ถกสนั่น! แม่ขอไตลูก แลกเงิน 5,000 ไม่อยากฟอกไต “ทำบุญให้แม่ได้มั้ย”

ไวรัลสะเทือนใจ! แม่ส่งแชตขอไตลูก แลกเงินเดือน 5,000 บาท อ้างอยากทำงานต่อ แบบทดสอบความกตัญญู
กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์ มีการแชร์ภาพหน้าจอแชตสนทนา เผยให้เห็นข้อความจากผู้เป็นแม่ ทักมาขอร้องให้ลูกบริจาคไตให้ตนเอง
จากภาพหน้าจอแชตเวลา 07:38 น. แสดงให้เห็นข้อความที่แม่ส่งหาลูกชื่อ “เบส” ว่า “เบสบริจาคไตให้แม่ได้มั้ย แม่ไม่อยากฟอกไต แม่จะได้ทำงานพยาบาลต่อ แม่ตะให้เงินเดือนเบสเดือนละ 5000” ก่อนจะส่งข้อความตามมาอีกว่า “ได้มั้ยลูกนะ”
นอกจากนี้ ผู้เป็นแม่ยังได้ให้เหตุผลเพิ่มเติมเพื่อโน้มน้าวใจลูกว่า “ถ้าแม่ฟอก แม่จะทำงานอะไรไม่ได้เลย ค้าขายก็ลำบาก” พร้อมทั้งอ้างอิงถึงคนอื่นและขอร้องในเชิงการทำบุญว่า “คนเค้าบริจาคกันเยอะแยะ นะลูก ทำบุญให้แม่ได้มั้ย”
โพสต์ดังกล่าวได้รับความสนใจจากชาวเน็ตเป็นจำนวนมาก ปรากฏยอดผู้กดถูกใจ (ไอคอนรูปหัวใจ) สูงถึง 65.1K ครั้ง ยอดความคิดเห็น 1,763 ข้อความ และยอดบันทึกโพสต์ 1,971 ครั้ง
ชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก หลายคน มองว่าการขออวัยวะสำคัญแลกกับเงินจำนวน 5,000 บาทต่อเดือนเป็น เรื่องไม่เหมาะสม บางคนตั้งคำถามถึงความปลอดภัยในชีวิตของลูกถ้า ต้องเสียไตไปหนึ่งข้าง หลายความเห็นแนะนำว่าผู้ป่วยควรใช้วิธีรักษา ด้วยการฟอกไตตามกระบวนการทางการแพทย์มากกว่าการร้องขออวัยวะจากครอบครัว

ทั้งนี้ ในทางการแพทย์ สามารถบริจาคไตให้กันได้ในขณะที่ผู้บริจาคยังมีชีวิตอยู่ เนื่องจากตามธรรมชาติมนุษย์เราเกิดมามีไต 2 ข้าง แต่ร่างกายสามารถทำงานและใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติด้วยไตที่แข็งแรงเพียงข้างเดียว
อย่างไรก็ตาม ผู้บริจาคต้องมีหมู่เลือดและเนื้อเยื่อที่เข้ากันได้กับผู้รับ ต้องมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ไม่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ โรคหัวใจ หรือโรคมะเร็ง“
แม้การผ่าตัดเอาไตออกหนึ่งข้างจะมีความปลอดภัยสูงในปัจจุบัน แต่ผู้บริจาคก็ยังต้องเผชิญกับผลกระทบและความเสี่ยง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ไตข้างที่เหลือจะทำงานหนักขึ้นเพื่อชดเชยไตที่หายไป โดยจะขยายขนาดขึ้นเล็กน้อย และกรองของเสียได้ประมาณ 70-80% เทียบกับการมีไตสองข้าง
ผู้บริจาคไตบางรายอาจมีความเสี่ยงที่จะมีความดันโลหิตสูงขึ้นเล็กน้อย หรืออาจพบโปรตีนรั่วในปัสสาวะในอนาคตเมื่ออายุมากขึ้น ทั้งต้องระมัดระวังการใช้ยาที่มีผลต่อไตตลอดชีวิต โดยเฉพาะยาแก้ปวดแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs (เช่น ไอบูโพรเฟน, ไดโคลฟีแนค, พอนสแตน) และหลีกเลี่ยงการซื้อยาสมุนไพรหรือยาลูกกลอนมากินเองเด็ดขาด
ผู้บริจาคต้องดูแลตัวเองเคร่งครัดขึ้น ดื่มน้ำให้เพียงพอ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ลดอาหารเค็มจัด และต้องเข้ารับการตรวจค่าการทำงานของไตและความดันโลหิตเป็นประจำทุกปี
ผลกระทบทางจิตใจ ในแง่ดี ผู้บริจาคจะรู้สึกภูมิใจและมีความสุขที่ได้ช่วยชีวิตหรือต่อลมหายใจให้กับคนที่รัก แต่ในบางราย หากการปลูกถ่ายไตในตัวผู้รับเกิดความล้มเหลว หรือร่างกายผู้รับต่อต้านไตใหม่ ผู้บริจาคอาจเกิดความรู้สึกผิด เครียด หรือซึมเศร้าได้
ติดตาม The Thaiger บน Google News:



