ข่าว

“ดร.ตฤณห์” เจาะพฤติกรรม ชายอ้างป่วย บูลลี่สาวพิการ ชี้ไม่ได้แค่ปากเสีย แต่เหยียดความเป็นคน

“ดร.ตฤณห์” เจาะพฤติกรรม ชายอ้างป่วย “โรคแอสเพอร์เกอร์” บูลลี่สาวพิการ เข้าข่ายไซเบอร์บูลลี่ ชี้ไม่ได้แค่ปากเสีย แต่ตั้งใจเหยียดความเป็นคน

ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักอาชญาวิทยา ออกมาวิเคราะห์กรณีชายรายหนึ่งที่มีพฤติกรรมตามคุกคามและบูลลี่หญิงสาวผู้พิการมาตลอดเกือบ 2 ปี พร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับ โรคแอสเพอร์เกอร์ (Asperger’s Syndrome) ซึ่งอยู่ในกลุ่มออทิสติกสเปกตรัม (ASD) ที่ถูกนำมาอ้างในคดีนี้

ดร.ตฤณห์ อธิบายว่า ชื่อโรคแอสเพอร์เกอร์ถูกยกเลิกการใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2013 และถูกรวมเข้าไว้ในกลุ่ม Autism Spectrum Disorder (ASD) พร้อมกับ Pervasive Developmental Disorder (PDD) โดยจัดเป็นระดับที่ 1 ซึ่งถือว่ารุนแรงน้อยที่สุดในกลุ่มออทิสติก

ในเชิงกฎหมายของไทย Autism Spectrum Disorder (ASD) อยู่ในกลุ่มความพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม ถ้าหากไปล้อผู้พิการว่าพิการ ตัวบุคคลนั้นเองก็เป็นผู้พิการเช่นเดียวกันถ้าเป็นโรคแอสเพอร์เกอร์ เพราะอยู่ในกลุ่ม Autism ระดับที่ 1 ดังนั้น “ไปว่าเขาพิการคุณก็พิการเช่นกัน คุณพิการทางด้านจิตใจหรือพฤติกรรม เขาพิการแค่ทางกายและมองเห็นได้ แต่นี่มองเห็นไม่ได้คนจึงคิดว่าคุณปกติ จริง ๆ คุณก็ไม่ได้ปกติ”

ดร.ตฤณห์ อธิบายต่อว่า ไม่ใช่ทุกคนที่ป่วยเป็น ASD จะเป็นผู้พิการ และจะพิการได้ก็ต่อเมื่อ ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ทำงานหรือเข้าสังคมไม่ได้ สามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้พิการได้ แต่เห็นว่าคุณทำงานได้ แล้วก็เรียนได้ด้วย บางแหล่งบอกว่าจบปริญญาตรี บางแหล่งบอกว่าจบปริญญาโท ฉะนั้นคุณเรียนได้ ใช้ชีวิตได้ ก็อาจจะไม่ถูกจัดเป็นคนพิการในทางปฏิบัติ เพราะ High Function

โดยทั่วไปคนที่ป่วยเป็นโรคแอสเพอร์เกอร์ สติปัญญาจะปกติหรือสูงกว่าค่าเฉลี่ย ไม่มีความบกพร่องทางด้านสติปัญญา บางคนมีการคิดเชิงตรรกะที่สูงกว่าคนทั่วไป มีการจดจำรายละเอียดได้มากกว่าคนทั่วไป ส่วนความเห็นอกเห็นใจ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

  1. Cognitive Empathy หากเป็นโรคแอสเพอร์เกอร์มักจะบกพร่อง เช่น การอ่านสีหน้า การเข้าใจความรู้สึกคนค่อนข้างยาก ไม่ค่อยเข้าใจว่าคนอื่นคิดหรือรู้สึกอะไร
  2. Effective Empathy คือความรู้สึกสงสาร หรือเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ยังคงมีอยู่หรือใกล้เคียงปกติ

ดร.ตฤณห์ เผยว่า พฤติกรรมของชายรายดังกล่าวในเชิงอาชญาวิทยาและเชิงจิตวิทยา น่าจะเข้าข่าย Ableism คือการเลือกปฏิบัติหรือการดูถูกผู้พิการ หรือมีอคติ ทัศนคติที่มองว่าผู้พิการด้อยกว่าหรือไร้คุณค่า ด้วยการลดทอนความเป็นมนุษย์ลง (Dehumanization) เคสดังกล่าวเห็นได้ชัดจากการที่ใช้คำล้อเลียนซ้ำ ๆ ซึ่งเป็นการคุกคาม ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ และ normalize การกลั่นแกล้งในโซเชียล “นี่ไม่ใช่แค่อาการปากเสีย แต่เป็นโครงสร้างความคิดที่บิดเบือน”

นอกจากนี้ ยังมีพฤติกรรมที่เรียกว่าการกลั่นแกล้งออนไลน์ หรือ Cyber Bully เป็นหนึ่งในชนิดของการบูลลี่ และเข้าครบทุกองค์ประกอบทั้ง 3 ข้อได้แก่

  1. Intentional มีการจงใจพิมพ์ซ้ำ ๆ ด้วยการด่าว่าและบูลลี่ถึง 2 ปี ซึ่งนั่นคือความตั้งใจเจตนาไปที่คนเดิม ขนาดถูกบล็อกแล้วยังมีการสร้างแอคเคาต์ใหม่ตามคุกคาม
  2. Repetition มีการทำซ้ำ และมีการคุกคาม (Harrassment) อย่างต่อเนื่อง
  3. Power Imbalance เนื่องจากผู้พิการเป็นกลุ่มเปราะบาง คนที่แข็งแรงกว่าแสดงอำนาจกดทับคนที่อ่อนแอกว่า

ผลลัพธ์คือผู้เสียหายหรือคนที่โดนล้อถึงขั้นพบจิตแพทย์ แบบนี้คือ Psychological Harm หรือ ความเสียหายทางด้านจิตใจที่ผู้เสียหายเจอ คนที่ล้อเลียนคนพิการไม่ใช่เรื่องทั่วไปที่คนเขาทำกัน ไม่ใช่เรื่องปกติ และจะพยายามลดระดับจากคำสัมภาษณ์ที่เคยได้ยินว่า “แค่แกล้งเล่น ๆ เดี๋ยวพอเรื่องเงียบ ก็อาจจะหยุดทำแปปหนึ่งแล้วทำต่อ” คือ Minimization of Harm โดยมองว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ตำรวจคงไม่จับเพราะเป็นเรื่องเล็ก ซึ่งนั่นคือความคิดของผู้ก่อเหตุ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ติดตาม The Thaiger บน Google News:

Suriyen J.

นักเขียนบทความข่าว จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขาปรัชญาและศาสนา มีประสบการณ์กับสำนักข่าวระดับประเทศ ชื่นชอบด้านสังคม การเมือง ต่างประเทศ ทำให้สามารถสร้างคุณค่าผ่านงานเขียน เพื่อให้ผู้อ่านได้ประโยชน์ครบทุกมิติ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top button