ตัดเกรด 11 นักเตะ หลังเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ลิเวอร์พูล 1-2 แมนซิตี้
เจาะลึกความปราชัยที่แอนฟิลด์ เมื่อ “ความวู่วาม” ของอลิสซอนพังงานเลี้ยง และลูกนิ่งสุดสวยของโซบอสไลกลายเป็นเพียงของขวัญที่ไร้ค่า
ในเกมระดับบิ๊กแมตช์ที่บทสรุปช่างโหดร้ายเมื่อคืนดึกที่ผ่านมา (8 ก.พ.) สำหรับพลพรรค “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล เมื่อพวกเขาปล่อยชัยชนะให้หลุดมือในช่วง 10 นาทีสุดท้าย ส่งผลให้สถานการณ์ลุ้นท็อปโฟร์กับ “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” และเชลซี เริ่มสั่นคลอน ขณะที่ฝั่ง “เรือใบสีฟ้า” แมนฯ ซิตี้ ของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือสแปนิชพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า อย่าเพิ่งรีบกาชื่อพวกเขาออกจากเส้นทางลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกปี 2026 นี้เป็นอันขาด
ลิเวอร์พูล 1-2 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ผู้ทำประตู : 1-0 โดมินิก โซบอสไล (75′), 1-1 แบร์นาร์โด้ ซิลวา (83′), 1-2 เออร์ลิง ฮาลันด์ (90+4′ จุดโทษ)

ตัดเกรดขุนพลเรดแมชชีน บทเรียนราคาแพง “อลิสซอน”
อลิสซอน เบ็คเกอร์ (4/10) – เริ่มต้นเกมด้วยความนิ่ง ป้องกันลูกอันตรายจากฮาลันด์และเซเมนโย่ได้ดี แต่ทว่า “ความวู่วาม” ในช่วงท้ายเกมที่ไปรวบ มาเตอุส นูเนส จนเสียจุดโทษคือจุดเปลี่ยนที่ทำลายทุกอย่าง รวมถึงจังหวะทิ้งประตูตัวเองขึ้นไปเล่นเกมรุกจนเกือบโดนยิงสวนจากครึ่งสนาม
โดมินิก โซบอสไล (7/10) – สวมบทฮีโร่ด้วยฟรีคิกสุดมหัศจรรย์ที่โค้งหนีมือดอนนารุมม่าชนเสาเข้าประตูไปอย่างหมดจด แต่ในทางกลับกัน ความอ่อนประสบการณ์ในบทบาทแบ็กขวาจำเป็น ทำให้เขาเช็กไลน์พลาดจนแบร์นาร์โด้หลุดเข้าไปตีเสมอ ก่อนจะจบวันอันแสนวุ่นวายด้วยใบแดงในจังหวะสุดท้าย

อิบราฮิมา โกนาเต้ (6/10) – คุมเกมรับได้แน่นหนาในหลายจังหวะ ทว่าพลาดท่าปล่อยให้ฮาลันด์เบียดชนะลูกกลางอากาศจนเป็นที่มาของประตูตีเสมอ
เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค (6/10) – แม้จะโดนใบเหลืองจากการหยุด “ฮาแลนด์” แต่ภาพรวมยังคงเป็นปราการหลังที่เยือกเย็นและจัดการกับหัวหอกชาวนอร์เวย์ได้อยู่หมัดเกือบตลอดทั้งเกม
ไรอัน กราเฟนแบร์ค (6/10) – มีอาการลนลานในช่วงต้นเกมและปล่อยให้แบร์นาร์โด้มีพื้นที่เล่นมากเกินไป แต่ยกระดับตัวเองขึ้นมาได้ดีในครึ่งหลังด้วยการลากตะลุยจากแดนกลาง
อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ (7/10) – แม้ครึ่งแรกจะบทบาทน้อยไปนิด แต่ทุกครั้งที่บอลอยู่ที่เท้าเขามักจะมีลูกจ่ายที่เหนือชั้นเสมอ เกือบกลายเป็นผู้กอบกู้ในช่วงท้ายถ้าลูกยิงแฉลบไม่ถูกดอนนารุมม่าซูเปอร์เซฟไว้ได้
ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ (7/10) – โดดเด่นที่สุดในแผงรุก การสัมผัสบอลและวิสัยทัศน์ของเขาสร้างโอกาสให้ทีมได้มากมาย แต่น่าเสียดายที่บรรดาแนวรุกรอบข้างกลับจบสกอร์ไม่ได้เอง
โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (5/10) – ใช้ความเร็วปั่นป่วนแนวรับซิตี้ได้ดี แต่พื้นที่สุดท้ายทั้งการจ่ายและยิงในวันนี้กลับต่ำกว่ามาตรฐานที่เคยทำไว้

อูโก้ เอกิติเก้ (4/10) – พยายามไล่กดดันสูงได้ดี แต่จังหวะชี้เป็นชี้ตายกลับทิ้งโอกาสทองไปถึง 2 ครั้ง โดยเฉพาะลูกโหม่งเหน่งๆ จากการครอสของ “ซาลาห์” ที่หลุดกรอบไปอย่างไม่น่าเชื่อ

โคดี้ กัคโป (4/10) – เป็นอีกหนึ่งเกมที่น่าผิดหวังสำหรับเขา แทบไม่สามารถสร้างความลำบากใจให้ “มาเตอุส นูเนส” ได้เลย แถมยังเสียตำแหน่งล้ำหน้าบ่อยครั้งจนน่าหงุดหงิด

