ชาวอุยกูร์ คือใคร ย้อนที่มาปมขัดแย้ง ทั่วโลกประณามไทย หนังหน้าไฟ ไร้มนุษยธรรม

ที่มาของชาวอุยกูร์ คือกลุ่มชาติพันธุ์เชื้อสายเตอร์กิกที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในเอเชียกลาง พวกเขาสืบเชื้อสายมาจากชนเผ่าเร่ร่อนโบราณและมีความเกี่ยวข้องกับชนเผ่าซงหนูและตูเจวี๋ย (Tujue) ซึ่งเคยมีอำนาจในแถบที่ราบมองโกเลียและทะเลทรายทากลามากัน
ในช่วงศตวรรษที่ 8 ชาวอุยกูร์ได้ก่อตั้งอาณาจักรของตนเองชื่อ “อุยกูร์คานาเต” (Uyghur Khaganate) ครอบคลุมดินแดนกว้างใหญ่และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับราชวงศ์ถังของจีน แต่ต่อมาอาณาจักรนี้ล่มสลายในศตวรรษที่ 9 หลังถูกกองทัพคีร์กีซโจมตี ทำให้ชาวอุยกูร์จำนวนมากอพยพลงใต้สู่พื้นที่ที่ปัจจุบันคือเขตซินเจียงของจีน
เมื่อมาตั้งถิ่นฐานในซินเจียง ชาวอุยกูร์ได้มีบทบาทสำคัญบนเส้นทางสายไหม ทำการค้ากับชาวเปอร์เซีย อาหรับ และจีน ได้รับอิทธิพลหลายด้านจากอารยธรรมต่าง ๆ ในศตวรรษที่ 10 ชาวอุยกูร์หันมานับถือศาสนาอิสลาม (จากเดิมที่เคยนับถือความเชื่อท้องถิ่นและพุทธ) ส่งผลให้วัฒนธรรมของพวกเขาแตกต่างออกไปจากจีนและชนเผ่าเร่ร่อนอื่น ๆ มีภาษาอุยกูร์ที่เขียนด้วยอักษรอาหรับ และมีงานวรรณกรรม ศิลปะ ดนตรีเอกลักษณ์ของตนเอง (อ้างอิงจาก thaipbs.or.th)
ดินแดนอุยกูร์ ถูกจีนผนวกรวม
ดินแดนซินเจียงซึ่งเป็นบ้านของชาวอุยกูร์ มีประวัติศาสตร์ยาวนานและเคยถูกปกครองโดยอาณาจักรต่าง ๆ หลายยุคสมัย จนในปี ค.ศ.1759 ราชวงศ์ชิงได้ผนวกซินเจียงเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิจีน
ต่อมาในสมัยต้นศตวรรษที่ 20 หลังราชวงศ์ชิงล่มสลาย ชาวอุยกูร์ได้พยายามตั้งรัฐเอกราชของตนสองครั้ง คือ สาธารณรัฐตุรกีตะวันออก ในปี 1933 และอีกครั้งในปี 1944 แต่ทั้งสองครั้งถูกรัฐบาลจีนเข้าปราบปราม
ภายหลังพรรคคอมมิวนิสต์จีนชนะสงครามกลางเมืองในปี 1949 ซินเจียงจึงถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างสมบูรณ์ในฐานะ “เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์” แม้ในนามจะเป็นเขตปกครองตนเอง แต่โดยพฤตินัยอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลกลางปักกิ่ง
ปัจจุบันมีชาวอุยกูร์อาศัยอยู่ราว 10 ล้านคนในเขตซินเจียงทางภาคตะวันตกของจีน และส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมนิกายสุหนี่
ความขัดแย้งระหว่างชาวอุยกูร์กับรัฐบาลจีน
สาเหตุของความขัดแย้งระหว่างชาวอุยกูร์กับทางการจีนมีรากฐานมาจากความแตกต่างทางชาติพันธุ์ ศาสนา และการเมือง ชาวอุยกูร์มีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและศาสนาที่แตกต่างจากชาวฮั่น (ชนกลุ่มใหญ่ของจีน) อย่างชัดเจน ทั้งยังเคยมีประวัติการเรียกร้องเอกราชและปกครองตนเอง ทำให้รัฐบาลจีนระแวงถึงแนวคิดแบ่งแยกดินแดนและความไม่สงบในซินเจียง เมื่อเกิดเหตุการณ์ประท้วงหรือความรุนแรงขึ้น จีนมักมองว่ากลุ่มหัวรุนแรงชาวอุยกูร์อยู่เบื้องหลัง และใช้เป็นเหตุผลในการเพิ่มมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด
thaipbs ระบุว่า นโยบายของจีนต่อชาวอุยกูร์ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ได้แก่
-
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร: รัฐบาลจีนส่งเสริมให้ชาวฮั่นอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในซินเจียงผ่านโครงการพัฒนาต่าง ๆ ทำให้สัดส่วนประชากรชาวฮั่นเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากที่เคยเป็นชนกลุ่มน้อยกลับกลายเป็นกลุ่มประชากรส่วนใหญ่ในหลายเมือง (เช่น อูรูมชีและคัชการ์) ส่งผลให้ชาวอุยกูร์ดั้งเดิมสูญเสียบทบาททางเศรษฐกิจและสังคมในถิ่นฐานของตนเอง
-
การควบคุมประชากรและวัฒนธรรม: มีรายงานว่าทางการจีนบังคับใช้มาตรการลดอัตราการเกิดในหมู่ชาวอุยกูร์ เช่น การทำหมันและคุมกำเนิดสตรีชาวอุยกูร์โดยไม่ได้รับความยินยอม จนถูกกล่าวหาว่าจีนพยายามลดจำนวนประชากรอุยกูร์ในระยะยาว นอกจากนี้รัฐบาลจีนดำเนินนโยบายกลืนกลายทางวัฒนธรรม จำกัดการใช้ภาษาอุยกูร์ในระบบการศึกษา และมีการรื้อถอนสถาปัตยกรรมและสถานที่ทางวัฒนธรรมบางส่วนของชาวอุยกูร์
-
การจำกัดเสรีภาพทางศาสนา: ทางการจีนควบคุมการนับถือศาสนาอิสลามของชาวอุยกูร์อย่างเข้มงวด เช่น ห้ามเยาวชนศึกษาเรียนรู้ศาสนา, ห้ามข้าราชการ นักเรียน และครูถือศีลอดในเดือนรอมฎอน และควบคุมการเทศนาธรรม (คุฏบะห์) ในมัสยิดอย่างใกล้ชิด นโยบายเหล่านี้ทำให้ชาวอุยกูร์รู้สึกว่าถูกลิดรอนเสรีภาพในการนับถือศาสนาและถูกทำลายอัตลักษณ์ดั้งเดิม
-
มาตรการความมั่นคงและการปราบปราม: ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา หลังเกิดเหตุความไม่สงบหรือการก่อการร้ายในซินเจียง รัฐบาลจีนได้เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ความมั่นคงและเทคโนโลยีสอดส่องในภูมิภาคนี้อย่างมหาศาล มีการตั้งจุดตรวจ การใช้ระบบจดจำใบหน้า และดักฟังการสื่อสารในชีวิตประจำวันของชาวอุยกูร์ ทำให้พวกเขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ถูกจับตามองตลอดเวลา
นโยบายเหล่านี้นำไปสู่ความไม่พอใจและความตึงเครียดในหมู่ชาวอุยกูร์ บางส่วนรู้สึกว่าถูกกดขี่และเลือกปฏิบัติ จนเกิดการต่อต้านรัฐบาลจีนเป็นระยะ ขณะเดียวกันรัฐบาลจีนก็ใช้เหตุผลด้านความมั่นคงกล่าวหาแกนนำหรือผู้ประท้วงชาวอุยกูร์ว่าเป็นผู้ก่อการร้ายหรือมีแนวคิดแบ่งแยกดินแดน การตอบโต้ด้วยกำลังและมาตรการเด็ดขาดของรัฐยิ่งตอกย้ำวงจรความขัดแย้งนี้ให้รุนแรงขึ้น
เหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับชาวอุยกูร์
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างที่เน้นย้ำถึงปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวอุยกูร์กับรัฐบาลจีน ตลอดจนข้อกล่าวหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน ดังนี้:
-
เหตุจลาจลอุรุมชี ปี 2009
วันที่ 5 กรกฎาคม 2009 เกิดการประท้วงโดยชาวอุยกูร์ในเมืองอุรุมชี เมืองเอกของซินเจียง เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมกรณีแรงงานชาวอุยกูร์ถูกสังหารที่โรงงานแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของจีน การประท้วงเริ่มต้นอย่างสงบแต่บานปลายเป็นความรุนแรงทางชาติพันธุ์เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังกับผู้ชุมนุม ส่งผลให้เกิดการจลาจลครั้งใหญ่ ชาวอุยกูร์บางส่วนก่อเหตุโจมตีชาวฮั่น มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 197 คน (ส่วนใหญ่เป็นชาวฮั่น) และบาดเจ็บกว่า 1,700 คน
หลังเหตุการณ์ รัฐบาลจีนส่งกำลังเข้าปราบปรามครั้งใหญ่ มีรายงานว่าชาวอุยกูร์หลายร้อยคนสูญหายไปหลังการกวาดล้าง (เชื่อว่าถูกจับกุมโดยไม่เปิดเผยสถานที่ควบคุมตัว) และมีการลงโทษผู้ที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับเหตุจลาจลอย่างรุนแรง รวมถึงการประหารชีวิตบางราย เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ทางการจีนเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมซินเจียงมากยิ่งขึ้น
-
เหตุโจมตีด้วยมีดที่คุณหมิง ปี 2014
เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2014 กลุ่มคนร้ายใช้มีดโจมตีประชาชนที่สถานีรถไฟเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน (ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน) ทำให้มีผู้เสียชีวิต 31 คนและบาดเจ็บ 141 คน จีนระบุว่าผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวอุยกูร์จากซินเจียงที่เดินทางออกมาปฏิบัติการนอกพื้นที่
เหตุการณ์นี้ถูกสื่อจีนขนานนามว่า “9/11 ของจีน” และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้สั่งให้ลงโทษผู้ก่อเหตุอย่างรุนแรง ทางการจีนใช้เหตุโจมตีดังกล่าวยกระดับมาตรการ “ต่อต้านการก่อการร้าย” ในซินเจียงให้เข้มข้นขึ้นอีก และยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ชาวอุยกูร์เชื่อมโยงกับปัญหาความมั่นคงในสายตาสาธารณชนจีน
-
ค่ายปรับทัศนคติ ในซินเจียง
ตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา มีรายงานแพร่หลาย อ้างว่ารัฐบาลจีนได้กักตัวชาวอุยกูร์และชนกลุ่มน้อยมุสลิมอื่น ๆ เป็นจำนวนมากไว้ในสถานที่ที่จีนเรียกว่า “ศูนย์ฝึกอาชีพ” แต่หลายฝ่ายเรียกว่า “ค่ายกักกัน” หรือ “ค่ายปรับทัศนคติ” แหล่งข่าวหลายแห่งระบุว่ามีชาวอุยกูร์ถูกควบคุมตัวในค่ายเหล่านี้แล้วกว่าหนึ่งล้านคน
ทางการจีนชี้แจงว่าค่ายเหล่านี้ใช้ฝึกอาชีพและให้การศึกษาแนวคิดต้านความรุนแรงแก่ผู้เข้าร่วม เพื่อต่อต้านลัทธิหัวรุนแรงทางศาสนาและการก่อการร้าย อย่างไรก็ตาม รายงานจากผู้ที่เคยถูกควบคุมตัวและองค์กรสิทธิมนุษยชนกลับให้ข้อมูลอีกด้านว่า ผู้ถูกกักขังต้องเผชิญกับการล้างสมองให้ภักดีต่อพรรคคอมมิวนิสต์ ถูกทรมานทารุณ และถูกบังคับใช้แรงงานอย่างหนักในโรงงานที่ตั้งอยู่ในหรือใกล้ค่าย
มีหลักฐานว่าชาวอุยกูร์จำนวนมากถูกส่งไปทำงานในโรงงานทั่วจีนภายใต้สภาพแวดล้อมที่อาจเข้าข่าย “แรงงานบังคับ” (forced labor) โดยไม่ได้รับค่าจ้างเป็นธรรม และบริษัทข้ามชาติบางแห่งถูกตั้งคำถามว่าอาจพัวพันกับห่วงโซ่อุปทานที่ใช้แรงงานเหล่านี้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมฝ้ายและสิ่งทอ เนื่องจากซินเจียงเป็นแหล่งผลิตฝ้ายใหญ่ของโลก
โลกกล่าวหาจีนละเมิดสิทธิมนุษยชน
นโยบายของจีนต่อชาวอุยกูร์ในซินเจียงถูกนานาชาติโดยเฉพาะชาติตะวันตกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลายองค์กรทั้งรัฐบาลและเอกชนชี้ว่ามาตรการต่าง ๆ ของจีนเข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรง เช่น การควบคุมตัวโดยพลการเป็นวงกว้าง การทรมาน การทำลายวัฒนธรรมและศาสนา รวมถึงการทำหมันสตรีชาวอุยกูร์โดยไม่สมัครใจ จนมีการเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็น“การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ทางวัฒนธรรม” (cultural genocide)
ในปี 2021 รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าการกระทำของจีนต่อชาวอุยกูร์ถือเป็น “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ขณะที่สหภาพยุโรปและประเทศตะวันตกหลายชาติได้ออกมาตรการคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่จีนที่เกี่ยวข้อง และห้ามนำเข้าสินค้าที่คาดว่าใช้แรงงานบังคับจากซินเจียง
ด้านจีนปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้ทั้งหมด โดยอ้างว่าชาวอุยกูร์ในซินเจียงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่สงบสุข เศรษฐกิจเติบโต และนโยบายต่าง ๆ ก็เพื่อต่อต้านการก่อการร้ายเท่านั้น จีนยังได้พยายามโต้กลับเสียงวิจารณ์ระหว่างประเทศด้วยการเผยแพร่เอกสารชี้แจงและใช้สื่อของรัฐโฆษณาชวนเชื่อว่ามาตรการของตนมีความจำเป็นต่อความมั่นคง พร้อมทั้งกดดันบริษัทหรือรัฐบาลต่างชาติที่วิจารณ์จีนให้ถอยท่าทีลง
การประท้วงและเสียงเรียกร้องระหว่างประเทศ
ปฏิกิริยาทั่วโลกต่อสถานการณ์ชาวอุยกูร์มีทั้งการชุมนุมประท้วงและการเคลื่อนไหวทางการทูต ในหลายประเทศมีกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิชาวอุยกูร์และชาวมุสลิมจัดการประท้วงเรียกร้องให้จีนยุติการละเมิดสิทธิในซินเจียง และปิดค่ายกักกันดังกล่าว
หลายรัฐบาลตะวันตกได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นในเวทีสหประชาชาติ มีการเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างอิสระในซินเจียง และบางประเทศได้ให้ที่ลี้ภัยแก่ชาวอุยกูร์ที่หลบหนีออกนอกประเทศ ในทางกลับกัน รัฐบาลจีนสามารถรักษาการสนับสนุนหรือความเป็นกลางจากบางประเทศ (โดยเฉพาะชาติที่มีมุสลิมส่วนใหญ่) ผ่านทางอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการทูต ทำให้เสียงวิจารณ์ในกรอบพหุภาคีอาจไม่เป็นเอกฉันท์เท่าที่ควร
ดราม่า ชาวอุยกูร์ 48 คนที่ถูกขังในไทยนานนับ 10 ปี ถูกส่งกลับจีน
ล่าสุด เมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2568 กรณีชาวอุยกูร์กลุ่มหนึ่งที่ลักลอบเข้ามาในประเทศ ถูกทางการไทยควบคุมตัวไว้นานนับสิบปี กลุ่มนี้ประกอบด้วยชายชาวอุยกูร์ประมาณ 48 คน ซึ่งหนีออกจากซินเจียงในช่วงปี 2014 เพื่อหลบหนีการปราบปรามของรัฐบาลจีน เส้นทางที่พวกเขาใช้เป็นเครือข่ายขบวนการลักลอบขนคนเข้าเมืองจากมณฑลยูนนานของจีน ผ่านประเทศลาวหรือเมียนมา เข้าสู่ไทยมุ่งหน้าจะข้ามพรมแดนไปมาเลเซีย และตั้งใจเดินทางต่อไปยังประเทศตุรกีที่พร้อมรับผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์
อย่างไรก็ตาม ในเดือนมีนาคม 2014 ทางการไทยสามารถจับกุมชาวอุยกูร์กลุ่มใหญ่กว่า 300 คนได้ในจังหวัดสงขลา (ติดชายแดนมาเลเซีย) ซึ่งรวมถึงชายชาวอุยกูร์ 48 คนดังกล่าว
นับตั้งแต่นั้นมา ชาวอุยกูร์เหล่านี้ถูกควบคุมตัวอยู่ในศูนย์กักกันคนต่างด้าวของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไทยเป็นเวลานานกว่า 11 ปี โดยไม่มีสถานะผู้ลี้ภัยและไม่สามารถเดินทางไปประเทศที่สามได้

ในช่วงแรก ทางการไทยได้ประสานกับประเทศตุรกีและจีนเพื่อจำแนกและส่งตัวผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้ออกไปบางส่วน ในเดือนกรกฎาคม 2558 ไทยได้ส่งชาวอุยกูร์ที่เป็นผู้หญิงและเด็กจำนวน 173 คนไปยังตุรกี ซึ่งต้อนรับพวกเขาในฐานะผู้ลี้ภัย ขณะเดียวกัน ไทยก็ส่งตัวผู้ชายชาวอุยกูร์อีก 109 คนกลับไปประเทศจีนด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำ ในสมัยรัฐบาล ประยุทธ์ จันทร์โอชา
การส่งผู้ลี้ภัยอุยกูร์กลับจีนครั้งนั้นก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์และความไม่พอใจอย่างรุนแรงจากนานาชาติ โดยเฉพาะองค์กรสิทธิมนุษยชนที่กังวลว่าพวกเขาจะเผชิญชะตากรรมเลวร้ายเมื่อกลับถึงจีน (ซึ่งจนถึงปัจจุบันก็ไม่มีข้อมูลชัดเจนเกี่ยวกับชะตากรรมของทั้ง 109 คนที่ถูกส่งกลับ)
ผลจากการดำเนินการดังกล่าว ส่งผลกระทบตามมาอย่างหนักต่อประเทศไทยเอง – เพียงหนึ่งเดือนถัดมา วันที่ 17 สิงหาคม 2015 ได้เกิดเหตุระเบิดที่ศาลพระพรหม เอราวัณ ใจกลางกรุงเทพฯ มีผู้เสียชีวิต 20 คน เหตุการณ์นี้หลายฝ่าย (รวมทั้งนักวิเคราะห์ นักการทูต และเจ้าหน้าที่ไทยบางคน) เชื่อว่าเป็นปฏิบัติการแก้แค้นที่เชื่อมโยงกับการที่ไทยส่งตัวชาวอุยกูร์กว่าร้อยคนกลับจีนก่อนหน้านั้น แม้ทางการไทยในขณะนั้นจะชี้แจงว่าเหตุจูงใจมาจากการปราบปรามเครือข่ายค้ามนุษย์ก็ตาม
หลังการส่งตัวบางส่วนในปี 2558 ยังมีชาวอุยกูร์อีกกลุ่มหนึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง จำนวนผู้ถูกควบคุมตัวกลุ่มนี้ ณ ปี 2558 อยู่ที่ราว 50-60 คน และลดลงเรื่อย ๆ ตามกาลเวลาเนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ รายงานระบุว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีชาวอุยกูร์อย่างน้อย 5 คนเสียชีวิตระหว่างถูกกักตัวในไทย ซึ่งในจำนวนนี้มีเด็ก 2 คนด้วย
อ้างอิงจาก voathai สาเหตุการเสียชีวิตส่วนหนึ่งมาจากสภาพความเป็นอยู่ที่แออัดและยาวนานในศูนย์กักกัน ซึ่งทำให้เกิดปัญหาสุขอนามัยและโรคภัยไข้เจ็บ ผู้เชี่ยวชาญสหประชาชาติเปิดเผยว่าจากจำนวนชาวอุยกูร์ทั้งหมด 48 คนที่ถูกควบคุมตัวในไทย มี 23 คน ป่วยด้วยโรคประจำตัวหรือสุขภาพทรุดโทรม เช่น เบาหวาน โรคไต อัมพฤกษ์ โรคผิวหนัง หรือมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ ปอด และระบบย่อยอาหาร
ความพยายามในการขอลี้ภัย แรงกดดันจากนานาชาติ
ชาวอุยกูร์กลุ่มที่เหลือในไทยพยายามเรียกร้องไม่ให้ถูกส่งกลับจีนเนื่องจากเกรงว่าจะถูกลงโทษรุนแรง หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตเมื่อกลับถึงประเทศ ภายหลังมีรายงานเมื่อต้นปี 2024 โดยสำนักข่าว AP ว่า ชาวอุยกูร์ในศูนย์กักกันไทยได้เขียนจดหมายร้องขอความช่วยเหลือไปยังนานาชาติ โดยระบุว่าทางการไทยเตรียมดำเนินการส่งพวกเขาคืนให้จีน ซึ่งจะทำให้พวกเขาต้องเผชิญกับการคุมขังและอาจถูกประหารชีวิต จึงอ้อนวอนให้องค์กรระหว่างประเทศและประเทศที่สามยื่นมือช่วยเหลือ
ในวันที่ 29 มกราคม 2568 ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนชาวไทยได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญากรุงเทพฯ ขอให้พิจารณาสั่งปล่อยตัวชาวอุยกูร์ 43 คนที่ถูกกักตัวอยู่ โดยให้เหตุผลว่าพวกเขาถูกควบคุมตัวเกินระยะเวลาที่เหมาะสมจากความผิดเข้าเมืองผิดกฎหมาย (นานกว่า 11 ปี) ทั้งยังต้องทนทุกข์กับสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ในห้องกักและไม่ได้ก่ออาชญากรรมใด ๆ ในจีนมาก่อน
การยื่นคำร้องนี้มีเป้าหมายให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการควบคุมตัวที่ยาวนานผิดปกติ และหากพบว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายก็จะนำไปสู่การปล่อยตัวชาวอุยกูร์เหล่านั้นได้

ส่งชาวอุยกูร์กลับจีน เกิดอะไรขึ้น
แม้ว่าจะมีเสียงเตือนและคำร้องจากหลายฝ่าย แต่ในช่วง 27 กุมภาพันธ์ 2568 ได้ปรากฏข่าวว่าทางการไทยได้ดำเนินการส่งตัวชาวอุยกูร์ 40 คน จากศูนย์กักกันกลับไปยังประเทศจีนแล้ว โดยมีรายงานว่าช่วงเช้ามืดวันที่ 27 ก.พ. รถบรรทุกของตำรวจตรวจคนเข้าเมืองพร้อมกระจกทึบแสงหลายคันได้ออกจากศูนย์กักกันในกรุงเทพฯ มุ่งหน้าไปยังสนามบิน และชายอุยกูร์กลุ่มนี้ถูกส่งขึ้นเครื่องบินเช่าเหมาลำของจีนเดินทางกลับซินเจียง
เรื่องนี้ถูกยืนยันโดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติของไทย ซึ่งระบุว่าทางการจีนได้ให้คำมั่นว่าจะดูแลความปลอดภัยและจัดที่พักอาศัยให้กลุ่มชาวอุยกูร์ที่ส่งกลับ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ญาติพี่น้องเดินทางไปพบที่ซินเจียงได้ และจะปฏิบัติต่อพวกเขาตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล
ขณะที่ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้โพสต์ภาพชาวอุยกูร์ที่เดินทางกลับถึงจีน โดยใช้คำเรียกว่า “ชาวจีนที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย” 40 รายถูกส่งตัวกลับจีนจากประเทศไทย
สถานทูตฯ เขียนในแถลงการณ์ว่า “ชาวจีนที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย 40 รายถูกส่งตัวกลับซินเจียงของ ประเทศจีนจากประเทศไทย โดยเที่ยวบินเช่าเหมาลำของบริษัทการบินพลเรือนของจีน ซึ่งเป็นมาตรการที่เป็นรูปธรรมระหว่างจีนและไทยที่ได้ร่วมมือจัดการกับอชญากรรมการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายและปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ที่ถูกต้องตามกฎหมายของพลเมืองจีน ตามกฎหมายของสองประเทศและแนวปฏิบัติระหว่างประเทศ
ชาวจีนที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดหมายที่ถูกส่งกลับจีนในครั้งนี้ ถูกควบคุมตัวอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลา 10 กว่าปี เนื่องจากปัจจัยระหว่างประเทศที่ซับซ้อน หน่วยงานความมั่นคงสาธารณะและหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของประเทศจีน ได้ดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อให้คนเหล่านี้กลับบ้านหลังจากปฏิบัติตามขั้นตอนทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยปฏิบัติตามข้อกำหนดของการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด ได้มาตรฐาน ยุติธรรมและมีอารยะ และช่วยให้พวกเขากลับไปใช้ชีวิตปกติ”
ทั่วโลกรุมประณามไทย
ทันทีที่มีข่าวการเนรเทศชาวอุยกูร์จากไทย องค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งได้ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำดังกล่าว ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ โวลเกอร์ เติร์ก กล่าวเมื่อ 27 ก.พ. 2025 ว่าการส่งกลับชาวอุยกูร์ 40 คนที่ถูกควบคุมตัวในไทยมานานกว่า 11 ปีนั้น “เป็นการละเมิดกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่างชัดเจน” และขัดต่อหลักการ “ไม่ส่งกลับ” (non-refoulement) ที่ห้ามส่งบุคคลกลับไปเผชิญอันตรายโดยเด็ดขาดในกรณีที่มีความเสี่ยงว่าจะถูกทรมานหรือทารุณกรรม
เติร์กย้ำว่ากรณีนี้ไทยเพิกเฉยต่อพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ แม้สำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ จะเคยเรียกร้องหลายครั้งก่อนหน้านี้ และเรียกร้องให้รัฐบาลจีนเปิดเผยสถานที่ควบคุมตัวและรับประกันความปลอดภัยของชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งกลับทั้งหมดตามหลักสิทธิมนุษยชน
ด้านสหรัฐอเมริกา มาร์โก รูบิโอ วุฒิสมาชิกสหรัฐ (ซึ่งเป็นแกนนำด้านนโยบายสิทธิมนุษยชนต่อจีน และได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศในรัฐบาลใหม่) ได้ออกแถลงการณ์คัดค้านไทยอย่างรุนแรง โดยระบุว่าการกระทำนี้สวนทางกับประเพณีของชาวไทยที่เคยให้ความคุ้มครองแก่ผู้ลี้ภัยผู้เปราะบาง และไม่สอดคล้องกับคำมั่นของไทยในการปกป้องสิทธิมนุษยชน
รูบิโอเรียกร้องให้ทุกประเทศที่มีชาวอุยกูร์ลี้ภัยอย่าได้ส่งพวกเขากลับจีนโดยไม่สมัครใจ พร้อมทั้งชี้ว่าชะตากรรมของชาวอุยกูร์ในจีนเป็น “หนึ่งในเรื่องน่าสะพรึงกลัวที่สุด” โดยคนเหล่านี้ถูกจับกุมเพียงเพราะเชื้อชาติและศาสนา และถูกส่งเข้า “ค่าย” กลายเป็นผู้ไร้สิ้นอิสรภาพและตกเป็นแรงงานบังคับ
ปัจจุบันเข้าใจกันว่าชาวอุยกูร์ที่เคยถูกกักตัวในไทยกลุ่มเดิม ยังเหลืออยู่อีก 8 คน (จากเดิมประมาณ 48 คน) ที่ยังไม่ได้ถูกส่งกลับและยังคงถูกควบคุมตัวอยู่ในไทย (บางส่วนอาจเป็นผู้ที่อยู่ระหว่างรับโทษจำคุกในไทยหรือมีปัญหาสุขภาพ) ซึ่งข้าหลวงใหญ่สิทธิฯ ได้เรียกร้องให้ทางการไทยรับประกันว่าจะ ไม่ส่งตัวผู้ที่เหลือกลับจีนอีกในอนาคต และให้คุ้มครองดูแลพวกเขาตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนที่ไทยมีอยู่
ด้านรัฐบาลไทย ได้ตอบโต้แถลงการณ์ประณามเหล่านี้ โดย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ระบุว่า “หากเราส่งชาวอุยกูร์ แล้วได้รับอันตรายจนถึงแก่ชีวิต ก็เป็นเรื่องที่ต้องขบคิดกัน แต่การดำเนินการครั้งนี้ เรามีหนังสือที่เป็นทางการจากจีน ที่ควรแก่การเชื่อถือ
ขณะเดียวกันจีนมีสิทธิ์ ขอตัวชาวอุยกูร์ที่ถูกควบคุมตัวในไทยมานานกว่า 11 ปี เป็นเรื่องที่ไม่สมควร เพราะเราแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาไม่ได้ ขณะเดียวกันการส่งตัวไปประเทศที่ 3 เราดำเนินการมา 11 ปีแล้ว ก่อนหน้านี้ส่งไปตุรกีกว่า 100 คน เราประสบความสำเร็จ แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีใครตอบรับเลย
ตนได้บอกกับชาติตะวันตกแล้ว ว่า หากเขารับไป ก็ไม่มีปัญหา แต่เขาก็ไม่รับ เพราะคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศเขา ดังนั้น เมื่อทางการจีนยืนยันว่า ทั้งหมดเป็นพลเรือนของจีนที่มีเชื้อสายอุยกูร์ มีที่อยู่ชัดเจน จึงอยากขอตัวกลับไป เราจึงดำเนินการตามขั้นตอน
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ชี้แจงกับประเทศตะวันตกหลายชาติ เช่น สหรัฐ ก็ได้พูดคุยกับตน ซึ่งได้ย้ำไปว่า เราจะทำภายใต้อธิปไตยและกฎหมายของไทย คำนึงถึงหลักสากลและกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ให้เกิดความผิดพลาดในเรื่องนี้ รวมถึงคำนึงถึงกฎหมายที่จะไม่ส่งคนไปเสียชีวิต เรามีสถานะอยู่แค่นี้กักตัวเอาไว้ก็ทำผิดกฎหมาย เราไม่มีทางเลือก
ชัดเจนว่า เราไม่ได้มีผลประโยชน์ในเรื่องนี้ แต่ต้องดำรงประเทศให้มีความถูกต้องและเหมาะสม เพราะการที่เราขังชาวอุยกูร์ ก็ถูกร้องเรียนมาตลอดว่าเป็นการทรมาน ซึ่งขัดต่อพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย 2565 ดังนั้น การส่งอุยกูร์ กลับไปจีน จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด อีกทั้งรัฐบาลจะติดตามเรื่องของความปลอดภัยเป็นระยะ
นายภูมิธรรม ยังขอวิงวอนให้สื่อไทยและสื่อต่างประเทศ โดยเฉพาะสื่อในไทยบางราย ที่นำเสนอเหมือนอยากให้ประเด็นไม่จบ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศเลย อยากให้คำนึงถึงประเทศไทยด้วย
ยืนยันรัฐบาลไทยมีความปรารถนาดี เพื่อไม่ให้ไทยถูกกล่าวหาและปฏิเสธจากทุกฝ่าย เราไม่มีเจตนาร้าย หรือโหดเหี้ยม อำมหิต ที่จะส่งคนไปตาย เพียงแต่ต้องการแก้ไขปัญหาภายในประเทศของเรา เพื่อไม่ต้องมารับภาระ และจากการติดตามตอนนี้ไม่มีอะไรน่ากังวลสิ่ง แต่หลังจากนี้ต้องติดตามและพิจารณาเป็นระยะ ยืนยันว่า ไทยมีเจตนารมณ์ชัดเจนว่าการส่งอุยกร์ กลับจีน ปฏิบัติตามกฎหมายทุกอย่าง และมองว่าไม่น่าจะมีอะไรที่ทำให้เป็นเรื่อง
เมื่อถามว่าในด้านการข่าว มีการเคลื่อนไหวในเรื่องการก่อความไม่สงบหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า อยากให้ช่วยกัน เราไม่อยากให้มีอะไรเกิดขึ้น เราไม่ได้ละเมิดใคร หากส่งเขาไปเสียชีวิตอาจต้องกังวล แต่ปัจจุบันนี้เขายังอยู่ดี แต่หากมีปัญหาหลังจากนี้ ก็เป็นเรื่องของคน ที่ผิดจากสิ่งที่ควรจะเป็น”
หวั่นผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
เหตุการณ์และนโยบายที่เกี่ยวข้องกับชะตากรรมของชาวอุยกูร์ก่อให้เกิดผลกระทบสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหลายมิติ ทั้งในเชิงทวิภาคีระหว่างจีนกับประเทศต่าง ๆ และในเวทีพหุภาคีระหว่างโลกตะวันตกกับจีน ดังนี้
ความสัมพันธ์จีน-ไทย
กรณีชาวอุยกูร์ในไทยเป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่ไทยต้องเผชิญในการรักษาสมดุลระหว่างแรงกดดันจากนานาชาติกับความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับจีน การที่รัฐบาลไทยยอมส่งตัวผู้ลี้ภัยอุยกูร์กลับจีน แสดงถึง น้ำหนักความสัมพันธ์กับจีน ที่ไทยให้ความสำคัญอย่างสูง
จีนเป็นมหาอำนาจที่มีบทบาททางเศรษฐกิจและการเมืองในภูมิภาคอาเซียน ไทยเองก็พยายามรักษาความร่วมมือกับจีนในหลายด้าน แม้การส่งตัวดังกล่าวจะขัดกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล แต่ไทยได้รับการชื่นชมจากรัฐบาลจีน ซึ่งมองว่าไทย เคารพอธิปไตยและความมั่นคงของจีนด้วยการส่งพลเมืองจีน (เชื้อสายอุยกูร์) ที่ทางการจีนต้องการตัวกลับประเทศ จึงช่วยกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองชาติให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในมุมมองของจีน ไทยถือเป็น “มิตรที่เชื่อใจได้” ในความร่วมมือด้านความมั่นคงและการปราบปรามบุคคลที่จีนต้องการตัว
ภาพลักษณ์และพันธกรณีของไทย
ในทางกลับกัน การดำเนินการของไทยสร้างความกังวลใจต่อบรรดาชาติตะวันตกและองค์กรสิทธิมนุษยชน ไทยถูกวิจารณ์ว่าละเมิดพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ (เช่น อนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ ที่ไทยเป็นภาคี) และทำลายชื่อเสียงด้านมนุษยธรรมของตนเองที่เคยสั่งสมมาว่าเป็นประเทศที่ให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัย เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหประชาชาติและนักการทูตตะวันตกหลายรายแสดงความผิดหวังที่ไทยเลือกดำเนินการเช่นนี้ โดยให้ความเห็นว่าไทยล้มเหลวในการปฏิบัติตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนที่ตนเองยืนยันจะเคารพ และชี้ว่ากรณีนี้สะท้อนถึง อิทธิพลของจีนที่สามารถโน้มน้าวให้พันธมิตรดำเนินการตามที่จีนต้องการ
แม้รัฐบาลไทยจะยืนกรานว่าการส่งตัวชาวอุยกูร์กลับจีนทำไปตามกระบวนการกฎหมายและความสมัครใจ (ตามที่โฆษกหรือเจ้าหน้าที่ไทยบางคนกล่าวอ้าง) แต่ข้อวิจารณ์และความไม่พอใจจากนานาชาติที่มีต่อไทยก็อาจส่งผลระยะยาวต่อความร่วมมือด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างไทยกับประเทศตะวันตก จนอาจถูกหยิบยกขึ้นมาในการเจรจาทวิภาคีด้านการทูตในอนาคต
ความสัมพันธ์จีนกับชาติตะวันตก
ประเด็นชาวอุยกูร์ได้กลายเป็นอีกหนึ่งหัวข้อขัดแย้งสำคัญระหว่างจีนกับประเทศตะวันตก สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และพันธมิตรตะวันตกอื่น ๆ ได้ใช้มาตรการตอบโต้จีนจากกรณีซินเจียง ทั้งการออกบทลงโทษ (คว่ำบาตร) เจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับค่ายกักกัน การห้ามนำเข้าสินค้าจากซินเจียงที่อาจใช้แรงงานบังคับ (เช่น กฎหมายป้องกันแรงงานบังคับชาวอุยกูร์ ในสหรัฐฯ)
ตลอดจนการกล่าวประณามจีนบนเวทีระหว่างประเทศ โดยเรียกร้องให้มีการตรวจสอบหรือรายงานข้อเท็จจริงในซินเจียงอย่างโปร่งใส ประเทศจีนตอบโต้ด้วยการปฏิเสธข้อกล่าวหาและคว่ำบาตรกลับเจ้าหน้าที่และองค์กรตะวันตกบางแห่งเช่นกัน ส่งผลให้ความสัมพันธ์จีน-ตะวันตกตึงเครียดยิ่งขึ้นในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เรื่องชาวอุยกูร์จึงไม่ใช่แค่ปัญหาภายในของจีน แต่มีผลกระเพื่อมต่อภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของการต่อสู้ระหว่างค่านิยมประชาธิปไตยสิทธิมนุษยชนกับระบอบอำนาจนิยมในการเมืองระหว่างประเทศ
ปฏิกิริยาของประเทศมุสลิมและเพื่อนบ้าน
น่าสังเกตว่าประเทศมุสลิมหลายแห่ง (เช่น ปากีสถาน ซาอุดีอาระเบีย อียิปต์ เป็นต้น) กลับไม่ค่อยวิจารณ์จีนเรื่องชาวอุยกูร์อย่างเปิดเผย บางประเทศถึงขั้นสนับสนุนจุดยืนของจีนด้วยซ้ำ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือความช่วยเหลือจากจีน ในกรณีของประเทศไทย แม้เป็นประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ แต่ก็ได้รับแรงกดดันจากโลกมุสลิมผ่านทางตุรกีและองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ที่แสดงความห่วงใยต่อชะตากรรมชาวอุยกูร์เช่นกัน อย่างไรก็ดี จนถึงปัจจุบัน รัฐบาลตุรกีเองแม้เคยวิจารณ์จีนอย่างหนักในปี 2015 และรับผู้ลี้ภัยอุยกูร์ไปจำนวนหนึ่ง แต่ภายหลังความสัมพันธ์ตุรกี-จีนแน่นแฟ้นขึ้น ทำให้ท่าทีของตุรกีต่อกรณีอุยกูร์อ่อนลงไปบ้าง