป

จากการสอบสวนพยาน ตำรวจพุ่งเป้าไปที่ นายคำพัน พิมพา อายุ 20 ปี ชาวลาว ช่างซ่อมรถยนต์ลูกจ้างในอู่ของผู้ตาย เจ้าหน้าที่สืบสวนตามรอยจนพบเบาะแสสำคัญว่า รถกระบะของผู้ตายที่หายไปได้ประสบอุบัติเหตุพลิกคว่ำที่ อ.นาด้วง จ.เลย เมื่อวันที่ 13 พ.ย. มีผู้พบเห็นนายคำพัน มีบาดแผลแตกที่คิ้วขวา ทิ้งรถและขึ้นรถโดยสารหลบหนีไป

ในที่สุด ชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 4 ร่วมกับตำรวจในพื้นที่ สามารถแกะรอยและบุกเข้าจับกุมตัวนายคำพันได้ขณะกบดานอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน อ.เมืองเลย พร้อมยึดของกลางเป็นเงินสดกว่า 39,000 บาท, โทรศัพท์มือถือ, อาวุธสังหาร (ค้อน, เหล็กแป๊บ, เหล็กแหลม), และเสื้อผ้าเปื้อนเลือด

นายคำพันยอมรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา อ้างว่าลงมือก่อเหตุเพียงคนเดียว พร้อมเล่าถึงมูลเหตุจูงใจว่า ตนทำงานที่อู่มานานกว่า 2 เดือนแต่ยังไม่ได้รับเงินเดือน ตกลงกันไว้ที่เดือนละ 4,500 บาท วันเกิดเหตุ พ่อของตนที่ฝั่งลาวป่วยหนัก จึงไปขอเบิกเงิน 10,000 บาท หรือขอเงินเดือนล่วงหน้าเพื่อนำไปรักษาพ่อ แต่นายแม็ค ผู้ตาย ปฏิเสธและบอกให้รอตอนปีใหม่ พร้อมผลักอกไล่ให้ไปทำงาน

จากนั้นจึงเกิดการชกต่อยกัน นายแม็คคว้าค้อนมาตีที่คิ้วขวาของตนจนแตก ตนจึงโมโหและแย่งค้อนมาทุบนายแม็คจนเสียชีวิต ด.ญ.ไอรญา วัย 9 ขวบ บังเอิญเข้ามาเห็นเหตุการณ์ ตนจึงตัดสินใจใช้ค้อนทุบเด็กเสียชีวิตตามไป

เมื่อวิ่งขึ้นไปบนบ้านเพื่อหาทรัพย์สิน น.ส.อรทัย ภรรยามาพบเข้าและขู่จะแจ้งตำรวจ ตนจึงลงมือฆ่าอีกคน จังหวะนั้นนายแก้วตา พ่อตาเข้ามาพยายามช่วยเหลือ ตนจึงใช้ทั้งค้อนและเหล็กแป๊บทุบตีจนเสียชีวิตเป็นศพที่ 4

หลังก่อเหตุ ได้รื้อค้นขโมยเงินสดไปกว่า 60,000 บาท และขับรถกระบะของผู้ตายหวังจะหนีข้ามแดนกลับประเทศลาว แต่รถมาพลิกคว่ำเสียก่อน

อาชญาวิทยาว่าด้วยการ กวาดล้างเผ่าพันธุ์

เหตุใดความขัดแย้งที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องส่วนบุคคล จึงลุกลามบานปลายกลายเป็นการฆ่าล้างครอบครัว? คดีฆ่ายกครัวสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะหลัก

1. การลงมือแบบมีการวางแผนล่วงหน้า

ในกรณีเช่นคดีปทุมวาสนา หรือคดีหอมชง ผู้ก่อเหตุรับรู้เป็นอย่างดีว่าในบ้านเป้าหมายมีสมาชิกกี่คน และตั้งใจที่จะกวาดล้างให้สิ้นซาก การกระทำลักษณะนี้มีความแค้นและผลประโยชน์ เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ผู้ก่อเหตุมองว่าสมาชิกทุกคนในบ้านคือส่วนหนึ่งของปัญหา หรือเป็นอุปสรรคต่อการครอบครองทรัพย์สิน ดังนั้นการสังหารทุกคนจึงเป็นทางออกเดียวที่จะตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ให้มีใครมาตามทวงสิทธิ์หรือล้างแค้นในภายหลัง

2. การลงมือจากสถานการณ์บีบบังคับ

ในกรณีเช่นคดีศักดิ์ ปากรอ ผู้ก่อเหตุอาจเริ่มต้นจากการประสงค์ต่อทรัพย์เพียงอย่างเดียว ไม่ได้มีความตั้งใจแต่แรกที่จะฆ่าล้างครัว แต่เมื่อสถานการณ์พลิกผัน เช่น เหยื่อขัดขืน หรือผู้ก่อเหตุบังเอิญเป็นคนรู้จักที่เหยื่อจำหน้าได้ การฆ่าปิดปากจึงเกิดขึ้นตามสัญชาตญาณของการเอาตัวรอด และเมื่อลงมือฆ่าคนแรกไปแล้ว การฆ่าคนที่เหลือที่อยู่ในสถานที่เดียวกันจึงเป็นเรื่องของการ “ทำลายพยานหลักฐาน” เพื่อไม่ให้สาวมาถึงตัว

บทเรียนจากกองเลือด

จากแฟ้มคดีอาชญากรรมทั้งหมดที่กล่าวมา สะท้อนให้เห็นถึงสัจธรรมที่โหดร้ายของสังคมมนุษย์ ข้อสรุปที่เด่นชัดที่สุดคือ ฆาตกรในคดีฆ่ายกครัวร้อยละ 90 ไม่ใช่โจรแปลกหน้าที่ไหน แต่คือคนใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมธุรกิจ เพื่อนบ้าน ญาติพี่น้อง หรือแม้กระทั่งสายเลือดเดียวกัน

แรงผลักดันที่ทำให้มนุษย์ก้าวข้ามเส้นแบ่งของศีลธรรม มักหนีไม่พ้น กิเลส ตัณหา ความโลภ และความแค้นฝังลึก เมื่อผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ความสัมพันธ์อันดีงามก็สามารถแปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชังที่พร้อมจะทำลายล้างทุกสิ่งได้อย่างง่ายดาย

คดีฆ่ายกตระกูลปทุมวาสนา, ครอบครัวบุญทวี, ครอบครัวหอมชง และคดีบังฟัต จะไม่ได้เป็นเพียงแค่หน้ากระดาษเปื้อนเลือดในแฟ้มอาชญากรรม หากแต่เป็น “สัญญาณเตือนภัย” ถึงทุกคนในสังคม ให้ตระหนักถึงการใช้ชีวิตอย่างมีสติ การบริหารจัดการความสัมพันธ์ทางธุรกิจและครอบครัวอย่างโปร่งใส และที่สำคัญที่สุดคือ การไม่ประมาทต่อกิเลสในใจคน เพราะเราไม่อาจรู้ได้เลยว่า รอยยิ้มของคนใกล้ตัวที่เห็นอยู่ทุกวัน เมื่อถึงจุดที่ผลประโยชน์ขัดกัน… เขาอาจเปลี่ยนร่างเป็นมัจจุราชที่พร้อมจะพรากลมหายใจของทุกคนในบ้านไปตลอดกาล.

ติดตาม The Thaiger บน Google News:

Aindravudh

นักเขียนประจำ Thaiger มีประสบการณ์เขียนข่าวมากกว่า 5 ปี จบการศึกษาด้านภาษาและประวัติศาสตร์ จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีความสนใจ ประเด็นความเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมือง เจาะประเด็นข่าวทางสังคม ด้วยกลวิธีการเล่าเรื่องแบบย่อยง่าย อย่างงานเขียนสร้างสรรค์ สั้น กระชับ จับทุกประเด็น หัวข้อที่เชียวชาญคือเรื่องไลฟ์สไตล์ เลขเด็ด หวยรัฐบาลไทย หวยลาว ช่องทางติดต่อ vajara@thethaiger.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top button