รู้จัก ภาวะเด็กร้องไห้กลั้น คืออะไร รับมือและป้องกันอย่างไร

อย่าปล่อยให้ลูกร้องไห้จนตัวแข็ง หน้าเขียว ทำความเข้าใจ ภาวะร้องไห้กลั้น ในเด็กเล็ก เกิดจากสาเหตุอะไร มีวิธีรับมือกับอาการอย่างไรบ้าง
คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจเคยตกใจและเป็นกังวล เมื่อลูกน้อยร้องไห้เสียงดัง โวยวาย แล้วเกิดอาการตัวแข็ง หน้าเขียว หรือถึงขั้นหมดสติไปชั่วขณะ อาการเหล่านี้เรียกว่า “ภาวะร้องไห้กลั้น” หรือ Breath-Holding Spells (BHS) ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก สร้างความตกใจให้ผู้ปกครองไม่น้อย แต่แท้จริงแล้ว ภาวะร้องไห้กลั้นคืออะไร? อันตรายหรือไม่? และเราควรรับมือกับภาวะนี้อย่างไร? ในบทความนี้จะมาอธิบายทุกข้อสงสัย เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจ และรับมือกับภาวะร้องไห้กลั้นได้อย่างถูกต้อง
เด็กร้องไห้กลั้น คืออะไร?
ภาวะร้องไห้กลั้น (Breath-Holding Spells) คือ ภาวะที่เด็กหยุดหายใจชั่วขณะ โดยไม่ได้ตั้งใจ มักเกิดขึ้นจากการกระตุ้นด้วยอารมณ์ เช่น ตกใจ โกรธ เสียใจ เจ็บปวด หรือแม้แต่การถูกขัดใจ เมื่อเด็กร้องไห้ การหายใจจะเปลี่ยนแปลงไป และในเด็กบางคน อาจเกิดการตอบสนองที่มากเกินไป จนนำไปสู่อาการร้องไห้กลั้นได้
อาการของเด็กร้องไห้กลั้น
อาการร้องไห้กลั้น สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ตามลักษณะสีผิวที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนี้
1.ภาวะร้องไห้กลั้นชนิดเขียว (Cyanotic Breath-Holding Spells)
เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด เด็กจะมีอาการ ร้องไห้เสียงดัง หายใจเร็วและแรง ตามด้วย หยุดหายใจ ริมฝีปากและผิวหนังเริ่มเขียวคล้ำ หมดสติ และ ตัวอ่อนปวกเปียก อาการมักเกิดขึ้นภายในไม่กี่วินาทีถึงหนึ่งนาที และเด็กจะกลับมาหายใจและรู้สึกตัวได้เอง โดยไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ หลงเหลือ
2. ภาวะร้องไห้กลั้นชนิดซีด (Pallid Breath-Holding Spells)
พบได้น้อยกว่าชนิดเขียว มักเกิดจากความเจ็บปวด ตกใจ หรือกลัว เด็กจะมีอาการ หน้าซีด เหงื่อออก หมดสติ และ ตัวอ่อนปวกเปียก โดยไม่มีอาการร้องไห้ หรือร้องไห้เพียงเล็กน้อย อาการจะคล้ายกับชนิดเขียว คือเกิดขึ้นชั่วครู่และเด็กจะฟื้นตัวได้เอง
ภาวะร้องไห้กลั้น อันตรายหรือไม่?
แม้ว่าอาการร้องไห้กลั้นจะดูน่าตกใจ แต่โดยทั่วไปแล้ว ภาวะนี้ไม่อันตราย และ ไม่ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็กในระยะยาว เนื่องจากอาการหยุดหายใจเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ และเด็กจะกลับมาหายใจได้เอง สมองจึงไม่ได้รับผลกระทบจากการขาดออกซิเจนอย่างถาวร ภาวะร้องไห้กลั้น มักหายได้เองเมื่อเด็กโตขึ้น โดยส่วนใหญ่จะหายไปเมื่ออายุประมาณ 4-5 ปี
อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี อาการร้องไห้กลั้นอาจเกิดขึ้น บ่อยครั้ง รุนแรง หรือ มีอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ชัก เกร็ง หรือ หมดสติเป็นเวลานาน ในกรณีเหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม และแยกโรคอื่น ๆ ที่มีอาการคล้ายคลึงกัน เช่น โรคลมชัก โรคหัวใจ หรือภาวะขาดธาตุเหล็ก
สาเหตุของภาวะร้องไห้กลั้น
สาเหตุที่แท้จริงของภาวะร้องไห้กลั้นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับ การทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติที่ยังไม่สมบูรณ์ในเด็กเล็ก และ ปัจจัยทางพันธุกรรม เด็กที่มีประวัติครอบครัวเป็นภาวะร้องไห้กลั้น มีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะนี้ได้มากกว่าเด็กทั่วไป นอกจากนี้ ภาวะขาดธาตุเหล็ก ก็อาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดภาวะร้องไห้กลั้นได้เช่นกัน
เมื่อลูกร้องไห้กลั้น พ่อแม่ควรทำอย่างไร?
เมื่อลูกน้อยมีอาการร้องไห้กลั้น คุณพ่อคุณแม่ควรตั้งสติ และปฏิบัติดังนี้
- ใจเย็นและควบคุมอารมณ์ แม้จะตกใจ แต่คุณพ่อคุณแม่ต้อง อย่าตื่นตระหนก เพราะความตื่นตระหนกของคุณ อาจทำให้เด็กรู้สึกกังวลและตกใจมากขึ้น
- จัดท่าให้เด็กนอนตะแคง เพื่อป้องกันการสำลัก หากมีอาเจียน
- สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด สังเกตสีผิว การหายใจ และ ระยะเวลา ของอาการ โดยทั่วไป อาการจะดีขึ้นเองภายในเวลาไม่นาน
- อย่าเขย่าตัวเด็ก เพราะอาจเป็นอันตราย และไม่ช่วยให้อาการดีขึ้น
- เมื่อเด็กกลับมาหายใจและรู้สึกตัว ปลอบโยนด้วยความอ่อนโยน กอด พูดคุยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เพื่อให้เด็กรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่น
- พยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจกระตุ้นให้เด็กร้องไห้รุนแรง หรือเกิดอารมณ์เสีย หากิจกรรมที่เบี่ยงเบนความสนใจ หรือหากิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็ก
- ปรึกษาแพทย์ หากอาการร้องไห้กลั้นเกิดขึ้น บ่อยครั้ง รุนแรง มีอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย หรือ คุณพ่อคุณแม่มีความกังวล ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับคำแนะนำที่เหมาะสม
การป้องกันภาวะร้องไห้กลั้น
แม้ว่าภาวะร้องไห้กลั้นจะไม่สามารถป้องกันได้โดยตรง แต่คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยลดความถี่และความรุนแรงของอาการได้ โดย
1.สร้างสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นและปลอดภัย ให้เด็กรู้สึก มั่นคงทางจิตใจ ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด และ อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลาย
2. ส่งเสริมพัฒนาการทางอารมณ์ ฝึกให้เด็กเรียนรู้การจัดการอารมณ์ สอนให้รู้จักการแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสม และ ส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหา
3. ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง: ให้เด็กรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงภาวะขาดธาตุเหล็ก
ภาวะร้องไห้กลั้น เป็นภาวะที่น่าตกใจ แต่โดยทั่วไป ไม่อันตราย และ หายได้เองเมื่อเด็กโตขึ้น คุณพ่อคุณแม่ควรทำความเข้าใจธรรมชาติของภาวะนี้ ตั้งสติ สังเกตอาการ และ ให้การดูแลที่เหมาะสม หากมีความกังวล หรืออาการผิดปกติ อย่าลังเลที่จะปรึกษาแพทย์ เพื่อให้ลูกน้อยได้รับการดูแลที่ดีที่สุดครับ
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- รู้จักโรค MLD เปิดสาเหตุ-วิธีรักษา ป้องกันภัยเงียบคร่าชีวิตเด็ก
- หมอแนะนำ 5 วิธีลดความดันโลหิต แบบไม่พึ่งยา ทำตามนี้ 3 เดือนเห็นผล
- หมอเจด แนะ 5 วิธี ลดอาการกรดไหลย้อนเรื้อรัง ไม่หายขาด ทำตามนี้
อ้างอิง: synphaet, childrenhospital