ข่าว

นายจ้างยอมรับ ทำร้ายลูกจ้างจริง โมโหทำเรื่องให้หมาต้องผ่าตัด พร้อมเยียวยา

นายจ้างยอมรับ ทำร้ายลูกจ้างจริง โมโหทำเรื่องให้หมาต้องผ่าตัด มีเรื่องลักทรัพย์ พร้อมเยียวยาตามกระบวนการ รับรู้สึกเครียด

จากกรณีที่ กัน จอมพลัง หรือ กัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ ได้โพสต์ข้อความเฟซบุ๊ก ลูกจ้างขอความช่วยเหลือ โดนทำร้ายร่างกาย ใช้ไม้ไผ่ฟาดถึง 98 ครั้ง ชกหน้าชกหัวอีก 30 ครั้ง และนายจ้างเคยอ้างกับลูกน้องว่าสนิทกับตำรวจที่ สภ บางกรวย ทำให้ลูกจ้างกลัวและตัดสินใจติดต่อ กัน จอมพลัง เพื่อขอความช่วยเหลือ

Advertisements

ในเวลาต่อมา นายสุทธิพันธ์ บุญโปร่ง ทนายความของนายจ้าง ได้พา น.ส.บี (นามสมมติ) อายุ 22 ปี สาวใช้ที่เป็นเพื่อนกับผู้เสียหาย เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อสอบปากคำ และแสดงตัวว่ายังทำงานที่บ้านของนายจ้างเหมือนเดิม ยืนยันว่าไม่ได้รับการติดต่อจากผู้เสียหายแต่อย่างใด

ทนายความของนายจ้าง กล่าวว่า วันนี้ตนได้พา น.ส.บี ที่เป็นข่าวว่าสูญหายติดต่อไม่ได้ ซึ่งเขาไม่ได้สูญหาย ยังทำงานที่บ้านของนายจ้างปกติ พอตนรู้ข่าวว่ามีการตามหาตัว น.ส.บี จึงได้พาเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าเขายังอยู่และสบายดี หลังจากให้ปากคำแล้ว จะเดินทางกลับเข้าไปที่บ้านนายจ้างปกติ ยืนยันว่าไม่มีเรื่องของการหน่วงเหนี่ยวกักขัง ส่วนเรื่องที่ถูกตีก็ว่าไปตามคลิป แต่มันมีเหตุผลในการทำโทษ ในฐานะนายจ้างและลูกจ้างซึ่งมันเกินเลยไป ก็ให้ว่าไปตามกระบวนการ

ส่วนเหตุผลที่ทำโทษลูกจ้าง เป็นเรื่องสุนัข ซึ่งผู้เสียหายเป็นคนดูแลและทำรุนแรงจนสุนัขป่วยถึงขั้นผ่าตัด ใช้เงินไป 2 แสนกว่าบาท และต้องทำกายภาพ จึงทำให้นายจ้างเกิดบันดาลโทสะทำรุนแรงเกินไป ซึ่งนายจ้างพร้อมที่จะเยียวยา

ส่วนเรื่องทองที่หายไป บ้านหลังดังกล่าวไม่มีบุคคลภายนอกเข้าไป ซึ่งทำให้ต้องสงสัยว่าเป็นบุคคลในบ้านเอาไป ตนไม่ทราบเรื่องที่นายจ้างให้เอาทองไปขาย

ประเด็นที่นายจ้างรู้จักกับตำรวจนั้น เมื่อมีหมายจับจึงต้องมีการคุยกับตำรวจ เพื่อให้จับเป็นไปตามกระบวนการ ส่วนเรื่องรู้จักสนิทกับตำรวจ ตนไม่มีข้อมูล จากหลักฐานกล้องวงจรปิดที่เห็นว่าในมือลูกจ้างห่อของออกไป ก็ทำให้น่าเชื่อว่ามีการถือของออกไป

Advertisements

นายจ้างยืนยันว่ารักลูกจ้างคนนี้และสงสาร แต่ก็ทำร้ายร่างกาย และก็สงสารผู้เสียหายจึงประกันตัวให้ น.ส.บี ก็เคยโดนเหมือนกัน แต่เบากว่าเพราะไม่ได้ทำทารุณสุนัข เรื่อสาดน้ำแดงไม่มี มีแต่สาดอาหารพระที่ผู้เสียหายทำไหม้ จึงได้เหวี่ยงอาหารไปโดน

เรื่องไม่ได้เงินเดือนนั้นไม่จริง มีแต่ผู้เสียหายเอาเงินทอนไปใช้และจดบัญชี มีการไปเที่ยวพูลวิลล่า เรื่องเงินเก็บนั้นนายจ้างจะทำธุรกิจอีกแค่ 3 ปี หลังจากนั้นจะให้เงิน 2 แสน และรถมือสอง แต่ต้องทำงานอีก 3 ปี เป็นเงินโบนัส

ส่วนเรื่องลงมือตีจำนวน 98 ครั้ง และตีหัว ตนว่ามันรุนแรงไป นายจ้างทำเกินไป ซึ่งนายจ้างพร้อมเยียวยาตามกระบวนการ ตอนนี้นายจ้างก็รู้สึกเครียดและยังไม่พร้อมชี้แจง

ขณะที่ พ.ต.อ.กิตติศักดิ์ พงศ์ธนารักษ์ ผกก.สภ.บางกรวย พร้อมด้วยชุดสืบสวน ได้ทำการจับกุม นายจ้าง อายุ 48 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดนนทบุรี ที่ 333/2568 ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2568 ในข้อหา ทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย และข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำหรือไม่กระทำการโดยใช้กำลังประทุษร้าย ก่อนทางที่ทางนายจ้างให้ทนายทำเรื่องยื่นขอประกันตัวออกไปในวงเงินจำนวน 100,000 บาท

พ.ต.อ.กิตติศักดิ์ พงศ์ธนารักษ์ ผกก.สภ.บางกรวย เปิดเผยว่า คดีนี้เป็นคดีที่มีพยานหลักฐานค่อนข้างชัดเจน มีกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุ และเห็นผู้เสียหายกำลังหยิบของบริเวณที่นายจ้างอ้างว่าเก็บทรัพย์สินไว้ จากนั้นผู้เสียหายก็หนีออกจากบ้านไป ทำให้เป็นเหตุอันควรสงสัยให้ไปขอศาลออกหมายจับในข้อหาลักทรัพย์นายจ้างได้ แม้จะเห็นภาพทรัพย์สินไม่ชัด

ส่วนกรณีที่จับกุมผู้เสียหาย ไม่ใช่ตำรวจของ สภ.บางกรวย ไปจับ เป็นตำรวจหน่วยอื่นที่จับกุมตามหมายจับที่ปรากฏในระบบ และไม่ได้มีการไปค้นห้อง ซึ่งขณะนี้ชุดสืบสวน สภ.บางกรวย กำลังไล่กล้องวงจรปิดเพื่อตรวจสอบเส้นทางหลังเกิดเหตุ และค้นหาทองที่หายไป

ส่วนเจ้าของคดีคือ สารวัตรสอบสวน เป็นตำรวจที่ตั้งใจทำงาน รวดเร็ว ตอบโจทย์ประชาชน การที่ตำรวจทำงานเร็วและถูกโยนข้อหาแบบนี้ก็ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดี แต่เมื่อ กัน จอมพลัง ขอให้เป็นคนดูแลคดีทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยการทรมาน หรือทารุณโหดร้าย, ข่มขืนใจผู้อื่นฯ ตำรวจนายนี้ก็พร้อมดำเนินการให้ ยืนยันเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย และเป็นธรรม

ส่วนการให้ประกันตัวนายจ้าง ก็เป็นไปตามระเบียบและขั้นตอน เมื่อมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งก็ให้ประกันตัวไป ส่วนผู้เสียหายซึ่งถูกแจ้งความลักทรัพย์นายจ้าง ได้ประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวน 40,000 บาทนั้น ผู้เสียหายและนายจ้างเป็นคนคุยกันเอง เมื่อผู้เสียหายยินยอม ไม่มีข้อขัดแย้ง พนักงานสอบสวนก็ให้ประกัน

ยอมรับว่าเป็นเรื่องแปลก ที่นายจ้างเป็นคนประกันตัวให้คนที่ตัวเองแจ้งความ แต่ก็เป็นสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งผู้เสียหายก็บอกว่าจะไปอยู่ที่บ้านเพื่อนที่มีที่อยู่ติดต่อได้ ไม่ได้กลับไปบ้านนายจ้าง

ยืนยันว่าตำรวจไม่ได้รู้จักกับนายจ้างเป็นการส่วนตัว ส่วนตำรวจนายอื่น ตัวนายจ้างอาจเคยมาแจ้งความบ้าง แต่ก็เป็นการมาพบตามปกติ ตำรวจเป็นคนของประชาชน สามารถที่จะรู้จักกับประชาชนคนใดก็ได้ แต่ไม่พบว่ามีความสนิทสนมเป็นการส่วนตัว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

Nateetorn S.

ทำงานกับ Thaiger มาตั้งแต่ปี 2020 จบการศึกษาจากคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสคร์ เคยทำงานกับสถานีโทรทัศน์อันดับ 1 ของประเทศ ทำให้มีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญ เจาะประเด็นข่าวการเมืองอาชญากรรม ข่าวแปลกๆ เรื่องน่าสนใจจากต่างประเทศ ช่องทางติดต่อ tee@thethaiger.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top button