ตัดเกรดผลงาน 11 นักเตะแมนฯ ซิตี้
จานลุยจิ ดอนนารุมม่า (8/10) – แม้จะมีจังหวะหวาดเสียวจากการออกมาตัดบอลพลาดจนเกือบโดนซาลาห์ฉวยโอกาส แต่เขาก็แก้ตัวด้วยการชกบอลทิ้งในจังหวะอันตรายก่อนที่เอกิติเก้จะเข้าถึง และที่ต้องจารึกไว้คือการเซฟลูกยิงสุดสวยของแม็ค อัลลิสเตอร์ ซึ่งกล้าพูดได้เต็มปากว่านี่คือ เซฟของซีซั่นอย่างแท้จริง
มาเตอุส นูเนส (8/10) – โดดเด่นทั้งรุกและรับ จัดการกับความน่ารำคาญของ “กัคโป” ได้อยู่หมัด แถมยังจ่ายบอลถวายพานให้มาร์มูชเกือบทำประตูได้ และที่สำคัญที่สุดคือความขยันในช่วงท้ายเกมที่ดันสูงจนไปเรียกจุดโทษตัดสินเกมมาได้สำเร็จ
อับดูโคดีร์ คูซานอฟ (7/10) – เริ่มต้นเกมด้วยอาการประหม่าอย่างเห็นได้ชัด แต่หลังจากนั้นเขายกระดับตัวเองขึ้นมาได้อย่างน่าทึ่ง มีความมั่นใจในการพาบอลขึ้นหน้าและเปลี่ยนแกนการเล่นได้ดี น่าเสียดายที่ต้องถูกเปลี่ยนตัวออกจากการกระทบกระเทือนทางศีรษะ (Concussion) ในครึ่งหลัง
มาร์ค เกอี (8/10) – แสดงให้เห็นถึงคลาสในการเล่นเกมรับระดับท็อป การอ่านเกมตัดบอลและเข้าบล็อกลูกยิงของเวียร์ตซ์ทำได้อย่างเด็ดขาด แม้จะโดนใบเหลืองจากจังหวะตัดฟาวล์ซาลาห์ แต่เขาก็พิสูจน์ให้ทีมที่เกือบจะได้ตัวเขาไปเมื่อช่วงซัมเมอร์เห็นว่า “ของจริง” เป็นอย่างไร
รายาน ไอต์-นูรี (8/10) – พัฒนาการของเขาน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง วันนี้เขาครองสัมปทานฝั่งซ้ายได้อย่างเบ็ดเสร็จ มีจังหวะเติมเกมรุกที่ชาญฉลาดและรวดเร็วพอที่จะกลับมาซ้อนเกมสวนกลับของลิเวอร์พูลได้ทุกครั้ง
แบร์นาร์โด้ ซิลวา (9/10) – (MAN OF THE MATCH) นี่คือผลงานระดับปรมาจารย์ เขาวิ่งพล่านไปทั่วสนามเหมือนมีปอดสี่ข้าง มีส่วนสำคัญทั้งการเข้าแย่งบอลจากซาลาห์ และการเชื่อมเกมในแดนกลาง ก่อนจะจบด้วยการสอดเข้าไปยิงประตูตีเสมอที่ปลุกวิญญาณให้ทีมกลับสู่เกม
โรดรี้ (7/10) – กลับมาเป็นร่างทองที่คุมจังหวะเกมได้อย่างเยือกเย็น ปิดพื้นที่ไม่ให้เวียร์ตซ์มีอิสระในการเล่น และเป็นคนเริ่มสร้างโอกาสทองให้ “ฮาลันด์” ในช่วงครึ่งแรก

นิโก้ โอเรลลี (7/10) – ใช้ความแข็งแกร่งทางร่างกายให้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เขาเป็นฐานที่มั่นคงในแดนกลางร่วมกับโรดรี้ ช่วยให้ซิตี้ชิงความได้เปรียบและพลิกสถานการณ์กลับมามีชัย
โอมาร์ มาร์มูช (5/10) – มีการเคลื่อนที่ที่น่าสนใจในช่วงต้นเกม แต่ต้องยอมรับว่าวันนี้โดน “โกนาเต้” เบียดจนเล่นไม่ออกในหลายจังหวะสำคัญ สุดท้ายโดนเปลี่ยนตัวออกเพื่อให้แชร์กี้ลงมาเติมมิติใหม่
เออร์ลิง ฮาลันด์ (8/10) – แม้จะเจอความอึดอัดในครึ่งแรก แต่เขาก็ไม่เคยถอดใจ การโหม่งชงให้แบร์นาร์โด้ทำประตูตีเสมอคือจุดเปลี่ยนสำคัญ และการสังหารจุดโทษอย่างเยือกเย็นในช่วงทดเจ็บคือการประกาศชัยชนะที่เด็ดขาด
อองตวน เซเมนโย่ (6/10) – แม้จะมีโอกาสหลุดไปยิงแล้วทำได้ไม่ดีพอในช่วงครึ่งหลัง แต่ความมุ่งมั่นและการลากตะลุยไปกับบอลของเขาก็ช่วยกดดันแนวรับลิเวอร์พูลให้ต้องพะวงอยู่ตลอดทั้งเกม
ที่มา : Goal.com



อ่านข่าวเพิ่มเติม
- บ่อนถูกกฎหมายอังกฤษเปิดราคา กุนซือสเปอร์ส-ลิเวอร์พูล เต็งจ๋าถูกเด้งคนต่อไป
- นายกฯ อังกฤษ ขอโทษ ยอมรับโง่เชื่อคำโกหก แมนเดลสัน ปมฉาวเอปสตีน
- คุกกี้อาเซนอลเป็นเหตุ! อินฟลูสาวขอโทษปมดราม่าเดือด หลังผลบอลปืนโตแพ้ แมนฯ ยู
ติดตาม The Thaiger บน Google News:



