เปิด 5 วัดทำบุญ เสริมดวง “วันมาฆบูชา 2569” ตรงกับวันไหน? หยุดราชการไหม

วันมาฆบูชา 2569 ตรงกับวันอังคารที่ 3 มีนาคม 2569 ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย
วันมาฆบูชา เป็นวันหยุดราชการหรือไม่?
-
วันอังคารที่ 3 มีนาคม 2569 ถือเป็นวันหยุดราชการ วันหยุดของธนาคาร และวันหยุดของภาคเอกชน
-
สำหรับมนุษย์เงินเดือน หากสามารถลางานเพิ่มในวันจันทร์ที่ 2 มีนาคมได้ คุณจะได้วันหยุดยาวพักผ่อนต่อเนื่องถึง 4 วันเต็ม (ตั้งแต่เสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ – อังคารที่ 3 มีนาคม)
-
แม้จะเป็นวันหยุดราชการ แต่บริการขนส่งเอกชนและไปรษณีย์ไทย (ปณท.) ไม่หยุดทำการ และยังคงเปิดให้บริการรับ-ส่งพัสดุตามปกตินะครับ
ความสำคัญของ “วันมาฆบูชา” ที่ชาวพุทธต้องรู้
วันมาฆบูชา เดิมเรียกว่า “มาฆปุณณมี” ถือเป็นวันพระใหญ่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งทางพระพุทธศาสนา เนื่องจากมีเหตุการณ์อัศจรรย์เกิดขึ้นพร้อมกัน 4 ประการ หรือที่เรียกว่า “จาตุรงคสันนิบาต”
-
ตรงกับวันเพ็ญ เดือน 3: พระจันทร์เต็มดวงเสวยมาฆฤกษ์
-
การประชุมโดยมิได้นัดหมาย: พระภิกษุสงฆ์จำนวน 1,250 รูป เดินทางมาประชุมพร้อมกัน ณ วัดพระเวฬุวนาราม โดยมิได้มีการนัดหมายกันล่วงหน้า
-
ล้วนเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา: พระภิกษุสงฆ์ทั้งหมดเป็นผู้ที่ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง
-
ล้วนเป็นพระอรหันต์: พระภิกษุที่มารวมตัวกันทั้งหมดล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา 6
ในวันอันศักดิ์สิทธิ์นี้ พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดง “โอวาทปาติโมกข์” ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจหลักของพระพุทธศาสนา โดยมีหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ การละเว้นจากการทำบาปทั้งปวง, การทำความดีให้ถึงพร้อม และการทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส

ย้อนตำนาน พระภิกษุสงฆ์ 1,250 รูป เดินทางมาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ประมาณ 9 เดือน พระองค์ได้เสด็จจาริกไปแสดงธรรมตามเมืองต่างๆ และได้โปรดนักบวชกลุ่มใหญ่จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์และขอบวชในพระพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงบวชให้ด้วยพระองค์เอง (เอหิภิกขุอุปสัมปทา) โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก
-
กลุ่มชฎิล 3 พี่น้อง และบริวาร (1,000 รูป) เดิมเป็นนักบวชบูชาไฟ พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดจนละทิ้งความเชื่อเดิมและขอบวช
-
กลุ่มบริวารของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ (250 รูป) เดินทางมาขอบวชหลังจากได้ฟังธรรมและเลื่อมใสในคำสอน
จุดกำเนิดความอัศจรรย์ วันเพ็ญเดือน 3
ณ เวลานั้น พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่ วัดพระเวฬุวนาราม (วัดตระกูลไม้ไผ่ ซึ่งเป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา) ในกรุงราชคฤห์
เมื่อถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 พระภิกษุทั้ง 1,250 รูป ต่างแยกย้ายกันไปปฏิบัติธรรมและเผยแผ่ศาสนาในสถานที่ต่างๆ แต่ด้วยเหตุปัจจัย 2 ประการ ทำให้ท่านเดินทางกลับมาพบกันโดยไม่ได้นัดหมายล่วงหน้า
กล่าวคือ ในสมัยนั้น เมื่อถึงวันอุโบสถ (วันเพ็ญเต็มดวง) พระสาวกมักจะเดินทางมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อแสดงความเคารพและรับฟังพระธรรมเทศนา
ในอีกด้าน พระภิกษุทั้ง 1,250 รูป ล้วนบรรลุเป็น พระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา 6 (มีตาทิพย์ หูทิพย์ ญาณหยั่งรู้ ฯลฯ) ท่านจึงทราบด้วยญาณของตนเองว่าวันนี้เป็นวันเพ็ญเดือน 3 สมควรแก่กาลที่จะไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา
จุดสูงสุด การประทาน “โอวาทปาติโมกข์”
เมื่อพระภิกษุอรหันต์ทั้ง 1,250 รูป ซึ่งล้วนเป็นผู้ที่พระพุทธเจ้าบวชให้ (เอหิภิกขุอุปสัมปทา) เดินทางมารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียง ณ วัดพระเวฬุวนาราม เกิดเป็นมหาสันนิบาตที่เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต การประชุมที่ประกอบด้วยองค์ 4
พระพุทธเจ้าทรงเห็นเป็นโอกาสอันดีที่มีพระสาวกมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก พระองค์จึงทรงแสดง “โอวาทปาติโมกข์”ท่ามกลางมหาสมาคมสงฆ์ เพื่อวางรากฐานและกำหนดอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือ:
-
การไม่ทำบาปทั้งปวง
-
การทำกุศลให้ถึงพร้อม
-
การทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส

กิจกรรมที่พุทธศาสนิกชนพึงปฏิบัติ
เพื่อความเป็นสิริมงคลและสืบสานพระพุทธศาสนา พุทธศาสนิกชนนิยมทำกิจกรรมต่างๆ ดังนี้
-
ช่วงเช้า: ตื่นแต่อเช้าเพื่อทำบุญตักบาตร ไปวัดเพื่อฟังพระธรรมเทศนา รักษาศีล (ศีล 5 หรือ ศีล 8) และเจริญสมาธิภาวนา
-
ช่วงเย็น/ค่ำ: ร่วมพิธี “เวียนเทียน” รอบพระอุโบสถ โดยเดินเวียนขวา 3 รอบ พร้อมระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ
-
ตลอดทั้งวัน: งดเว้นจากอบายมุข เครื่องดองของเมา และการทำบาปทั้งปวง เพื่อชำระจิตใจให้บริสุทธิ์
5 วัดดังในกรุงเทพฯ ชวนสายบุญทำบุญ-เวียนเทียน รับสิริมงคล วันมาฆบูชา 2569
1. วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร
พระอารามหลวงงดงามด้วยสถาปัตยกรรมไทยผสมผสานตะวันตก สร้างด้วยหินอ่อนจากประเทศอิตาลีทั้งหลัง จนชาวต่างชาติรู้จักกันในชื่อ “The Marble Temple”
บรรยากาศในช่วงค่ำที่มีการเวียนเทียน แสงเทียนจะตกกระทบกับผนังหินอ่อนของพระอุโบสถ เกิดเป็นภาพที่งดงาม อบอุ่น และเงียบสงบอย่างยิ่ง
การเดินทาง เดินทางโดยรถประจำทางสาย 5 ลงป้ายหน้าวัดเบญจฯ ได้เลย หรือลงรถไฟฟ้า BTS สถานีพญาไท แล้วต่อรถแท็กซี่หรือตุ๊กตุ๊กมายังวัดได้อย่างสะดวก
2. วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร (ภูเขาทอง)
แลนด์มาร์กสำคัญทางประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ ที่มี “พระบรมบรรพต” หรือเจดีย์ภูเขาทองตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมือง เดินขึ้นบันได 344 ขั้น เพื่อไปกราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุที่ประดิษฐานอยู่ด้านบน พร้อมร่วมเวียนเทียนและรับลมเย็นๆ ชมวิวทิวทัศน์ของเกาะรัตนโกสินทร์ยามค่ำคืน
การเดินทาง นั่งรถไฟฟ้า MRT ลงสถานีสามยอด แล้วเดินเท้าต่อประมาณ 15 นาที หรือโดยสารเรือคลองแสนแสบมาขึ้นที่ท่าผ่านฟ้าลีลาศ
3. วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร
วัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองที่มี “เสาชิงช้า” ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า ภายในพระวิหารหลวงประดิษฐานพระศรีศากยมุนี พระพุทธรูปหล่อด้วยสำริดขนาดใหญ่ที่อัญเชิญมาจากสุโขทัย
ไฮไลต์วันมาฆบูชา พื้นที่รอบพระวิหารและพระอุโบสถมีความกว้างขวาง ทำให้การเดินเวียนเทียนเป็นไปอย่างสงบ สำรวม และได้ซึมซับความขลังของสถาปัตยกรรมยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์
-
การเดินทาง: นั่งรถไฟฟ้า MRT ลงสถานีสามยอด (ทางออก 3) แล้วเดินผ่านสวนรมณีนาถมายังวัดได้สบายๆ
4. วัดบวรนิเวศวิหาร ราชวรวิหาร
พระอารามหลวงชั้นเอกที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อราชวงศ์จักรี ภายในพระอุโบสถประดิษฐาน “พระพุทธชินสีห์” และ “พระศาสดา” ซึ่งงดงามและเปี่ยมไปด้วยพุทธานุภาพ
เป็นวัดที่พุทธศาสนิกชนนิยมไปรักษาศีล ฟังพระธรรมเทศนา และเวียนเทียนกันอย่างเนืองแน่น บรรยากาศภายในวัดร่มรื่นและเป็นระเบียบเรียบร้อย เหมาะแก่การเจริญสมาธิภาวนา
การเดินทาง: รถประจำทาง หรือหากนำรถยนต์ส่วนตัวมา สามารถนำไปจอดได้ที่อาคารจอดรถของ กทม. (บางลำพู) แล้วเดินเท้ามายังวัด
5. วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร (วัดแจ้ง)
สัญลักษณ์ของประเทศไทยที่โด่งดังไปทั่วโลก ด้วยพระปรางค์ประดับกระเบื้องเคลือบสีสันสวยงามที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา
ไฮไลต์วันมาฆบูชา การได้ร่วมเวียนเทียนรอบองค์พระปรางค์ในยามค่ำคืน ซึ่งทางวัดจะมีการประดับไฟสว่างไสว ตัดกับฉากหลังที่เป็นแม่น้ำเจ้าพระยา ถือเป็นประสบการณ์ทำบุญที่ทั้งอิ่มใจและได้ภาพความประทับใจกลับไปแน่นอน
การเดินทาง: MRT สายสีน้ำเงิน สถานีสนามไชย (ทางออก 1) เดินเลี้ยวซ้ายไปท่าเรือท่าเตียนเพื่อข้ามฟาก หรือลง สถานีอิสรภาพ (ทางออก 2) แล้วต่อรถ/วินมอเตอร์ไซค์ไปวัด
ติดตาม The Thaiger บน Google News:





