Connect with us

สังคม/เศรษฐกิจ

สภาพัฒน์หั่น GDP ปี62 เหลือ 2.6 ต่ำสุดในรอบ 5 ปี

Aindravudh

Published

 on

สภาพัฒน์หั่น GDP ปี62 เหลือ 2.6 ต่ำสุดในรอบ 5 ปี | The Thaiger
Mateusz Turbiński

สภาพัฒน์หั่น GDP ปี62 เหลือ 2.6 ต่ำสุดในรอบ 5 ปี

วันนี้ (18 พฤศจิกายน 2562) ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช) พร้อมด้วยผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในไตรมาสที่สามของปี 2562 และแนวโน้มปี 2562 – 2563 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2562 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.6 โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าจะลดลงร้อยละ 2.0 การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนรวมขยายตัวร้อยละ 4.3 และร้อยละ 2.7 ตามลำดับ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 0.8 และบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ 6.2 ของ GDP

(สศช. ปรับประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจทั้งปี 2562 ใหม่เหลือ 2.6% จากเดิม 2.8% – ทั้งนี้เมื่อเดือนพ.ค.2562 วอยซ์ทีวีรายงานว่า สภาพัฒน์ เผยเศรษฐกิจไทยปี 2562 ขยายตัวต่ำสุดในรอบ 17 ไตรมาส หลังยังเผชิญปัญหาสงครามการค้า และบรรยากาศทางการเมืองไม่นิ่ง ปรับลดเป้าจีดีพีเหลือโตเพียงร้อยละ 3.6 จากที่รัฐบาลคาดโตร้อยละ 4.0)

ทั้งนี้ การขยายตัว 2.6% ของเศรษฐกิจไทยปี 2562 นับเป็นการขยายตัวต่ำสุดในรอบ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งขยายตัวเพียง 1%

 

เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สามของปี 2562

เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สามของปี 2562 ขยายตัวร้อยละ 2.4 ปรับตัวดีขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 2.3 ในไตรมาสก่อนหน้า (%YOY) และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สามของปี 2562 ขยายตัวจากไตรมาสที่สองของปี 2562 ร้อยละ 0.1 (%QoQ_SA) รวม 9 เดือนแรกของปี 2562 เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 2.5

ด้านการใช้จ่าย มีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวในเกณฑ์ดีของการบริโภคภาคเอกชน และการเร่งตัวขึ้นของการลงทุนภาคเอกชน และการใช้จ่ายของรัฐบาล ในขณะที่ปริมาณการส่งออกสินค้าลดลง ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้า การบริโภคภาคเอกชน ขยายตัวในเกณฑ์ดี ร้อยละ 4.2 ต่อเนื่องจากการขยายตัวร้อยละ 4.6 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากอัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ และอัตราการว่างงานที่ยังอยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งการปรับตัวดีขึ้นของราคาสินค้าเกษตร และการดำเนินมาตรการดูแลผู้มีรายได้น้อยของภาครัฐ การขยายตัวของการใช้จ่ายภาคครัวเรือนในไตรมาสนี้ สอดคล้องกับการขยายตัวต่อเนื่องของเครื่องชี้ด้านการใช้จ่ายสำคัญ ๆ โดยเฉพาะดัชนีปริมาณการใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือน ดัชนีปริมาณการจำหน่ายน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และน้ำมันดีเซล และดัชนีปริมาณการนำเข้าสินค้าหมวดสิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งขยายตัวร้อยละ 8.3 ร้อยละ 4.7 และร้อยละ 5.0 ตามลำดับ ในขณะที่ยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลปรับตัวลดลงร้อยละ 6.5 ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ระดับ 60.8 เทียบกับระดับ 64.8 ในไตรมาสก่อนหน้า การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลขยายตัวร้อยละ 1.8 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 1.1 ในไตรมาสก่อนหน้า อัตราการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายรวมในไตรมาสนี้อยู่ที่ร้อยละ 21.0 (สูงกว่าอัตราเบิกจ่ายร้อยละ 20.5 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน) การลงทุนรวม เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.8 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 1.9 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 2.4 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 2.1 ในไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลจากการลงทุนในเครื่องมือเครื่องจักรที่ขยายตัวร้อยละ 3.1 ในขณะที่การลงทุนในสิ่งก่อสร้างทรงตัว ส่วนการลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 เร่งขึ้นจากการเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยการลงทุนของรัฐบาลขยายตัวร้อยละ 5.6 ขณะที่การลงทุนของรัฐวิสาหกิจลดลงร้อยละ 0.8 สำหรับอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนในไตรมาสนี้อยู่ที่ร้อยละ 21.6 เทียบกับอัตราเบิกจ่ายร้อยละ 16.8 ในไตรมาสก่อนหน้า และร้อยละ 19.9 ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

ในด้านภาคการค้าต่างประเทศ การส่งออกสินค้า มีมูลค่า 63,295 ล้านดอลลาร์ สรอ. ทรงตัว เทียบกับการลดลงร้อยละ 4.2 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยปริมาณการส่งออกลดลงร้อยละ 0.4 และราคาส่งออกเพิ่มขึ้น ร้อยละ 0.4 กลุ่มสินค้าส่งออกที่มูลค่าขยายตัว เช่น น้ำตาล (ร้อยละ 5.1) ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์ (ร้อยละ 0.3) รถกระบะและรถบรรทุก (ร้อยละ 0.5) รถจักรยานยนต์ (ร้อยละ 19.5) เครื่องปรับอากาศ (ร้อยละ 4.0) และผลไม้ (ร้อยละ 41.4) เป็นต้น กลุ่มสินค้าส่งออกที่มูลค่าลดลง เช่น ข้าว (ลดลงร้อยละ 35.1) มันสำปะหลัง (ลดลงร้อยละ 27.3) ยางพารา (ลดลงร้อยละ 3.9) แผงวงจรรวมและชิ้นส่วน (ลดลงร้อยละ 8.4) เครื่องจักรและอุปกรณ์ (ลดลงร้อยละ 7.2) ผลิตภัณฑ์ยาง (ลดลงร้อยละ 14.2) รถยนต์นั่ง (ลดลงร้อยละ 4.4) ชิ้นส่วนและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (ลดลงร้อยละ 10.6) ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม (ลดลงร้อยละ 29.3) และเคมีภัณฑ์ (ลดลงร้อยละ 18.8) เป็นต้น การนำเข้าสินค้า มีมูลค่า 55,333 ล้านดอลลาร์ สรอ. ลดลงร้อยละ 6.8 (ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สาม) เทียบกับการลดลงร้อยละ 3.4 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยปริมาณการนำเข้าลดลงร้อยละ 6.6 เทียบกับการลดลงร้อยละ 3.3 ในไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นการลดลงของปริมาณการนำเข้าในหมวดวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางร้อยละ 3.8 สอดคล้องกับการลดลงของการส่งออก ขณะที่ราคานำเข้าปรับตัวลดลงร้อยละ 0.2 เทียบกับการลดลงร้อยละ 0.1 ในไตรมาสก่อนหน้า

สภาพัฒน์หั่น GDP ปี62 เหลือ 2.6 ต่ำสุดในรอบ 5 ปี | News by The Thaiger

ด้านการผลิต การผลิตสาขาเกษตรกรรมกลับมาขยายตัว การผลิตสาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารขยายตัวเร่งขึ้น การผลิตสาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้าขยายตัวต่อเนื่อง ในขณะที่การผลิตสาขาการขายส่ง การขายปลีก และการซ่อมฯ สาขาก่อสร้าง และสาขาไฟฟ้า ก๊าซฯ ชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า ส่วนสาขาอุตสาหกรรมปรับตัวลดลงต่อเนื่อง สาขาเกษตรกรรม การป่าไม้ และการประมง ขยายตัวร้อยละ 1.5 ปรับตัวดีขึ้นจากการลดลงร้อยละ 1.3 ในไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรร้อยละ 1.1 โดยผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา (ร้อยละ 5.9) มันสำปะหลัง (ร้อยละ 6.9) และปาล์มน้ำมัน (ร้อยละ 10.8) เป็นต้น ส่วนผลผลิตพืชเกษตรสำคัญที่ลดลง เช่น ข้าวเปลือก (ลดลงร้อยละ 6.3) และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ลดลงร้อยละ 5.2) เป็นต้น ด้านหมวดประมงขยายตัวร้อยละ 5.1 ในขณะที่หมวดปศุสัตว์ลดลงร้อยละ 1.0 ดัชนีราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.4 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 2.1 ในไตรมาสก่อนหน้า และเป็นการเพิ่มขึ้นเป็นไตรมาสที่สองติดต่อกัน โดยเฉพาะราคาข้าวเปลือก (ร้อยละ 9.9) ราคาสุกร (ร้อยละ 15.9) และราคากลุ่มไม้ผล (ร้อยละ 5.7) เป็นต้น การเพิ่มขึ้นของทั้งดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรและดัชนีราคาสินค้าเกษตร ส่งผลให้ดัชนีรายได้เกษตรกรโดยรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.5 สาขาการผลิตอุตสาหกรรม ปรับตัวลดลงร้อยละ 1.5 ต่อเนื่องจากการลดลงร้อยละ 0.2 ในไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับการลดลงของการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและมาตรการกีดกันทางการค้า โดยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนการส่งออกในช่วงร้อยละ 30 – 60 และดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อการส่งออก (สัดส่วนส่งออกมากกว่าร้อยละ 60) ลดลงร้อยละ 5.9 และดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมกลุ่มการผลิตเพื่อบริโภคภายในประเทศ (สัดส่วนส่งออกน้อยกว่าร้อยละ 30) ลดลงร้อยละ 2.3 อัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 65.0 ลดลงจากร้อยละ 65.6 ในไตรมาสก่อนหน้า และร้อยละ 68.7 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมสำคัญ ๆ ที่ลดลง เช่น การผลิตยานยนต์ (ลดลงร้อยละ 6.3) การผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม (ลดลงร้อยละ 7.4) และการผลิตผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ (ลดลงร้อยละ 18.2) เป็นต้น ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมสำคัญ ๆ ที่เพิ่มขึ้น เช่น การต้ม การกลั่น และการผสมสุรา (ร้อยละ 36.1) การผลิตพลาสติกและยาง (ร้อยละ 3.8) และการผลิตสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำสด แช่เย็นหรือแช่แข็ง (ร้อยละ 10.3) เป็นต้น สาขาที่พักแรมและบริการ

ด้านอาหาร ขยายตัวในเกณฑ์สูงร้อยละ 6.6 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 3.7 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวในเกณฑ์สูงของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยในไตรมาสนี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ 9.7 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.2 ปรับตัวดีขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 1.4 ในไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้ในไตรมาสนี้มีรายรับรวมจากการท่องเที่ยว 738.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5 ชะลอลงจากการขยายตัวร้อยละ 2.9 ในไตรมาสก่อนหน้า ประกอบด้วย (1) รายรับจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศ 476.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.8 โดยรายรับจากนักท่องเที่ยวจากประเทศสำคัญที่ยังขยายตัวสูง ประกอบด้วย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน เป็นต้น และ (2) รายรับจากนักท่องเที่ยวชาวไทย 261.8 พันล้านบาท ลดลงร้อยละ 3.0 อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 64.08 ลดลงจากร้อยละ 69.83 ในไตรมาสก่อนหน้า และลดลงจากร้อยละ 65.38 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน สาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า ขยายตัวร้อยละ 2.5 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 2.3 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวเร่งขึ้นของบริการขนส่งผู้โดยสาร เป็นสำคัญ โดยบริการขนส่งทางบกและท่อลำเลียงขยายตัวร้อยละ 4.2 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 3.8 ในไตรมาสก่อนหน้า และบริการขนส่งทางอากาศขยายตัวร้อยละ 2.5 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 1.2 ในไตรมาสก่อนหน้า ในขณะที่บริการขนส่งทางน้ำลดลงร้อยละ 3.0 ส่วนบริการสนับสนุนการขนส่งและบริการไปรษณีย์ขยายตัวต่อเนื่องร้อยละ 3.9 และร้อยละ 1.6 ตามลำดับ

เสถียรภาพทางเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยอัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำที่ร้อยละ 1.1 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 0.6 บัญชีเดินสะพัดเกินดุล 9.1 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (2.8 แสนล้านบาท) หรือคิดเป็นร้อยละ 6.8 ของ GDP เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2562 อยู่ที่ 220.5 พันล้านดอลลาร์ สรอ. และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2562 มีมูลค่าทั้งสิ้น 6,902 พันล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 40.9 ของ GDP

แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2563
เศรษฐกิจไทยปี 2563 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.7 – 3.7 โดยมีแรงสนับสนุนสำคัญ ประกอบด้วย (1) แนวโน้มการขยายตัวในเกณฑ์ที่น่าพอใจของอุปสงค์ภายในประเทศทั้งในด้านการใช้จ่ายภาคครัวเรือน และการลงทุนภาครัฐและเอกชน (2) การปรับตัวดีขึ้นอย่างช้า ๆ ของการส่งออกภายใต้แนวโน้มการปรับตัวดีขึ้นอย่างช้า ๆ ของเศรษฐกิจโลก และการปรับตัวของภาคการส่งออกต่อมาตรการกีดกันทางการค้าที่จะมีความชัดเจนมากขึ้น (3) การดำเนินมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาครัฐ และ (4) การปรับตัวดีขึ้นของภาคการท่องเที่ยว ทั้งนี้ คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าจะขยายตัวร้อยละ 2.3 การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนรวมขยายตัวร้อยละ 3.7 และร้อยละ 4.8 ตามลำดับ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ในช่วงร้อยละ 0.5 – 1.5 และบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ 5.6 ของ GDP

รายละเอียดของการประมาณการเศรษฐกิจในปี 2563 ในด้านต่าง ๆ มีดังนี้

1. การใช้จ่ายเพื่ออุปโภคบริโภค (1) การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.7 ชะลอลงจากร้อยละ 4.3 ในปี 2562 โดยเป็นการชะลอตัวจากฐานการขยายตัวสูงโดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 ซึ่งการบริโภคในหมวดสินค้าคงทนประเภทรถยนต์ที่มีการขยายตัวสูง อย่างไรก็ตาม การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มที่จะขยายตัวในเกณฑ์ดี โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากอัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ และอัตราการว่างงานที่อยู่ในระดับต่ำ และการดำเนินนโยบายของภาครัฐเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกร และ (2) การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคภาครัฐบาล คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.6 เร่งขึ้นจากร้อยละ 2.2 ในปี 2562 สอดคล้องกับกรอบวงเงินงบรายจ่ายประจำภายใต้งบประมาณประจำปีงบประมาณ 2563 ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.9 จากปีงบประมาณ 2562

2. การลงทุนรวม คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.8 เร่งขึ้นจากร้อยละ 2.7 ในปี 2562 โดยคาดว่าการลงทุนภาครัฐ จะขยายตัวร้อยละ 6.5 เร่งขึ้นจากร้อยละ 2.3 ในปี 2562 สอดคล้องกับกรอบวงเงินงบรายจ่ายลงทุนภายใต้งบประมาณประจำปีงบประมาณ 2563 ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.9 จากปีงบประมาณ 2562 ส่วนการลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.2 เร่งขึ้นจากร้อยละ 2.8 ในปี 2562 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยพื้นฐานด้านการลงทุนที่อยู่ในเกณฑ์ดี ทั้งในด้านการเพิ่มขึ้นของมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุน โดยเฉพาะมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) รวมทั้งการลงทุนภายใต้โครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (PPP) และแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติเพื่อลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่มีความรุนแรงมากขึ้นตลอดช่วงปี 2562 ภายใต้การดำเนินมาตรการสนับสนุนการลงทุนของภาครัฐเพื่อรองรับการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนที่มีความชัดเจนมากขึ้น

3. มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์ สรอ. คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.3 ปรับตัวดีขึ้นจากการลดลงร้อยละ 2.0 ในปี 2562 โดยคาดว่าปริมาณการส่งออกสินค้าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.4 ปรับตัวดีขึ้นจากการลดลงร้อยละ 2.3 ในปี 2562 ตามแนวโน้มการขยายตัวดีขึ้นอย่างช้า ๆ ของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลกและการปรับตัวของการส่งออกต่อมาตรการกีดกันทางการค้าที่มีแนวโน้มชัดเจนมากขึ้น เมื่อรวมกับการส่งออกบริการที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวในเกณฑ์ดีต่อเนื่องจากครึ่งหลังของปี 2562 ตามแนวโน้มการขยายตัวเร่งขึ้นของรายรับและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ คาดว่าจะส่งผลให้ปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5 ปรับตัวดีขึ้นจากการลดลงร้อยละ 0.7 ในปี 2562

ประเด็นการบริหารเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2562 และปี 2563

ประเด็นการบริหารนโยบายเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2562 และปี 2563 ควรให้ความสำคัญกับ

(1) การขับเคลื่อนการส่งออกให้สามารถขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 3.0 โดยให้ความสำคัญกับ (i) การขับเคลื่อนการส่งออกสินค้าที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากมาตรการกีดกันทางการค้า (ii) การให้ความช่วยเหลือผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบผ่านความเชื่อมโยงของห่วงโซ่การผลิต (iii) การปฏิบัติตามกรอบกติกาการค้าโลก ข้อกำหนด และแนวทางปฏิบัติในประเทศคู่ค้า และ (iv) การขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า โดยเฉพาะกับประเทศที่มีโอกาสใช้ประโยชน์จากการเบี่ยงเบนทิศทางทางการค้า

(2) การขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวให้สามารถขยายตัวและสนับสนุนเศรษฐกิจในภาพรวมได้อย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการเจาะตลาดกลุ่มนักท่องเที่ยวรายได้สูง การกระจายตลาดนักท่องเที่ยวให้มีความสมดุลมากขึ้น การรักษาความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว การป้องกันและแก้ไขปัญหามลภาวะทางอากาศ (PM 2.5) การจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว การอำนวยความสะดวกและลดปัญหาความแออัดของนักท่องเที่ยว และการรณรงค์ให้นักท่องเที่ยวชาวไทยท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น

(3) การรักษาแรงขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ โดยให้ความสำคัญกับ (i) การเตรียมโครงการให้มีความพร้อมต่อการเบิกจ่าย เมื่องบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 มีผลบังคับใช้ (ii) การเร่งรัดอัตราเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีในปีงบประมาณ 2563 ให้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 92.3 โดยงบประจำ และงบลงทุน ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 98.0 และร้อยละ 70.0 ตามลำดับ งบเหลื่อมปีไม่ต่ำกว่าร้อยละ 73.0 และงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80.0 (iii) การเร่งรัดดำเนินโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการเบิกจ่ายจากโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง และ (iv) การขับเคลื่อนโครงการลงทุนที่มีความสำคัญและจำเป็นต่อการยกระดับศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

(4) การสร้างความเชื่อมั่นและสนับสนุนการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชน โดย (i) การขับเคลื่อนการส่งออกเพื่อเพิ่มระดับการใช้กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรม (ii) การผลักดันโครงการลงทุนที่ขอรับและได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนให้มีการลงทุนจริงโดยเร็ว (iii) การสนับสนุนให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าเพิ่มการใช้กำลังการผลิตและย้ายฐานการผลิตมาประเทศไทย โดยเฉพาะการดำเนินการตามนโยบายการส่งเสริมการลงทุนและมาตรการรองรับการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติ (Thailand Plus Package) ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (iv) การขับเคลื่อนโครงการลงทุนของภาครัฐ และ (v) การเตรียมความพร้อมด้านกำลังแรงงานและคุณภาพแรงงาน และ (5) การดูแลเกษตรกร กำลังแรงงาน ผู้มีรายได้น้อย วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และเศรษฐกิจฐานราก

ที่มา: สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช)

ติดตามข่าวสารจาก The Thaiger ได้ทางเฟซบุ๊ก.

สังคม/เศรษฐกิจ

ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำรับปีใหม่ ภูเก็ต-ชลบุรี สูงสุด 336 บาท เช็กของจังหวัดอื่นที่นี่

Aindravudh

Published

on

ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำรับปีใหม่ ภูเก็ต-ชลบุรี สูงสุด 336 บาท เช็กของจังหวัดอื่นที่นี่ | The Thaiger
ภาพโดย skeeze จาก Pixabay

ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศรับปีใหม่ ภูเก็ต-ชลบุรี สูงสุด 336 บาท มีผล 1 มกราคม 2563

ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ – วันที่ 6 ธ.ค. มติคณะกรรมการค่าจ้าง สรุปผลปรับค่าจ้างปี 2563 แบ่งเป็น 10 ระดับ ต่ำสุด 3 จังหวัดชายแดนใต้ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส 313 บาท สูงสุด ภูเก็ต ชลบุรี 336 บาท รองลงมาเป็นระยอง 335 บาทส่วนกรุงเทพและปริมณฑลอยู่ที่ 331 บาท กระทรวงแรงงาน สรุปผลเสนอ ครม.พิจารณาโดยเร็วที่สุดเพื่อให้ทันประกาศมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2563

นายสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 20 ครั้งที่ 6/2562 ว่า คณะกรรมการค่าจ้างได้ประชุมพิจารณาและมีมติการขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ประจำปี 2562 โดยได้ข้อสรุปร่วมกันในการปรับขึ้นซึ่งแบ่งเป็น 10 ระดับ ได้แก่

ระดับที่ 1) ค่าจ้าง 336 บาท มี 2จังหวัด คือ ชลบุรีและภูเก็ต

ระดับที่ 2) ค่าจ้าง 335 บาท มี 1 จังหวัด คือ ระยอง

ระดับที่ 3) ค่าจ้าง 331 บาท มี 6 จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร

ระดับที่ 4) ค่าจ้าง 330 บาท คือ ฉะเชิงเทรา

ระดับที่ 5) ค่าจ้าง 325 บาท มี 14 จังหวัด คือ กระบี่ ขอนแก่น เชียงใหม่ ตราด นครราชสีมา พระนครศรีอยุธยา พังงา ลพบุรี สงขลา สระบุรี สุพรรณบุรี สุราษฎร์ธานี หนองคาย และอุบลราชธานี ระดับที่

ระดับที่ 6) ค่าจ้าง 324 บาท มี 1 จังหวัด คือ ปราจีนบุรี

ระดับที่ 7) ค่าจ้าง 323 บาท มี 6 จังหวัด คือ กาฬสินธุ์ จันทบุรี นครนายก มุกดาหาร สกลนคร และสมุทรสงคราม

ระดับที่ 8) ค่าจ้าง 320 บาท มี 21 จังหวัด คือ กาญจนบุรี ชัยนาท นครพนม นครสวรรค์ น่าน บึงกาฬ บุรีรัมย์ ประจวบคีรีขันธ์ พัทลุงพิษณุโลก เพชรบุรี เพชรบูรณ์ พะเยา ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย สระแก้ว สุรินทร์ อ่างทอง อุดรธานี และอุตรดิตถ์

ระดับที่ 9) ค่าจ้าง 315 บาท มี 22 จังหวัด คือ กำแพงเพชร ชัยภูมิ ชุมพร เชียงราย ตรัง ตาก นครศรีธรรมราช พิจิตร แพร่ มหาสารคาม แม่ฮ่องสอน ระนอง ราชบุรี ลำปาง ลำพูน ศรีสะเกษ สตูล สิงห์บุรี สุโขทัย หนองบัวลำภู อุทัยธานี และอำนาจเจริญ

ระดับที่ 10) ค่าจ้าง 313 บาท มี 3 จังหวัด คือ นราธิวาส ปัตตานี และยะลา

นายสุทธิฯ กล่าวต่อว่า คณะกรรมการค่าจ้างมีมติให้ปรับขึ้น 6 บาท ใน 9 จังหวัด คือ ชลบุรี ภูเก็ต ปราจีนบุรี กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร ส่วนจังหวัดที่เหลือ 68 จังหวัดจะปรับขึ้น 5 บาท ทำให้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำของประเทศไทยแบ่งเป็น 10 ระดับ สูงสุดอยู่ที่ 336 บาท คือ ชลบุรี และภูเก็ต ต่ำสุดอยู่ที่ 313 บาท ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ขณะที่อัตราค่าจ้างกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอยู่ที่ 331 บาท ส่วนที่เหลือจะลดหลั่นกันไปตามลำดับ ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานจะนำผลสรุปเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ทันประกาศบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2563 ที่จะถึงนี้

นายสุทธิฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำในครั้งนี้ ได้พิจารณาอย่างกว้างขวางและรอบคอบ เชื่อว่าจะเป็นผลดีต่อการเจริญเติบโตต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ภาวะเงินเฟ้อ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ส่วนมาตรการลดผลกระทบนั้น มีกระทรวงพาณิชย์ได้เข้ามาดูแลในเรื่องการควบคุมราคาสินค้า เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชน รวมทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงแรงงาน ได้ดูแลในเรื่องผลกระทบด้วยการประกันการว่างงาน และการเพิ่มทักษะฝีมือให้แรงงานมีทักษะที่สูงขึ้น เป็นต้น

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : ข่าวทำเนียบรัฐบาล

ติดตามข่าวสารจาก The Thaiger ได้ทางเฟซบุ๊ก.
Continue Reading

สังคม/เศรษฐกิจ

เฮลั่นทั่งประเทศ วันนี้ คลังคืน VAT 5% มาตรการ “ช้อปช่วยชาติช่วงตรุษจีน 62”

Aindravudh

Published

on

เฮลั่นทั่งประเทศ วันนี้ คลังคืน VAT 5% มาตรการ “ช้อปช่วยชาติช่วงตรุษจีน 62” | The Thaiger
ภาพโดยSilentpilotจากPixabay

กรมบัญชีกลางเตรียมจ่ายเงินชดเชย VAT 5% จากมาตรการส่งเสริมการชำระเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการและการนำส่งข้อมูลภาษีมูลค่าเพิ่มผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ช่วงระหว่างวันที่ 1–15 ก.พ.62 ให้ผู้มีสิทธิ์จำนวน 6,918 ราย จำนวนเงินกว่า 7 แสนบาท ในวันที่ 29 พ.ย.62

ข่าวทำเนียบรัฐบาล รายงาน วันที่ 29 พ.ย. นางสาววิลาวรรณ พยาน้อย รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ตามที่ กระทรวงการคลังได้ดำเนินมาตรการส่งเสริมการชำระเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการและการนำส่งข้อมูลภาษีมูลค่าเพิ่มผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือมาตรการ “ช้อปช่วยชาติช่วงตรุษจีน” โดยประชาชนที่สนใจได้ลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการฯ ผ่านทางเว็บไซต์ www.epayment.go.th เมื่อช่วงวันที่ 1-15 ก.พ. 62 ที่ผ่านมา ซึ่งจะได้รับเงินชดเชย 5% จากมูลค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้ชำระเพื่อซื้อสินค้าและบริการ นับตั้งแต่วันที่ได้มีการลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการฯ จนถึงวันที่ 15 ก.พ. 62 โดยจะได้คืนเงินสูงสุดไม่เกินคนละ 1,000 บาท ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2562

“ขณะนี้กรมบัญชีกลางได้ตรวจสอบข้อมูลและได้รับจัดสรรงบประมาณเพื่อเตรียมจ่ายให้กับผู้มีสิทธิ์เรียบร้อยแล้ว โดยจะโอนเงินเข้าบัญชีผู้มีสิทธิ์ผ่านระบบโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินกลางที่ใช้เลขบัตรประจำตัวประชาชน (ระบบพร้อมเพย์) ในวันที่ 29 พ.ย. 62 เป็นเงิน 705,440.96 บาท ซึ่งมีผู้ได้รับสิทธิ์ตามมาตรการ มีจำนวน 6,918 ราย โดยผู้ที่ได้รับสิทธิ์สามารถตรวจสอบจำนวนเงินชดเชยภาษี (VAT) ที่ตนเองได้รับจากบัญชีธนาคารที่ได้ลงทะเบียนไว้” โฆษกกรมบัญชีกลาง กล่าว

ติดตามข่าวสารจาก The Thaiger ได้ทางเฟซบุ๊ก.
Continue Reading

สังคม/เศรษฐกิจ

พิชัย แนะ รัฐบาล 7 ข้อ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ

Aindravudh

Published

on

พิชัย แนะ รัฐบาล 7 ข้อ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ | The Thaiger

พิชัย แนะ รัฐบาล 7 ข้อ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ

วันที่ 27 พ.ย. นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พลังงาน กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของไทยที่กำลังทรุดหนัก แต่ดูเหมือนว่ามาตรการดังกล่าวจะเป็นเพียงมาตราการระยะสั้น อีกทั้งเกรงว่าจะไม่เพียงพอที่จะฟื้นสภาวะเศรษฐกิจของไทยที่กำลังย่ำแย่ในปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะเศรษฐกิจไทยที่ทรุดหนัก เป็นผลมาจากการบริหารเศรษฐกิจที่ผิดพลาดมาตลอด 5 ปี และยังมีแนวโน้มที่จะทรุดหนักลงไปอีก จากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่จะมาซ้ำเติม

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่ได้มีการรับมือเตรียมพร้อมให้ดี คิดเพียงการแจกเงิน แม้จะถูกท้วงติงว่าจะไม่เกิดประโยชน์ แต่รัฐบาลยังคงดื้อรั้น ซึ่งผลจากจีดีพีที่ตกต่ำแสดงชัดเจนถึงความล้มเหลวของการแจกเงินสะเปะสะปะโดยประเทศไม่ได้พัฒนา และเมื่อรัฐบาลแจกเงินจนหมดกระสุนแล้ว ก็ยังไม่มีแนวทางที่จะพัฒนาต่อ ขนาดประชุม ครม. เศรษฐกิจ ยังไม่มีนโยบายแก้ไขปัญหาใดๆ ออกมา แถมยังต้องไปถามข้าราชการประจำ ซึ่งแสดงว่า ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลได้หมดสภาพแล้ว การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจล่าสุดดังกล่าว จึงดูเหมือนจะเป็นแนวคิดของข้าราชการประจำ เป็นเสมือนยาแก้ปวดที่บรรเทาอาการชั่วคราว แต่ไม่สามารถจะรักษาอาการป่วยหนักของประเทศได้

ดังนั้น เมื่อทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลคิดอะไรไม่ออกแล้ว จึงอยากขอเสนอแนวทางการแก้ไขเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน 7 แนวทางดังนี้

1. รัฐบาลต้องยอมรับความจริงว่าเศรษฐกิจย่ำแย่ และเลิกโกหกประชาชน ยิ่งรัฐบาลปฏิเสธความจริงก็จะยิ่งแก้ปัญหาไม่ได้ การยอมรับปัญหาจะช่วยให้รัฐบาลหาทางแก้ไข และควรชี้แจงกับประชาชนเรื่อยๆว่าได้แก้ไขเรื่องอะไรบ้าง เพราะปัจจุบันประชาชนไม่ทราบเลยว่าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลทำอะไรบ้าง นอกจากแจกเงินสะเปะสะปะไปวันๆแล้วไม่ได้ผลอะไรเท่านั้น การโกหกยังทำให้คนที่เชื่อรัฐบาลต้องประสบปัญหาทางเศรษฐกิจถึงขั้นล้มละลายเพราะไม่ได้เตรียมรับมือเศรษฐกิจที่ย่ำแย่

2. การเร่งการเจรจาการค้า ทั้งทวิภาคี และ พหุภาคี โดยนับเป็นเวลากว่า 5 ปีแล้วที่รัฐบาลจากการปฏิวัติไม่สามารถเจรจาเขตการค้าเสรีกับประเทศต่างๆได้ เพราะกฏหมายของหลายประเทศบังคับไม่ให้เจรจากับประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่เมื่อเลือกตั้งแล้ว แม้รัฐบาลจะมาแบบแปลกๆ แต่ก็ควรใช้โอกาสนึ้ในการเร่งเจรจาเขตการค้าเสรี ทั้งทวิภาคี และ พหุภาคี จะไปรอเพียง RCEP อย่างเดียวไม่ได้ การเจรจาเขตการค้าเสรีจะช่วยทำให้การส่งออกและการลงทุนของไทยดีขึ้น มิเช่นนั้นปีหน้าเมื่อสหรัฐตัดจีเอสพีไทยจะเริ่มถูกนำมาใช้ การส่งออกไทยจะยิ่งลดลงอีก และ เรื่องจีเอสพีนี้ก็เช่นกัน อยากให้รัฐบาลไทยเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส เมื่อสหรัฐตัดจีเอสพีไทย แทนที่ไทยจะร้องครวญคราง หรือ แก้ตัวว่าเพราะไทยพัฒนาแล้ว ทั้งๆที่คนจะจนตายกันหมดแล้ว รัฐบาลควรถือโอกาสนี้เปิดเจรจาเขตการค้าเสรีทวิภาคี (FTA) กับสหรัฐเลย จะแลกเปลี่ยนหรือจะขออะไรก็ทำกันทีเดียว จะได้ไม่ต้องมาเป็นปัญหากันอีกเมื่อจะถูกตัดจีเอสพี การเจรจาทวิภาคีสามารถทำได้ทันทีกับประเทศคู่ค้าสำคัญทุกประเทศ และควรต้องเร่งดำเนินการ แทนที่จะปล่อยเฉยหลังจากเจรจาไม่ได้มา 5 ปีของการปฏิวัติ

3. ทำเงินบาทให้อ่อนค่าลง เพื่อให้ราคาสินค้าไทยสามารถแข่งขันได้ อีกทั้งยังช่วยการท่องเที่ยวของไทยที่เริ่มเหี่ยวเฉาจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ในขณะที่ค่าเงินของนักท่องเที่ยวอ่อนค่าลง ทำให้การมาเที่ยวไทยแพงขึ้นมากถึงสองเด้ง ซึ่งรัฐบาลต้องกำชับแบงก์ชาติให้ดำเนินการโดยด่วน หากทำไม่ได้ก็ต้องเปลี่ยนผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ หากปล่อยค่าเงินบาทให้แข็งค่า ทั้งๆที่เศรษฐกิจไทยย่ำแย่ เติบโตต่ำ ไม่สมเหตุสมผล โดยไทยสามารถอธิบายเหตุผลกับประเทศต่างๆถึงการที่บาทจะอ่อนค่าได้ ขนาดประธานาธิบดีสหรัฐยังตำหนิ ประธานธนาคารกลางของสหรัฐถึงขนาดเรียกว่าเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของสหรัฐเลย เมื่อธนาคารกลางของสหรัฐไม่ลดดอกเบี้ยและค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐแข็งค่าเกินไป ซึ่งรัฐบาลควรดูเป็นตัวอย่าง ไม่ใช่ปล่อยให้ค่าเงินบาทแข็งค่าแบบยาวนานเหมือนคนไม่รู้เรื่องเช่นนี้

4. รัฐบาลต้องเร่งทุ่มเงินจำนวนมากในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆเพื่อปรับปรุงและพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของไทยที่เริ่มถดถอยมาตลอด ทั้งนี้ไม่ใช่แจกเงินสะเปะสะปะเหมือนในปัจจุบัน ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไร แม้ว่าปัจจุบันเศรษฐกิจของไทยจะย่ำแย่ การค้าขายฝืดเคือง ประชาชนลำบากกันอย่างมาก แต่ฐานะการเงินการคลังของประเทศไทยยังแข็งแกร่ง มีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศในระดับสูง และยังคงมีหนี้สาธารณะต่อจีดีพีในระดับต่ำเพียง 40% กว่าเท่านั้น การทุ่มงบประมาณจำนวนมากของภาครัฐเพื่อพัฒนาประเทศในภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่เป็นเรื่องที่ควรทำและต้องทำ แต่ต้องพัฒนาความคิดให้มีการลงทุนในโครงการที่เกิดประโยชน์จริงๆ โดยจะต้องมุ่งเน้นการนำไปสู่การสร้างงาน และ การจ้างงานที่ถาวรในอนาคต เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาการว่างงานอย่างมากในปีหน้า

5. ลดค่าใช้จ่ายของประชาชน เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพ โดยการลดราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 5 บาท จากการลดการเก็บภาษึสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่เก็บอยู่ถึงลิตรละ 5.99 บาทในปัจจุบัน ที่ในอดีตไม่ได้เก็บ และลดราคาเบนซินลิตรละ 2 บาท จากการลดการเก็บภาษีสรรพสามิตเช่นกัน การลดราคาดีเซลจะช่วยทำให้ค่าขนส่งสินค้าลดลงด้วย นอกจากนี้ จากรัฐบาลควรช่วยลดค่าเดินทางของประชาชน โดยลดค่าบริการขนส่งสาธารณะลง ซึ่งผลสำรวจบอกค่าเดินทางเป็นค่าใช่จ่ายหลักของประชาชน ดังนั้นการลดค่าเดินทางจะช่วยได้มาก อีกทั้ง การให้ใช้น้ำประปาฟรี ไฟฟ้าฟรี ในปริมาณที่จำกัดเพื่อให้ประหยัดการใช้ ก็ควรถูกนำมาช่วยเหลือประชาชนอีกครั้งในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้

6. เพิ่มรายได้ประชาชน จากการเร่งสร้างธุรกิจด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่ระดับยูนิคอร์น โดยสนับสนุนและเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้สร้างธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมากเพื่อเพิ่มรายได้ บริษัทเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วในประเทศกลุ่มอาเซียนเกือบทุกประเทศยกเว้นไทย ซึ่งทำให้มีการจ้างงานและช่วยประชาชนให้มีรายได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดโอกาสให้มีการต่อยอดทางธุรกิจในอนาคตด้วย การแก้กฏหมายที่เป็นอุปสรรคต้องเร่งดำเนินการ

7. เร่งสร้างความมั่นใจของนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยการมี Rule of Law ที่ชัดเจน อะไรที่เคยทำในสมัยเผด็จการแล้วไม่เป็นที่ยอมรับของประชาคมโลก ก็ต้องเลิกทำอย่างเด็ดขาดแล้ว รัฐมนตรึคนไหนมีปัญหาภาพลักษณ์ในสายตาของประชาชนและในสายตาของนานาชาติ ก็ควรจะต้องปรับเปลี่ยนออกไป การบังคับใช้กฏหมายต้องเป็นธรรม ทั่วถึง และ โปร่งใส ทั้งนี้ต้องรวมถึงการบังคับใช้กฏหมายขององค์กรอิสระด้วย

นี่เป็นเพียง 7 เรื่องแรกที่รัฐบาลควรต้องเร่งดำเนินการเพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ และแก้ไขจุดอ่อนของรัฐบาลตั้งแต่ในอดีต ซึ่งยังคงมีอีกหลายเรื่องที่ต้องทำ และหวังว่ารัฐบาลจะเข้าใจและเร่งดำเนินการ

นอกจากนี้ยังอยากขอแนะนำ ธุรกิจในภาคเอกชนว่าจะต้องรีบปรับตัวรองรับคลื่นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังจะถาโถมเข้ามา แม้ว่าธุรกิจปัจจุบันยังดีและมั่นคง แต่อาจจะถูก disrupt ได้ง่ายๆเลยจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ ดังนั้นจึงอยากให้เปิดหูเปิดตาให้กว้างเพื่อปรับเปลี่ยนธุรกิจให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลก และต้องเปลี่ยนก่อนที่จำเป็น (Change before you have to) เพราะถ้าหากรอถึงคราวจำเป็นอาจจะสายไปแล้ว และหากธุรกิจใดคิดว่ากำลังจะถูก disrupt ก็ต้องเปลี่ยนตัวเองก่อนโดน disrupt โดยหากธุรกิจใดเริ่มย่ำแย่แล้วก็ควรจะเลิกกิจการเลย แล้วหาช่องทางทำธุรกิจใหม่ อย่าทู่ซี้ เพราะโลกยุคใหม่ไม่เหมือนยุคเก่าแล้ว การประคองเพื่อหวังฟื้นอาจจะเป็นไปได้ยาก การเริ่มต้นธุรกิจใหม่อาจจะมีอนาคตมากกว่า ทั้งนี้ต้องประเมินธุรกิจของตนให้ชัดเจน

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับคลื่นของการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ของโลกที่กำลังถาโถมาเข้ามาตามที่ได้เคยเตือนล่วงหน้ามานานแล้ว ประชาชนทุกฝ่ายต้องเตรียมตัวให้พร้อม โดยเฉพาะรัฐบาล หากรู้ว่าตัวเองไม่พร้อมก็ต้องเร่งปรับปรุงตัว หรือไม่ก็ต้องหาคนที่มีความพร้อมมากกว่าเข้ามาทำงานแทน เพื่อให้ประเทศไทยปรับตัวและพัฒนาต่อไปได้ ไม่ตกยุค หรือ ถูก disrupt ในระยะเวลาอันรวดเร็วนี้

ติดตามข่าวสารจาก The Thaiger ได้ทางเฟซบุ๊ก.
Continue Reading

ล่าสุด

สมาคมฟุตบอลฯ เผยรายชื่อผู้ตัดสินไทย สอบผ่านเป็น “เปาฟีฟ่า” | The Thaiger สมาคมฟุตบอลฯ เผยรายชื่อผู้ตัดสินไทย สอบผ่านเป็น “เปาฟีฟ่า” | The Thaiger
ฟุตบอลไทย9 mins ago

สมาคมฟุตบอลฯ เผยรายชื่อผู้ตัดสินไทย สอบผ่านเป็น “เปาฟีฟ่า”

สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยรายชื่อ ผู้ตัดสินสัญชาติไทย ซึ่งได้รับการรับรองให้เป็น “ผู้ตัดสินระดับฟีฟ่า” ประจำปี 2020 รายชื่อดังกล่าว ได้รับการรับรองจาก คณะกรรมการผู้ตัดสิน สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ผู้ที่มีรายชื่อสามารถลงทำหน้าที่ ในการแข่งขันระดับนานาชาติ ประจำปี 2020 ประกอบไปด้วย ผู้ตัดสินชาย 1....

6 ธ.ค. พรีวิว กัลโช่ เซเรียอา: อินเตอร์ มิลาน VS โรม่า – พร้อมช่องทางรับชม | The Thaiger 6 ธ.ค. พรีวิว กัลโช่ เซเรียอา: อินเตอร์ มิลาน VS โรม่า – พร้อมช่องทางรับชม | The Thaiger
ซีรี่ส์ A28 mins ago

6 ธ.ค. พรีวิว กัลโช่ เซเรียอา: อินเตอร์ มิลาน VS โรม่า – พร้อมช่องทางรับชม

6 ธ.ค. พรีวิวกัลโช่ เซเรียอา อินเตอร์ มิลาน พบ โรม่า – ช่องทางรับชม กัลโช่ เซเรียอา อิตาลี ดูบอลอินเตอร์วันนี้ ลิงค์ดูบอล อินเตอร์ มิลาน โรม่า กัลโช่ เซเรียอา...

ไม่ว่างงาน! ขอนแก่น เอฟซี จับ “โค้ชโต่ย” ศิริศักดิ์ นั่งแท่นกุนซือ | The Thaiger ไม่ว่างงาน! ขอนแก่น เอฟซี จับ “โค้ชโต่ย” ศิริศักดิ์ นั่งแท่นกุนซือ | The Thaiger
สื่อไทย47 mins ago

ไม่ว่างงาน! ขอนแก่น เอฟซี จับ “โค้ชโต่ย” ศิริศักดิ์ นั่งแท่นกุนซือ

ขอนแก่น เอฟซี ทีมดังจากศึก เอ็ม-150 แชมเปี้ยนส์ชิพ แถลงอย่างเป็นทางการได้ตัว “โค้ชโต่ย” ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย นายใหญ่ดีกรี “ช้างศึก” ทีมชาติไทย เข้ามารับตำแหน่งเฮดโค้ชของทีมในฤดูกาล 2020 หลังแยกทางกับ มาซาอากิ มิอุระ กุนซือญี่ปุ่นตอนสิ้นฤดูกาล ฤดูกาลที่แล้ว “เดอะ...

มาดามแป้ง อวยพร “ตั๊ก” สุมัญญา – เผยเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จ ท่าเรือ | The Thaiger มาดามแป้ง อวยพร “ตั๊ก” สุมัญญา – เผยเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จ ท่าเรือ | The Thaiger
การท่าเรือ เอฟซี2 hours ago

มาดามแป้ง อวยพร “ตั๊ก” สุมัญญา – เผยเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จ ท่าเรือ

นวลพรรณ ล่ำซำ หรือ มาดามแป้ง ประธานสโมสร “สิงห์เจ้าท่า” การท่าเรือ เอฟซี กล่าวอวยพร “ตั๊ก” สุมัญญา ปุริสาย อดีตมิดฟิลด์ของทีม หลังเจ้าตัวย้ายไปร่วมถิ่น ลีโอ สเตเดี้ยม กับสโมสร บีจี ปทุม ยูไนเต็ด...

ของดี! บีจีพียู เซ็นคว้าตัว สุมัญญา ปุริสาย จาก “สิงห์เจ้าท่า” ลุย “ไทยลีก” ซีซั่นหน้า | The Thaiger ของดี! บีจีพียู เซ็นคว้าตัว สุมัญญา ปุริสาย จาก “สิงห์เจ้าท่า” ลุย “ไทยลีก” ซีซั่นหน้า | The Thaiger
สื่อไทย2 hours ago

ของดี! บีจีพียู เซ็นคว้าตัว สุมัญญา ปุริสาย จาก “สิงห์เจ้าท่า” ลุย “ไทยลีก” ซีซั่นหน้า

ก่อนหน้านี้เพิ่งคว้าตัว “ปีโป้” สิโรจน์ ฉัตรทอง ไปหมาดๆ ล่าสุด บีจี ปทุม ยูไนเต็ด น้องใหม่หน้าเก่า โตโยต้า ไทยลีก แถลงอย่างเป็นทางการคว้าตัว “ตั๊ก” สุมัญญา ปุริสาย กองกลางประสบการณ์สูงจาก “สิงห์เจ้าท่า” การท่าเรือ เอฟซี...

ยิงสวย! อรพิณ ดีใจซัดชัยพา “ชบาแก้ว” เข้ารอบชิงฯ ฟุตบอลหญิงซีเกมส์ | The Thaiger ยิงสวย! อรพิณ ดีใจซัดชัยพา “ชบาแก้ว” เข้ารอบชิงฯ ฟุตบอลหญิงซีเกมส์ | The Thaiger
ทีมชาติไทย3 hours ago

ยิงสวย! อรพิณ ดีใจซัดชัยพา “ชบาแก้ว” เข้ารอบชิงฯ ฟุตบอลหญิงซีเกมส์

อรพิณ แหวนเงิน มิดฟิลด์ของ “ชบาแก้ว” ฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย ให้สัมภาษณ์หลังเกม ทีมชาติไทย เฉือนเอาชนะ ทีมชาติเมียนมา 1-0 ในการแข่งขันกีฬาฟุตบอลหญิง “ซีเกมส์ 2019” เมื่อวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา เจ้าตัวเผย ดีใจที่มีส่วนพาทีมเข้ารอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ การแข่งขันรอบรองชนะเลิศดังกล่าว เดินทางมาถึงช่วงท้ายเกม...

เปิดตัวมงกุฏ Miss Universe 2019 มูลค่า 150 ล้านบาท | The Thaiger เปิดตัวมงกุฏ Miss Universe 2019 มูลค่า 150 ล้านบาท | The Thaiger
บันเทิง3 hours ago

เปิดตัวมงกุฏ Miss Universe 2019 มูลค่า 150 ล้านบาท

เปิดตัวมงกุฏ Miss Universe 2019 มูลค่า 150 ล้านบาท วันที่ 5 ธ.ค. ทางกองประกวด Miss Universe ได้เปิดตัว Power of Unity Crown จากแบรนด์ Mouawad...

โอกาสมากขึ้น! เอเอฟซี ยืนยัน “ไทยลีก” ได้โควตาเพิ่มเป็น 2+2 ซีซั่น 2021 | The Thaiger โอกาสมากขึ้น! เอเอฟซี ยืนยัน “ไทยลีก” ได้โควตาเพิ่มเป็น 2+2 ซีซั่น 2021 | The Thaiger
สื่อไทย4 hours ago

โอกาสมากขึ้น! เอเอฟซี ยืนยัน “ไทยลีก” ได้โควตาเพิ่มเป็น 2+2 ซีซั่น 2021

เอเอฟซี (AFC) ส่งจดหมายอย่างเป็นทางการถึง สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เพิ่มโควตา สโมสร “ไทยลีก” เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรเอเชีย หรือ เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก จากเดิม 1+2 กลายเป็น 2+2 โดยจะเริ่มต้นขึ้นในปี 2021 สมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย หรือ เอเอฟซี...

ดราม่าทหารเกณฑ์รับใช้ ธนาธรอัด ภาระดูแลงานบ้าน ไม่ใช่เรื่องภาษีประชาชน | The Thaiger ดราม่าทหารเกณฑ์รับใช้ ธนาธรอัด ภาระดูแลงานบ้าน ไม่ใช่เรื่องภาษีประชาชน | The Thaiger
ข่าวการเมือง4 hours ago

ดราม่าทหารเกณฑ์รับใช้ ธนาธรอัด ภาระดูแลงานบ้าน ไม่ใช่เรื่องภาษีประชาชน

ดราม่าทหารเกณฑ์รับใช้ ธนาธรอัด ภาระดูแลงานบ้าน ไม่ใช่เรื่องภาษีประชาชน ทหารเกณฑ์ – จากกรณีหลายเพจดังขุดโพสต์เก่าของหญิงสาวรายหนึ่ง ซึ่งมีความสัมพันธ์เป็นหลานสาวของนายทหารยศสูงรายหนึ่งระดับผู้การ มีทหารเกณฑ์มารับใช้ส่วนตัวที่บ้าน ประเด็นดราม่าคือถ้อยความที่หญิงสาวรายดังกล่าวใช้ เป็นไปในเชิงลบ และเหยียดหน้าตาพลทหารว่า “หน้าลาบ” ต่อมาพล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ได้ให้สัมภาษณ์ว่า การกระทำดังกล่าวไม่สามารถยอมรับได้ ถือเป็นการเหยียดหยามเกียรติภูมิทหาร ตำแหน่ง...

บี น้ำทิพย์ นุ่งซีทรู ขับเจ็ตสกี หุ่นดีมากแม่ | The Thaiger บี น้ำทิพย์ นุ่งซีทรู ขับเจ็ตสกี หุ่นดีมากแม่ | The Thaiger
ดาราไทย4 hours ago

บี น้ำทิพย์ นุ่งซีทรู ขับเจ็ตสกี หุ่นดีมากแม่

บี น้ำทิพย์ นุ่งซีทรู ขับเจ็ตสกี หุ่นดีมากแม่ บี น้ำทิพย์ – มาทะเลทั้งทีก็ต้องใส่ชุดว่ายน้ำแซ่บๆ กันเป็นธรรมดา และดาราสาวบี น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์ ก็ไม่พลาดโอกาสนี้ เมื่อเจ้าตัวมาเที่ยวพักผ่อนที่พัทยากับเพื่อนๆ บียังได้ลงภาพ ที่ไปร่วมกิจกรรมขี่เจ็ตสกีชายทะเล ด้วยชุดสีดำ แบบซีทรู แอบเซ็กซี่เบาๆ และยังมีภาพน่ารักสดใสรับลมร้อน...

มาดามเดียร์ ฟ้องหมิ่นประมาท อนุทิน ปมโพสต์เฟซบุ๊ก | The Thaiger มาดามเดียร์ ฟ้องหมิ่นประมาท อนุทิน ปมโพสต์เฟซบุ๊ก | The Thaiger
ข่าวการเมือง4 hours ago

มาดามเดียร์ ฟ้องหมิ่นประมาท อนุทิน ปมโพสต์เฟซบุ๊ก

มาดามเดียร์ ฟ้องหมิ่นประมาท อนุทิน ปมโพสต์เฟซบุ๊ก ต่อเนื่องจาก วันที่ 21 พ.ย. น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้มอบให้ทนายความดำเนินการฟ้องร้อง น.ส.พรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรรอนาคตใหม่ (อนค.) ต่อศาลอาญาคดีหมิ่นประมาท และหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา จากกรณีนางสาวพรรณิการ์กล่าวถ้อยแถลงพาดพิงตนเกี่ยวกับประเด็นเรื่องหุ้นสื่อ โดยศาลรับคำฟ้องไว้ไต่สวนมูลฟ้อง...

เข้ารอบชิง! ไฮไลท์ฟุตบอลหญิงซีเกมส์ ไทย 1-0 เมียนมา – อรพิณ ซัดสามเหลี่ยม | The Thaiger เข้ารอบชิง! ไฮไลท์ฟุตบอลหญิงซีเกมส์ ไทย 1-0 เมียนมา – อรพิณ ซัดสามเหลี่ยม | The Thaiger
ทีมชาติไทย4 hours ago

เข้ารอบชิง! ไฮไลท์ฟุตบอลหญิงซีเกมส์ ไทย 1-0 เมียนมา – อรพิณ ซัดสามเหลี่ยม

เข้ารอบชิง! ไฮไลท์ฟุตบอลหญิงซีเกมส์ ไทย 1-0 เมียนมา – อรพิณ ซัดสามเหลี่ยม : ไฮไลท์ฟุตบอลหญิงซีเกมส์ 2019 ผลฟุตบอลหญิงซีเกมส์ ข่าวฟุตบอลหญิงซีเกมส์ ไฮไลท์ฟุตบอลหญิงซีเกมส์ ไทย 1-0 เมียนมา – เมื่อวานนี้ (5...

Trending