ประวัติ เอกราช เก่งทุกทาง ตำนานนักพากย์ฟุตบอล ผู้ประกาศข่าวกีฬาแห่งยุค
ย้อนเส้นทางชีวิต เอกราช เก่งทุกทาง จากเด็กบ้าบอลที่ฝากต้นฉบับกับยามร้านสตาร์ซอคเก้อร์ สู่นักพากย์ฟุตบอลโลก และพิธีกรข่าวกีฬาเคียงข้างสรยุทธกว่า 20 ปี ก่อนประกาศลาจอช่อง 3
ชื่อของ หนุ่ย หรือ เอกราช เก่งทุกทาง คือชื่อที่คอกีฬาชาวไทยรู้จักกันดีมากว่า 3 ทศวรรษ ทั้งในฐานะนักพากย์ฟุตบอลเสียงนุ่มน่าฟัง สำนวนกระชับ ไม่เอนเอียงทีมไหน และในฐานะพิธีกรข่าวกีฬาประจำรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3 ที่ครองใจผู้ชมทุกเช้ายาวนานกว่า 20 ปี ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 เอกราชเปิดเผยผ่านช่องทางโซเชียลของตัวเองว่า ไม่ได้ทำหน้าที่อ่านข่าวกีฬาในรายการเรื่องเล่าเช้านี้อีกต่อไปแล้ว สร้างความเสียดายให้แฟนรายการจำนวนมาก
จากเด็กบ้าบอล สู่นักข่าวสยามกีฬา
เอกราช เก่งทุกทาง เกิดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2509 ชื่อเล่นว่า หนุ่ย เป็นลูกชายของ สมเกียรติ เก่งทุกทาง หรือ ก. เก่งทุกทาง นักแสดงและฝ่ายฉากและศิลปกรรมของดาราฟิล์ม พ่อและแม่ของเขาแยกทางกันตั้งแต่เอกราชยังเด็ก จึงมาเติบโตกับครอบครัวคุณอาในฐานะบุตรบุญธรรม
เอกราชจบชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนราชวินิตบางแก้ว และจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ความชื่นชอบฟุตบอลของเขาเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อได้อ่านนิตยสาร สตาร์ซอคเก้อร์ ครั้งแรกตอนอายุสิบกว่าขวบ ก็ติดหนึบจนซื้อทุกเล่ม ถึงขนาดเอาหน้ากลางที่เป็นรูปทีมฟุตบอลมากางวางข้างจอโทรทัศน์ขณะดูบอล และยังฟังรายงานผลฟุตบอลจากวิทยุคลื่นสั้น BBC มาตั้งแต่สมัยเรียน
เอกราชรู้ตัวเร็วว่าอยากทำงานด้านสื่อกีฬา หลังเรียนจบก็ตัดสินใจสมัครงานที่สยามกีฬา โดยลองเขียนบทความวิเคราะห์ทีมลิเวอร์พูลด้วยลายมือ 2 หน้ากระดาษ แล้วนำไปฝากกับพี่ยามที่หน้าร้านสตาร์ซอคเก้อร์ สาขาพันธุ์ทิพย์พลาซ่า โชคดีที่ต้นฉบับนั้นถูกส่งต่อไปถึงมือกองบรรณาธิการพอดีกับช่วงที่มีนักข่าวฝ่ายต่างประเทศลาออก เอกราชจึงได้รับโอกาสเข้าทำงานเป็นนักข่าวกีฬาสมดังใจ
ที่สยามกีฬา เอกราชได้ซึมซับความรู้และแนวคิดจากรุ่นพี่ฝีมือดีหลายคน ทั้ง “บิ๊กจ๊ะ” สาธิต กรีกุล, “ยอด” ยอดชาย ขันธะชวนะ, “หมู” นพนันท์ ศรีศร รวมถึง “ย.โย่ง” เอกชัย นพจินดา ตำนานนักพากย์ฟุตบอลที่เอกราชยกให้เป็นต้นแบบ และ “น้องหนู” ธราวุธ นพจินดา

เส้นทางนักพากย์ฟุตบอลมือหนึ่ง
เอกราชได้พากย์ฟุตบอลอย่างจริงจังผ่านหน้าจอครั้งแรก เมื่อ ตุ่ม-เทพพิทักษ์ จันทร์สุเทพ นักพากย์รุ่นพี่ชวนไปทำหน้าที่ผู้บรรยายร่วม ในช่วงที่ช่อง 9 อสมท ได้ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอล FA CUP ฤดูกาล 1991 – 1992 จากนั้นก็ได้รับโอกาสเป็นผู้บรรยายหลักทาง IBC เคเบิลทีวีรายแรกของเมืองไทย เริ่มจากแมตช์เล็ก ๆ อย่างลีกบราซิลและเนเธอร์แลนด์ ก่อนจะขยับมาพากย์ลีกใหญ่ของอิตาลีและอังกฤษ
บุคคลที่มีอิทธิพลต่อสไตล์การพากย์ของเอกราชมี 2 คน คนแรกคือ ย.โย่ง ที่พากย์ได้สนุก ส่งอารมณ์ร่วมถึงคนดู ไม่ว่าจะพากย์กีฬาอะไรก็ทำให้ตื่นเต้นไปด้วยได้ เอกราชเคยทำหน้าที่คอมเมนเตเตอร์ให้ ย.โย่ง ในฟุตบอลโลก 1994 ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประสบการณ์ล้ำค่า อีกคนคือ “เปี๊ยก” ศุภพร มาพึ่งพงศ์ นักพากย์อเมริกันเกมผู้ล่วงลับ ที่มีลีลาการพากย์แบบสบาย ๆ ตามพิมพ์นิยมของผู้บรรยายฝั่งสหรัฐอเมริกา แต่ข้อมูลแน่นปึ้ก ศุภพรเคยสอนเขาว่าหน้าที่ของผู้บรรยายที่ดีคือ “พยายามยกระดับคนดู” ไม่ใช่แค่พูดตามเกม แต่ต้องวิเคราะห์และเสริมข้อมูลให้คนดูเข้าใจเกมลึกขึ้น
เมื่อสไตล์อารมณ์ร่วมของ ย.โย่ง ผสมกับความสบาย ๆ แบบอเมริกันเกมของศุภพร บวกกับชั่วโมงบินที่สะสมขึ้นเรื่อย ๆ เอกราชก็ค้นพบสไตล์เฉพาะตัว คือเสียงนุ่ม จังหวะพอดี ใช้คำกระชับ ไม่เอนเอียง สอดแทรกเกร็ดความรู้และอารมณ์ขันอย่างมีชั้นเชิง จนแฟนบอลยกให้เป็นนักพากย์แถวหน้าของวงการ
หลักสำคัญที่เอกราชยึดมาตลอดคือ “เข้าห้องพากย์มือเปล่าไม่ได้” ก่อนเกมต้องหาข้อมูลทุกอย่างตั้งแต่รายชื่อผู้เล่น สถานการณ์ทีม ตารางคะแนน ไปจนถึงสถิติที่เกี่ยวข้อง วันพากย์ต้องนอนพัก งดแอลกอฮอล์และน้ำเย็นเพื่อรักษาเสียง ทุ่มเทกับงานทุกขั้นตอน
พากย์ฟุตบอลโลก 2002 จุดสูงสุดในสายนักพากย์
ทัวร์นาเมนต์ที่ทำให้คนดูบอลทั้งประเทศจดจำชื่อเอกราช เก่งทุกทาง คือฟุตบอลโลก 2002 ที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพร่วม ครั้งนั้นบริษัท ทศภาค จำกัด ได้เข้ามาถ่ายทอดสดแทนทีวีพูล และนำเสนอจุดขายว่าเป็นการถ่ายทอดฟุตบอลโลกครั้งแรกของเมืองไทยที่ไม่มีโฆษณาคั่น เอกราชได้รับเลือกเป็นผู้บรรยายหลัก รับผิดชอบเกมสำคัญตั้งแต่นัดเปิดสนามจนถึงนัดชิงชนะเลิศ พร้อมทำหน้าที่พิธีกรรายการไฮไลต์ทุกคืนตลอด 1 เดือน
เอกราชได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้พากย์ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2002 ที่ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ และนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมนี การจับคู่กับ “หมู” นพนันท์ ศรีศร ผู้บรรยายร่วมที่เข้าขากันมาตั้งแต่สมัยเคเบิลทีวี ทำให้งานออกมาได้อย่างลงตัว

20 ปี พิธีกรข่าวกีฬาทีมสรยุทธ
ในปี พ.ศ. 2546 เอกราชได้รับการชักชวนจากสรยุทธ สุทัศนะจินดา เป็นพิธีกรร่วมในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3 ในส่วนของข่าวกีฬาและข่าวต่างประเทศ จุดเริ่มต้นมาจากช่วงฟุตบอลยูโร 2004 และโอลิมปิกที่เอเธนส์ สรยุทธเชิญเอกราชมาช่วยอ่านข่าวกีฬาในรายการ ตอนแรกเอกราชนึกว่าคงช่วยชั่วคราว พอทัวร์นาเมนต์จบก็แยกย้าย แต่กลายเป็นว่าสรยุทธทาบทามให้เป็นพิธีกรข่าวกีฬาประจำต่อเนื่องเลย
โจทย์ของรายการคือ “ทำให้กีฬาเป็นเรื่องชาวบ้าน” นำเสนอข่าวกีฬาให้เข้าใจง่าย เหมือนเพื่อนนั่งคุยกัน แม้แต่คนไม่ดูกีฬาก็ฟังแล้วสนุกไม่เปลี่ยนช่อง เอกราชจึงปรับตัวจากโหมดนักพากย์ที่เน้นข้อมูลเข้มข้น มาเป็นการเล่าข่าวแบบสบาย ๆ มีโยนมุกกับสรยุทธพอเป็นสีสัน ทุกอย่างเกิดขึ้นแบบสด ๆ ไม่มีสคริปต์ ไม่เคยเตี๊ยมกันมาก่อน
ช่วงข่าวกีฬามีเวลาออกอากาศแค่ 4-5 นาที แต่เบื้องหลังคือการหาข่าว คัดเลือก เขียนสคริปต์ และแจ้งทีมงานเตรียมภาพ ซึ่งบางวันใช้เวลาถึง 4-5 ชั่วโมง คืนไหนมีฟุตบอลเตะดึก เอกราชจะนอนก่อนแล้วตื่นมาดูเกม พอจบก็บึ่งรถจากสมุทรสาครผ่านถนนพระราม 2 เพื่อเข้ารายการให้ทันเวลาประมาณ 06.10 น. ชีวิตวนแบบนี้เกือบทุกวันตลอดหลายสิบปี
นอกจากงานโทรทัศน์ เอกราชยังเป็นคอลัมนิสต์เขียนคอลัมน์ “คุยกับเอกราช” ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ เคยดำรงตำแหน่งบรรณาธิการอำนวยการนิตยสาร FourFourTwo ฉบับภาษาไทย เคยเป็นบรรณาธิการนิตยสาร FHM และยังเขียนหนังสือ “เอ็กซ์กะราช” อีกด้วย ในปี 2566 เอกราชยังได้รับรางวัลพิธีกรข่าวกีฬายอดเยี่ยม จากเวที MAYA TV AWARDS 2023
ช่วงหลัง เอกราชเปิดช่องยูทูบ “เอกราช เต็มหนุ่ย” ตั้งแต่เดือนเมษายน 2565 เพื่อขยายพื้นที่เล่าเรื่องฟุตบอลและกีฬาให้แฟน ๆ ได้ติดตาม มีผู้ติดตามกว่า 1.7 แสนราย โดยเขาถ่ายทำเองง่าย ๆ ด้วยโทรศัพท์มือถือ เน้นวิเคราะห์และเปิดประเด็น สไตล์สบาย ๆ แบบที่คนคุ้นเคย

เอกราช เก่งทุกทาง ลาจอช่อง 3
จนกระทั่งวันที่ 2 เมษายน 2569 เอกราชออกมาเคลียร์ข้อสงสัยที่หลายคนถามกันเข้ามา ผ่านช่องทางโซเชียล “เอกราช เต็มหนุ่ย” โดยยืนยันว่าไม่ได้ทำหน้าที่อ่านข่าวกีฬาในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3 อีกต่อไปแล้ว เจ้าตัวระบุว่าไม่ได้เซ็นสัญญา และงานอยู่ในจุดที่ต้องเดินหน้าต่อไป พร้อมขอบคุณช่อง 3 ขอบคุณคุณประวิทย์ มาลีนนท์ ผู้บริหาร สรยุทธ น้องไบรท์ ทีมงานทุกคน และผู้ชมที่ตื่นนอนแต่เช้ามาดูตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา
เอกราชยังกล่าวอีกว่า อยากจะบอกว่าสู้เต็มที่แล้ว ทำงานเต็มที่ทุกวัน เวลาออกอากาศแค่ 4-5 นาที แต่ขั้นตอนการทำงานมากกว่านั้นหลายเท่า และฝากแฟน ๆ ที่คิดถึงให้มาติดตามกันต่อที่ช่อง “เอกราช เต็มหนุ่ย” ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไรค่อยว่ากันอีกที
ตลอดเส้นทาง 20 ปีของการพากย์ฟุตบอล และอีกกว่า 20 ปีของการเป็นพิธีกรข่าวกีฬา เอกราช เก่งทุกทาง ทำทั้งสองบทบาทได้อย่างมืออาชีพ จนหลายคนยกให้เขา “เก่งทุกทาง” สมกับนามสกุลจริง ๆ แม้จะลาจอช่อง 3 ไปแล้ว แต่ตำนานของเขาในวงการสื่อกีฬาไทยยังคงเป็นมาตรฐานให้คนรุ่นหลังเดินตามต่อไป
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ติดตาม The Thaiger บน Google News:





