ชายจีนคลั่ง ไม่ต้องรับโทษ “ตัดหัว-กินคนบนรถบัส” อ้างหูแว่วพระเจ้าสั่งให้ทำ ครอบครัวเหยื่อทำใจไม่ได้

ปล่อยตัวเป็นอิสระ มือมีดกินคนบนรถบัสแคนาดา หลังอ้างหูแว่วเป็นคำสั่งพระเจ้าให้ปราบเอเลี่ยน ครอบครัวเหยื่อทำใจไม่ได้ หลังฆาตกรได้รับอนุญาตให้ใช้ชีวิตตามปกติในชุมชนโดยไม่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุม
สำนักข่าวแคนาดา รายงาน เหตุการณ์สะเทือนขวัญ เกิดขึ้นบนรถประจำทางสายเกรย์ฮาวด์มุ่งหน้าสู่เมืองวินนิเพก ประเทศแคนาดา กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หลังนายวินเซนต์ เว่ยอวง หลี ผู้ก่อเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องด้วยการตัดศีรษะและกินชิ้นส่วนมนุษย์ ได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระอย่างสมบูรณ์ ได้ใช้ชีวิตในฐานะบุคคลทั่วไป พร้อมเปลี่ยนชื่อใหม่
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ปี 2008 นายทิม แมคเลน ชายวัย 22 ปี ซึ่งกำลังเดินทางไปหาแฟนสาวที่กำลังตั้งครรภ์ ถูกนายหลีใช้มีดขนาดใหญ่กระหน่ำแทงบริเวณคอและหน้าอกขณะกำลังนอนหลับอยู่บนเบาะหลังของรถบัส ท่ามกลางสายตาของผู้โดยสารจำนวนมากที่ต้องวิ่งหนีตายลงจากรถด้วยความหวาดกลัว

พยานในเหตุการณ์ระบุว่า หลังจากลงมือฆ่านายแมคเลนแล้ว นายหลีได้ตัดศีรษะของเหยื่อออกมาโชว์ให้ผู้ที่อยู่ด้านนอกรถดู ก่อนจะเริ่มกินชิ้นส่วนร่างกายของเหยื่อ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมตัวหลังจากปิดล้อมนานกว่า 5 ชั่วโมง พบชิ้นส่วนหู ลิ้น และจมูกของเหยื่ออยู่ในกระเป๋าเสื้อผ้าของนายหลี ขณะที่อวัยวะสำคัญอย่างหัวใจและดวงตาหายไป ซึ่งพนักงานสอบสวนเชื่อว่าถูกผู้ก่อเหตุกินเข้าไป
ในการพิจารณาคดีเมื่อปี 2009 ศาลตัดสินว่านายหลีไม่ต้องรับผิดทางอาญาเนื่องจากมีอาการป่วยทางจิตขั้นรุนแรง นายหลีให้การว่าเขาได้ยินเสียงจากพระเจ้าสั่งให้เขาทำภารกิจกอบกู้โลกจากสิ่งมีชีวิตนอกโลก และเชื่อว่านายแมคเลนคือเอเลี่ยนที่ต้องถูกกำจัด เขาจึงถูกส่งตัวไปรักษาที่ศูนย์สุขภาพจิตเซลเคิร์ก

นางแครอล เดอเดลลีย์ แม่ของเหยื่อ แสดงความไม่พอใจต่อกระบวนการยุติธรรม ระบุว่าไม่ว่านายหลีจะมีอาการทางจิตหรือไม่ แต่ข้อเท็จจริงคือเขาเป็นผู้ลงมือก่อเหตุอย่างโหดเหี้ยมกับลูกชายของเธอ ขณะที่พ่อของเหยื่อยอมรับว่าครอบครัวยังคงต้องเผชิญกับความเจ็บปวด ไม่สามารถทำใจกับความสูญเสียครั้งนี้ได้
ปัจจุบัน นายหลีเปลี่ยนชื่อเป็น นายวิลล์ ลี เบเกอร์ ได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวอย่างสมบูรณ์ โดยเขาสามารถใช้ชีวิตอย่างเป็นอิสระในชุมชนที่รัฐมานิโตบา ไม่ต้องเข้ารับการประเมินประจำปีหรืออยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่อีกต่อไป
ติดตาม The Thaiger บน Google News:



