ระเบิดศาลพระพรหมเอราวัณ 2558 ย้อนโศกนาฏกรรม 20 ศพ ปมส่งอุยกูร์ ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น

จากกรณีวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ทางการไทยยอมส่งชาวอูยกูร์จำนวน 45 คน กลับประเทศจีน ท่ามกลางกระแสประณามจากนานาชาติ แม้ว่าจีนจะยืนยันให้คำมั่นว่าปฏิบัติต่อผู้ถูกส่งกลับอย่างดี ตามหลักมนุษยธรรม ซึ่งไทยเองก็ยืนยันว่าไม่มีการแลกเปลี่ยนทางการค้าใดๆ ทั้งสิ้น เพราะคนไม่ใช่สินค้า อีกทั้งไม่มีประเทศที่ 3 ยินดีเสนอรับตัว ขัดกับข้อมูลของฝั่งนานาชาติ
สถานทูตอย่างน้อย 2 ประเทศตอนนี้ คือ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา แจ้งเตือนพลเมืองตนเองในประเทศไทย ในหลีกเลี่ยงสถานที่คนพลุกพล่าน หวั่นเกิดเหตุโจมตี จากกลุ่มผู้ไม่พอใจต่อการส่งตัวอุยกูร์กลับจีน พร้อมยกเหตุการณ์ ระเบิดศาลพระพรหมเอราวัณ ราชประสงค์ เมื่อปี พ.ศ. 2558 ประกอบ
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยเกอร์ ขอพาไปย้อนรอยโศกนาฏรรมที่คร่าคนบริสุทธิ์ 20 ชีวิต บาดเจ็บนับร้อย ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น เกี่ยวกับชาวอุยกูร์ยังไง
ย้อนกลับไป วันที่ 17 สิงหาคม 2558 เวลาประมาณ 18.55 น. เกิดเหตุระเบิดรุนแรงบริเวณศาลท้าวมหาพรหม เอราวัณ (โรงแรมแกรนด์ไฮแอทเอราวัณ) บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ใจกลางกรุงเทพฯ
แรงระเบิดมาจากระเบิดท่อซึ่งบรรจุวัตถุระเบิด TNT ประมาณ 3 กิโลกรัม ซุกซ่อนไว้ใต้ม้านั่งใกล้ศาลพระพรหม ทำให้มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 12 คน และต่อมามีผู้เสียชีวิตรวม 20 คน (ทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ) มีผู้บาดเจ็บกว่า 120 คน
เหตุระเบิดนี้นับเป็นการก่อการร้ายในเมืองที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติ โดยนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ระบุว่า “เป็นการโจมตีที่เลวร้ายที่สุด” ที่เคยเกิดขึ้นในไทย ผู้ก่อเหตุ “มุ่งหวังทำร้ายชีวิตผู้บริสุทธิ์ ทำลายเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของเรา”
เหตุระเบิดครั้งนี้สร้างความสะเทือนขวัญไปทั่วประเทศ เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก วันถัดมา 18 สิงหาคม ยังเกิดเหตุคนร้ายโยนระเบิดอีกลูกลงแม่น้ำเจ้าพระยาที่ท่าเรือสาทร แต่โชคดีไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ
ปูมเหตุความแค้น เบื้องหลังแรงจูงใจวางระเบิดพระพรหมเอราวัณ
ทางการไทยเชื่อว่าเป็น การแก้แค้นกรณีรัฐบาลไทยส่งตัวชาวอุยกูร์จำนวน 109 คนกลับประเทศจีน ในเดือนกรกฎาคม 2558 ก่อนเกิดเหตุประมาณหนึ่งเดือน ไทยได้ผลักดันชาวมุสลิมอุยกูร์ซึ่งลี้ภัยอยู่ในไทยให้กลับจีน แม้จะถูกนานาชาติวิจารณ์อย่างหนัก สร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มชาวตุรกีกับชาวมุสลิมบางส่วน จนเกิดกรณีสถานกงสุลไทยในนครอิสตันบูล ประเทศตุรกี ถูกผู้ประท้วงบุกทำลายเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2558 (หนึ่งวันหลังการส่งตัวชาวอุยกูร์)
กระแสข่าวกรองหลักระบุว่าการระเบิดอาจเป็นการตอบโต้การกระทำดังกล่าวของรัฐบาลไทย โดยขบวนการข้ามชาติที่มีเครือข่ายอยู่ในตุรกีและกลุ่มชาวมุสลิมเชื้อสายอุยกูร์
ในช่วงแรกของการสืบสวน เจ้าหน้าที่ไม่ได้ตัดประเด็นอื่นทิ้ง มีการคาดการณ์หลายแนวทาง เช่น อาจเป็นฝีมือกลุ่มการเมืองในประเทศที่ไม่พอใจกับรัฐบาลคสช. หรือเกี่ยวโยงกับกลุ่มก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้
แต่ต่อมาแนวทางเหล่านี้ไม่ได้รับการยืนยันด้วยพยานหลักฐานที่ชัดเจน ขณะที่ข้อมูลผู้ต้องสงสัยตัวจริงล้วนเชื่อมโยงกับต่างชาติและเครือข่ายค้ามนุษย์ข้ามชาติ ในที่สุดเจ้าหน้าที่สรุปว่าแรงจูงใจหลักมาจาก ความแค้นต่อการปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์ การส่งตัวชาวอุยกูร์กลับจีน
ผนการก่อเหตุครั้งนี้มุ่งเป้าเล่นงานพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ใจกลางเมือง (ศาลพระพรหม) ที่มีนักท่องเที่ยวพลุกพล่าน เพื่อให้เกิดความสูญเสียมากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับคำกล่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ชี้ว่าผู้ก่อการร้าย “จงใจมุ่งเป้าชีวิตผู้บริสุทธิ์ และต้องการทำลายเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศ”
ผู้ต้องสงสัยคดีวางระเบิด
ตอนนั้น ไม่มีองค์กรก่อการร้ายกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้โดยตรง แต่พยานหลักฐานบ่งชี้ว่าเป็นการก่อการโดย เครือข่ายชาวต่างชาติข้ามชาติ ที่มีฐานอยู่ทั้งในไทยและต่างประเทศ
เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยระบุว่าการโจมตีครั้งนี้ไม่ใช่การก่อการร้ายระดับสากลที่มีรัฐหนุนหลัง หากแต่เป็นเครือข่ายอิสระที่ประกอบด้วยทีมลงมือหลายชุด รวมไม่ต่ำกว่า 10 คน ซึ่งทำงานร่วมกันในการเตรียมการและลงมือวางระเบิดผู้ต้องสงสัยหลักที่ถูกจับกุมได้มี 2 คน ทั้งคู่เป็นชาวต่างชาติที่ถือเอกสารปลอมและมีเชื้อสายอุยกูร์จากเขตซินเจียงของจีน
คนแรก นายอาเดม คาราดัก (Adem Karadag) หรือชื่อปลอมว่า บิลา มูฮัมหมัด (Mohammed Bilal) เป็นชายชาวจีนเชื้อสายอุยกูร์ อายุ 31 ปี ถูกจับกุมตัวได้เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2558 จากการบุกค้นห้องพักย่านหนองจอก กรุงเทพฯ ภายในห้องพักพบวัสดุและอุปกรณ์ประกอบระเบิดจำนวนมาก รวมทั้งหนังสือเดินทางปลอมกว่า 200 เล่ม (ในนั้นเป็นพาสปอร์ตตุรกีปลอมถึง 11 เล่ม) หลักฐานที่พบเชื่อมโยงเขากับการวางระเบิดโดยตรง ต่อมาทางการไทยระบุว่าเขาคือชายเสื้อเหลืองที่ปรากฏในกล้องวงจรปิดว่าเป็นผู้นำเป้าซุกระเบิดไปวางไว้ที่ศาลพระพรหมก่อนเกิดเหตุ
นายอาเด็มให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของตำรวจ แต่กลับคำให้การเป็นปฏิเสธในชั้นศาล อ้างว่าที่รับสารภาพใเพราะถูกกดดันและไม่เข้าใจภาษา
คนที่สอง คือ นายยูซุฟู ไมไรลี (Yusufu Mieraili) อายุ 26 ปี ชาวจีนเชื้อสายอุยกูร์เช่นกัน ถูกจับกุมได้เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2558 ขณะหลบหนีอยู่ใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา (จ.สระแก้ว) เจ้าหน้าที่พบว่านายยูซุฟูถือหนังสือเดินทางจีน (ไม่ใช่ของปลอม) และมีร่องรอยสารเคมีระเบิดบนตัว เมื่อถูกสอบสวนเขาให้การว่าส่งมอบระเบิดให้ชายเสื้อเหลืองเพื่อนำไปก่อเหตุ และอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุในวันเกิดเหตุ ทำหน้าที่จุดชนวนระเบิดหลังจากเพื่อนร่วมทีมวางระเบิดแล้ว
ทั้งนี้ ภาพจากกล้องวงจรปิดพบว่าหลังเกิดเหตุชายเสื้อเหลืองได้ขึ้นรถจักรยานยนต์รับจ้างหลบหนีไป มีพยานคนขับแท็กซี่ให้การว่าเขาได้รับชายต่างชาติ (พูดภาษาไม่ชัดเจน) จากย่านดังกล่าวไปส่งยังที่พักแห่งหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของผู้ต้องสงสัยทั้งสองรายนี้
นอกจาก 2 คนนี้ ทางการไทยยังออกหมายจับผู้ต้องสงสัยที่เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องอีกอย่างน้อย 15 คน ส่วนใหญ่หลบหนีออกนอกประเทศหลังเกิดเหตุ ซึ่งในจำนวนนี้มีทั้งชาวจีนเชื้อสายอุยกูร์ ชาวตุรกี และคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือเครือข่ายดังกล่าว
คนที่ 3 คือ นางวรรณา สวนสิน (หญิงไทยเชื้อสายมลายู) เป็นหนึ่งในผู้ต้องหาคนไทยที่ถูกกล่าวหาว่าให้ที่พักและช่วยเหลือกลุ่มคนร้าย หลบหนีไปต่างประเทศหลังเกิดเหตุ หลังจากนั้นอีก 2 ปี ตำรวจจับกุม น.ส. วรรณา ได้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 22 พ.ย. ต่อมาศาลยกฟ้อง

ขณะที่ นายอิซาน (Izan หรือชื่อจริงว่า อิชาน) ชายชาวต่างชาติที่ถูกระบุว่าเป็นผู้วางแผนบงการ อยู่เบื้องหลังการโจมตี ได้หลบหนีออกจากไทยก่อนเกิดเหตุเพียงหนึ่งวัน โดยมีข้อมูลว่าเดินทางผ่านบังกลาเทศและเชื่อว่าปัจจุบันอยู่ในตุรกี
ไทยตามจับคนร้ายมือวางระเบิดได้อย่างไร
การสืบสวนคดี เริ่มต้นอย่างเร่งด่วนทันทีหลังระเบิด ตำรวจไทยระดมกำลังนักสืบ ผู้เชี่ยวชาญตรวจสถานที่เกิดเหตุอย่างละเอียดตั้งแต่คืนวันที่ 17 สิงหาคม 2558 ซึ่งพบชิ้นส่วนวงจรอิเล็กทรอนิกส์และตลับลูกปืนจำนวนมากกระจายทั่วจุดระเบิด
กล้องวงจรปิดในบริเวณใกล้เคียงสามารถบันทึกภาพชายต้องสงสัยสวมเสื้อยืดสีเหลือง นุ่งกางเกงขายาว สีผิวคล้ำ ไว้ผมยาวปะบ่า สะพายเป้เดินเข้าไปนั่งที่ม้านั่งใกล้ศาลพระพรหมก่อนจะถอดเป้ทิ้งไว้แล้วเดินออกมา จากนั้นไม่ถึง 3 นาทีจึงเกิดระเบิดขึ้น
ภาพดังกล่าวกลายเป็นเบาะแสสำคัญที่นำไปสู่การสเก็ตช์ภาพผู้ต้องสงสัยและเผยแพร่สู่สาธารณะเพื่อขอข้อมูล โดยตำรวจตั้งค่าหัวรางวัลนำจับ 3 ล้านบาท สำหรับผู้แจ้งเบาะแสจนจับกุมคนร้ายได้ ซึ่งต่อมาเงินนี้มอบให้ชุดสืบสวนที่คลี่คลายคดี)
ตำรวจยังได้เบาะแสเพิ่มเติมจากพยานคนขับรถยนต์รับจ้างว่า ชายต่างชาติลักษณะคล้ายผู้ต้องสงสัยได้หลบหนีออกจากย่านราชประสงค์ด้วยรถตุ๊กตุ๊กและแท็กซี่ในวันเกิดเหตุ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการสอบสวนที่เชื่อว่าคนร้ายอาจยังซ่อนตัวใ
ประเทศไทยช่วงนั้นหลังจากระดมสรรพกำลังสืบสวนอยู่ประมาณเกือบ 2 สัปดาห์ ความคืบหน้าครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ วันที่ 29 สิงหาคม 2558 เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารได้นำกำลังบุกตรวจค้นอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งย่านหนองจอก กรุงเทพฯ และสามารถจับกุม นายอาเดม คาราดัก (ผู้ต้องสงสัยคนแรก) ได้พร้อมของกลางเป็นวัสดุประกอบระเบิดจำนวนมากและพาสปอร์ตปลอมหลายสิบเล่ม
จากนั้น วันที่ 1 กันยายน 2558 เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสามารถสกัดจับ นายยูซุฟู ไมไรลี (ผู้ต้องสงสัยคนที่สอง) ได้ที่จังหวัดสระแก้ว ขณะกำลังจะหลบหนีข้ามแดนไปกัมพูชา
ทั้งสองถูกควบคุมตัวมาสอบสวนในค่ายทหารทันทีตามกฎอัยการศึก และมีการแถลงข่าวการจับกุมต่อประชาชน โดยตำรวจระบุว่าบุคคลทั้งสอง “เป็นตัวการสำคัญในการก่อเหตุครั้งนี้” และเชื่อว่ายังมีผู้ร่วมขบวนการที่หลบหนีอยู่ภายนอกอีกหลายรายซึ่งทางการจะติดตามตัวมาลงโทษต่อไป
นายอาเดมและนายยูซุฟูถูกตั้งข้อหาร้ายแรงหลายข้อหา อาทิ ฆ่าคนตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, พยายามฆ่า, วางระเบิดและมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย ทั้งสองให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาเมื่อถูกนำตัวขึ้นศาลทหารในปี 2559 โดยกระบวนการพิจารณาคดีเป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากต้องอาศัยล่ามภาษาอุยกูร์และมีพยานบุคคลจำนวนมาก
คดีนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าล่าช้ากว่าปกติ หลายปีผ่านไปยังไม่มีคำพิพากษาสิ้นสุด – ณ ปี 2022 คดีอยู่ระหว่างการสืบพยาน และจำเลยทั้งสองยังคงถูกคุมขังในเรือนจำชั่วคราวหลักสี่โดยไม่มีการประกันตัว
(มีรายงานว่าการพิจารณาคดีหยุดชะงักไปช่วงหนึ่งเพราะสถานการณ์โควิด-19 ในปี 2020-2021 และปัญหาการจัดหาล่ามแปลภาษา) สำหรับผู้ต้องหาคนอื่น ๆ ที่ถูกออกหมายจับ ส่วนใหญ่หลบหนีอยู่ในต่างประเทศ ทำให้การดำเนินคดีไม่สามารถเดินหน้าต่อ
ศาลไทยได้พิจารณาคดีจำเลยที่ถูกจับกุมได้เท่านั้น นางวรรณา สวนสิน ซึ่งถูกตั้งข้อหาสมรู้ร่วมคิดให้ที่พักพิงผู้ก่อการร้าย อย่างไรก็ดี ในเดือนพฤศจิกายน 2023 ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้มีคำพิพากษายกฟ้องนางวรรณา เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอจะเชื่อมโยงว่าเธอมีส่วนร่วมวางแผนหรือช่วยเหลือการก่อเหตุระเบิด
ทำให้คงเหลือจำเลยเพียงสองคนคืออาเดมกับยูซุฟูที่ยังต้องต่อสู้คดีต่อไป
จำนวนผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ ผลกระทบทางเศรษฐกิจ
เหตุระเบิดราชประสงค์ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 20 ราย และบาดเจ็บ กว่า 120 ราย โดยผู้เคราะห์ร้ายประกอบด้วยทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติหลายสัญชาติ ในจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นชาวต่างชาติอย่างน้อย 14 คน อาทิ ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ 5 คน, ฮ่องกง 2 คน, มาเลเซีย 5 คน, สิงคโปร์ 1 คน, อินโดนีเซีย 1 คน เป็นต้น ขณะที่ผู้บาดเจ็บกว่าร้อยรายก็มาจากหลากหลายประเทศ เช่น จีน ไต้หวัน มาเลเซีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น
หลายประเทศโดยเฉพาะที่มีพลเมืองเสียชีวิต/บาดเจ็บได้ส่งเจ้าหน้าที่มาช่วยเหลือดูแลผู้ประสบเหตุในด้านเศรษฐกิจ ภาคการท่องเที่ยวของไทยได้รับผลกระทบในระยะสั้น จากความหวาดกลัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ หลังเหตุระเบิด หน่วยงานท่องเที่ยวหลายประเทศออกคำเตือนให้นักท่องเที่ยวระมัดระวังในการเดินทางมาไทย ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวจากตลาดเอเชียหลักลดลงไปราว 10%
ฮ่องกงยกระดับประกาศเตือนการเดินทางมากรุงเทพฯ เป็นระดับ “สีแดง” (สูงสุด) ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวไม่สามารถซื้อประกันการเดินทางได้ จึงพากันยกเลิกทัวร์มาประเทศไทยในช่วงนั้นจำนวนมาก
มีรายงานว่าหลังเหตุไม่ถึง 24 ชั่วโมง บริษัททัวร์บางแห่งได้รับการยกเลิกการจองจากลูกค้าต่างชาติทันที นักท่องเที่ยวบางส่วนที่อยู่ในไทยรีบเดินทางกลับประเทศก่อนกำหนด
นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทยในขณะนั้น ยอมรับว่าเหตุระเบิดจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวแน่นอน แต่ประเมินยากต่อจีดีพี เพราะช่วงสิงหาคมถือเป็นโลว์ซีซันและหวังว่านักท่องเที่ยวจะลืมเหตุการณ์ก่อนเข้าสู่ไฮซีซันปลายปี
หลังจากสถานการณ์สงบลงไม่กี่สัปดาห์ หลายประเทศ (เช่น ฮ่องกง) ได้ปรับลดระดับคำเตือนลง นักท่องเที่ยวก็เริ่มกลับมาเที่ยวไทยตามปกติในช่วงปลายปี ส่งผลให้ภาพรวมผลกระทบทางเศรษฐกิจอยู่ในวงจำกัดเพียงชั่วคราว
รัฐบาลไทยรับมืออย่างไรหลังเกิดระเบิดพระพรหมเอราวัณ
รัฐบาลไทยภายใต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ตอบสนองต่อวิกฤตครั้งนี้โดยทันที นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สั่งการให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตั้งแต่แรกเกิดเหตุ พร้อมแถลงแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บทุกคน และย้ำว่าจะระดมมาตรการทุกอย่างเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้โดยเร็ว
รัฐบาลได้ขอความร่วมมือสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวอย่างระมัดระวัง ไม่เผยแพร่ภาพเหตุการณ์ที่น่าสะเทือนใจเกินจำเป็น และขอประชาชนติดตามข้อมูลจากทางการเท่านั้นเพื่อป้องกันข่าวลือสร้างความตื่นตระหนก
มีการยืนยันจากรัฐบาลว่า จะไม่ปิดสถานที่ราชการหรือสถาบันการเงิน ในกรุงเทพฯ หน่วยงานต่างๆ ยังคงเปิดทำการตามปกติ โดยมีเพียงการปิดจราจรบางช่วงบริเวณจุดเกิดเหตุชั่วคราวเท่านั้น ถือว่าไทยเรารับมือได้ดีมาก
ด้านมาตรการรักษาความปลอดภัย รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหารได้ ยกระดับการรักษาความปลอดภัยทั่วกรุงเทพฯ และพื้นที่สำคัญของประเทศทันที หลังระเบิดเกิดขึ้น ในกรุงเทพฯ มีการปิดพื้นที่ทางเดินสกายวอล์คเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าสยาม-ราชประสงค์ชั่วคราวและเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ลาดตระเวน
มีการปิดกั้นถนนรอบบริเวณราชประสงค์จนถึงเที่ยงวันถัดมา เพื่อให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าเก็บรวบรวมพยานวัตถุอย่างละเอียด ระบบขนส่งมวลชนหลักอย่างรถไฟฟ้า BTS, MRT และ Airport Link ยังเปิดให้บริการตามปกติ แต่มีการตรวจกระเป๋าสัมภาระผู้โดยสารทุกคนและเพิ่มมาตรการความปลอดภัย (เช่น ขอความร่วมมือไม่สวมแว่นดำและหมวกในสถานี) ส่วนท่าอากาศยานทั่วประเทศ 28 แห่งก็ถูกยกระดับการรักษาความปลอดภัยเป็นระดับ 3 (สูงสุด) ทันทีหลังเหตุการณ์
โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครกว่า 438 แห่ง (รวมถึงโรงเรียนเอกชนหลายแห่งใกล้จุดเกิดเหตุ) ถูกสั่งปิดการเรียนการสอนในวันที่ 18 สิงหาคม 2558 เพื่อความปลอดภัย
ในด้านการสอบสวน พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติขณะนั้น ได้ระดมทีมสืบสวนคลี่คลายคดีและแถลงเบาะแสกับสาธารณะอย่างต่อเนื่อง โดยภาพจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพชายต้องสงสัยสวมเสื้อยืดสีเหลืองสะพายเป้ไว้ที่ศาลพระพรหมก่อนเกิดเหตุไม่กี่นาทีถูกเผยแพร่เพื่อขอข้อมูลจากประชาชน
มีการตั้งรางวัลนำจับหลายล้านบาทเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนช่วยแจ้งเบาะแสผู้ต้องสงสัยด้วย ซึ่งมาตรการทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการคลี่คลายคดีและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนและนักท่องเที่ยวให้กลับมาโดยเร็วที่สุด
ปฏิกิริยาของประชาคมโลกและนานาชาติ
รัฐบาลจีน ซึ่งมีพลเมืองเสียชีวิต บาดเจ็บมากที่สุด ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย พร้อมทั้งกระทรวงการต่างประเทศจีนได้จัดการประชุมฉุกเฉินเพื่อติดตามสถานการณ์และรวบรวมข้อมูลชาวจีนในไทยทันที
รัฐบาลญี่ปุ่น ก็ได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานเฉพาะกิจที่สถานทูตญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ เพื่อดูแลช่วยเหลือพลเมืองญี่ปุ่น และนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในขณะนั้น (ชินโซ อาเบะ) ส่งสารแสดงความเสียใจถึงรัฐบาลไทย เช่นเดียวกับผู้นำประเทศอื่นๆ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย เกาหลีใต้ เป็นต้น ที่ร่วมประณามการก่อการร้ายครั้งนี้และยืนเคียงข้างประเทศไทย
สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ก็ออกถ้อยแถลงประณามผู้ก่อเหตุ พร้อมเสนอความช่วยเหลือในการสอบสวนหากไทยต้องการ ส่วน องค์การสหประชาชาติ โดยเลขาธิการสหประชาชาติได้ประณามการโจมตีที่มุ่งเป้าผู้บริสุทธิ์และเรียกร้องให้นำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในด้านการท่องเที่ยวและความปลอดภัย
รัฐบาลต่างประเทศหลายประเทศออกคำแนะนำการเดินทาง (Travel Advisory) มายังประเทศไทยหลังเหตุการณ์นี้ กระทรวงการต่างประเทศไทยเปิดเผยว่าอย่างน้อย 12 ประเทศเช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรีย เบลเยียม เดนมาร์ก ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ และไต้หวัน ได้ออกคำเตือนระดับ 2 ขอให้พลเมืองของตนเพิ่มความระมัดระวังในการเดินทางมาไทย ขณะที่อีก 9 ประเทศ ออสเตรเลีย แคนาดา จีน เยอรมนี อิตาลี ไอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ รัสเซีย และสหราชอาณาจักร ออกคำเตือนระดับ 3 ให้ใช้ความระวังขั้นสูงสุดในการเดินทาง
ทางการเขตบริหารพิเศษฮ่องกงได้ยกระดับคำเตือนเป็น ระดับ 4 (แดง) ซึ่งหมายถึงคำแนะนำให้งดการเดินทางที่ไม่จำเป็นมายังกรุงเทพฯ
อย่างไรก็ดี บางประเทศยังคงไว้วางใจมาตรการรักษาความปลอดภัยของไทย เช่น เอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ประจำประเทศไทย ออกมายืนยันว่าจะไม่มีการประกาศห้ามประชาชนเกาหลีใต้เดินทางมาไทย พร้อมย้ำความร่วมมือกับฝ่ายไทยในการช่วยเหลือ
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- เปิดจดหมาย ชาวอุยกูร์ 3 ฉบับ ไม่อยากกลับจีน กลัวถูกฆ่า-กักขัง
- ด่วน! สถานทูตสหรัฐ แจ้งเตือนพลเมืองในไทย ระวังเหตุโจมตี ปมไทยส่งชาวอุยกูร์กลับจีน
- ชาวอุยกูร์ คือใคร ย้อนที่มาปมขัดแย้ง ทั่วโลกประณามไทย หนังหน้าไฟ ไร้มนุษยธรรม