ทำไมผู้หญิงมุสลิมบางคนปิดหน้า บางคนแค่คลุมผม? ฮิญาบ นิกอบ บุรกา ต่างกันอย่างไร

ปิดหน้าหรือแค่คลุมผม? เจาะลึกเหตุผลที่ผู้หญิงมุสลิมแต่งกายไม่เหมือนกัน ฮิญาบ นิกอบ บุรกา ต่างกันอย่างไร เปิดคำตอบผ่านการตีความคัมภีร์กุรอาน อิทธิพลจากสำนักนิติศาสตร์ และบริบทวัฒนธรรมที่แตกต่างกันทั่วโลก
ภาพที่คนไทยคุ้นเคยคือผู้หญิงมุสลิมสวมผ้าคลุมผมสีสันสดใส แต่บางครั้งเราอาจเห็นการปิดหน้ามิดชิดจนเหลือแต่ดวงตา คำถามคือ ทำไมถึงแตกต่างกันทั้งที่นับถือศาสนาเดียวกัน? คำตอบนี้ไม่ได้มีเพียงข้อเดียว แต่คือการผสมผสานระหว่าง ศรัทธา และ วิถีชีวิต
จุดเริ่มต้นจากการตีความคัมภีร์
ต้นทางของเรื่องนี้อยู่ในคัมภีร์กุรอาน ซึ่งนักวิชาการส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าผู้หญิงควรปกปิดร่างกายต่อหน้าคนแปลกหน้า แต่ในคัมภีร์ไม่ได้ใช้คำว่า ฮิญาบ ในความหมายของเสื้อผ้าโดยตรง แต่ใช้คำว่า ญิลบาบ (ชุดคลุมยาว) และ คิมาร์ (ผ้าคลุมศีรษะ)
ความไม่ชัดเจนของตัวบทนี้เองที่เปิดช่องให้ 4 สำนักนิติศาสตร์อิสลามหลักมองต่างกัน โดยสายฮานาฟี, มาลิกี, และชาฟิอี มองว่าการปิดหน้าเป็นเพียงสิ่งที่ แนะนำ (เปิดหน้าและมือได้) ส่วนสายฮันบาลี มองว่าการปิดหน้าเป็น ข้อบังคับ ดังนั้น การปิดหน้าหรือเปิดหน้าจึงไม่ใช่ความขัดแย้ง แต่เป็นจุดยืนตามแนวทางที่แต่ละคนยึดถือ
ผ้าคลุมแต่ละแบบ…เรียกว่าอะไรบ้าง?
เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น เราสามารถแยกประเภทผ้าคลุมที่นิยมใช้ทั่วโลกได้ดังนี้
- ฮิญาบ (Hijab) ผ้าคลุมศีรษะและลำคอ เปิดใบหน้า (พบมากที่สุดทั่วโลก)
- ตูดุง (Tudung) ฮิญาบสไตล์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ไทย, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย) เน้นความสดใสและเข้ากับชุดมาตรฐาน
- นิกอบ (Niqab) ปิดใบหน้า เหลือเพียงดวงตา มักเป็นสีดำ
- บุรกา (Burqa) ปิดมิดชิดทั้งตัวและดวงตา (มีตาข่ายบางๆ ให้มองเห็น) พบมากในอัฟกานิสถาน
- ชาดอร์ (Chador) ผ้าคลุมยาวครึ่งวงกลมที่ต้องใช้มือจับประคองไว้ พบมากในอิหร่าน
พลังของวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ศาสนากำหนดกรอบ แต่วัฒนธรรมท้องถิ่นกำหนด สไตล์
ซาอุดีอาระเบีย อิทธิพลจากสายซาลาฟีทำให้ นิกอบ เป็นที่นิยมถึง 63% ตุรกีและเลบานอน มีความหลากหลายสูง ตั้งแต่คลุมฮิญาบไปจนถึงไม่คลุมเลย
ที่น่าสนใจคือ การคลุมผมไม่ได้เริ่มที่อิสลาม ประวัติศาสตร์ย้อนไปถึง 2,500 ปีก่อนคริสตกาล ในสังคมกรีกและเปอร์เซียโบราณ ผ้าคลุมคือสัญลักษณ์ของ ผู้หญิงชั้นสูง จนกระทั่งปี 1979 หลังการปฏิวัติในอิหร่าน กระแสการกลับมาสวมผ้าคลุมจึงแพร่หลายไปทั่วโลกเพื่อแสดงอัตลักษณ์ทางศาสนา
ประเด็นสำคัญที่สุดคือ สำหรับผู้หญิงมุสลิมจำนวนมาก การสวมฮิญาบหรือนิกอบคือ สิทธิในการเลือก หลายคนอธิบายว่ามันคือเครื่องเตือนใจถึงความศรัทธาและความสุภาพ (Modesty) ในโลกที่เต็มไปด้วยการตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอก
ไม่มีคำตอบเดียวที่ถูกต้องที่สุด
การแต่งกายที่หลากหลายคือผลลัพธ์จากการตีความทางศาสนา บริบทสังคม และการตัดสินใจส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นตูดุงสีหวานของสาวไทย หรือนิกอบสีเข้มของสาวอาหรับ ทั้งหมดคือความงดงามของความเชื่อที่ไม่มีสูตรสำเร็จเพียงหนึ่งเดียว
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ชำแหละ 5 เหตุผล คนอิหร่าน ไม่ลุกฮือล้มรัฐอิสลาม ตามคำยุ “ทรัมป์”
- 10 ประเทศ มุสลิมอาศัยมากที่สุดในโลก อาเซียนติดอันดับด้วย
- สรุป “ประท้วงอิหร่าน” คนอดอยากลงถนน ลามล้มระบอบรัฐอิสลาม เกิดอะไรขึ้นบ้าง
ข้อมูลจาก : กระทรวงการต่างประเทศ, ASMA LAMRABET, The Islamic Obligation of Niqab: Understanding Face Covering in Islam
ติดตาม The Thaiger บน Google News:



