พ่อวัย 65 ปวดท้องรุนแรง เสียชีวิต เพราะรอรักษานาน 2 ชั่วโมง รพ.ยอมรับล่าช้า

เกิดเหตุสลดที่จังหวัดมุกดาหาร ชายวัย 65 ปี ปวดท้องรุนแรง ญาติพาเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล แต่ต้องนั่งรอในห้องฉุกเฉินนานกว่า 2 ชั่วโมง กระทั่งอาการทรุดหนัก หมดสติ แพทย์เร่งตรวจพบหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพองฉีกขาด สุดท้ายเสียชีวิตในเวลาต่อมา

เหตุเกิดขึ้นช่วงค่ำวันที่ 12 สิงหาคม นางอ่อนสี อายุ 54 ปี พร้อมลูกสาว นำตัว นายชาม อายุ 65 ปี ผู้เป็นสามี ส่งโรงพยาบาลมุกดาหาร หลังมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ระหว่างซักประวัติ ผู้ป่วยแจ้งพยาบาลว่ารู้สึกคล้ายมีก้อนแข็งบริเวณท้อง แพทย์ตรวจอัลตราซาวด์เบื้องต้น แจ้งว่าจะฉีดยาแก้ปวดแล้วให้กลับบ้าน

ญาติระบุว่า หลังตรวจเบื้องต้น ผู้ป่วยต้องนั่งรอในห้องฉุกเฉินนานประมาณ 2 ชั่วโมง โดยยังไม่ได้ฉีดยาบรรเทาอาการปวด กระทั่งเวลา 22.00 น. อาการเริ่มหนักขึ้น ลูกสาวจึงเดินไปสอบถามเจ้าหน้าที่เคาน์เตอร์ห้องฉุกเฉิน เนื่องจากกังวลว่าพ่อจะเข้าสู่ภาวะช็อก

โฆษณา

หลังจากนั้นไม่นาน ผู้ป่วยเกิดอาการตัวเกร็ง อาเจียน หน้าซีด เหงื่อออกทั่วตัว หมดสติ เจ้าหน้าที่ต้องรีบนำตัวเข้าห้องกู้ชีพ ให้ออกซิเจน วัดความดันโลหิตพบว่าพุ่งสูงถึง 200 มิลลิเมตรปรอท ทีมแพทย์จึงส่งตรวจเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ ซีทีสแกน (CT Scan) อย่างเร่งด่วน

ผลตรวจพบความผิดปกติของหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพองฉีกขาด ซึ่งต้องผ่าตัดด่วน ทีมแพทย์ประสานแพทย์เฉพาะทางด้านหลอดเลือด ใส่ท่อช่วยหายใจ แต่ผู้ป่วยชีพจรอ่อนลง หัวใจหยุดเต้น แม้ปั๊มหัวใจช่วยชีวิต แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้

หลังเกิดเหตุ ลูกสาวโพสต์ข้อความตั้งคำถาม เหตุใดโรงพยาบาลไม่ส่งตรวจซีทีสแกนตั้งแต่ช่วงแรกที่พ่อยังรู้สึกตัว สื่อสารบอกอาการได้ชัดเจน ทำไมต้องปล่อยให้รอจนอาการทรุดหนัก โดยจัดงานศพขึ้นที่ตำบลโพนทราย อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร บรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า ภรรยาและลูกสาวระบุว่า ไม่ประสงค์ดำเนินคดี แต่อยากได้คำอธิบาย อยากให้โรงพยาบาลปรับปรุงระบบทำงาน เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียกับครอบครัวอื่นอีก

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมุกดาหาร ออกมาชี้แจงพร้อมแสดงความเสียใจต่อครอบครัวว่า ช่วงเวลานั้นโรงพยาบาลคัดกรองผู้ป่วยอยู่ในระดับฉุกเฉินสีชมพู ตามหลักเกณฑ์ต้องประเมินอาการซ้ำทุก 30 นาที แต่ช่วงเวลานั้นมีเคสวิกฤตสีแดงเข้ามาพร้อมกัน 2 เคส ได้แก่ ผู้ป่วยโดนงูเห่ากัดหายใจล้มเหลว ผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดหัวใจหยุดเต้น ทำให้บุคลากรต้องทุ่มกำลังช่วยเหลือเคสวิกฤตก่อน

โรงพยาบาลยอมรับว่า กระบวนการติดตามประเมินอาการล่าช้ากว่ามาตรฐานที่กำหนด โดยจะนำข้อบกพร่องเข้าสู่กระบวนการทบทวน ปรับปรุงระบบการดูแลติดตามอาการผู้ป่วยฉุกเฉินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ซ้ำอีก

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

โฆษณา

Aindravudh

นักเขียนประจำ Thaiger มีประสบการณ์เขียนข่าวมากกว่า 5 ปี จบการศึกษาด้านภาษาและประวัติศาสตร์ จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีความสนใจ ประเด็นความเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมือง เจาะประเด็นข่าวทางสังคม ด้วยกลวิธีการเล่าเรื่องแบบย่อยง่าย อย่างงานเขียนสร้างสรรค์ สั้น กระชับ จับทุกประเด็น หัวข้อที่เชียวชาญคือเรื่องไลฟ์สไตล์ เลขเด็ด หวยรัฐบาลไทย หวยลาว ช่องทางติดต่อ vajara@thethaiger.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top button