
มะขามเปียก ก้อนสีน้ำตาลเหนียวข้น วางอยู่ในครัวไทยแทบทุกบ้าน ไม่ได้มีดีแค่ให้รสเปรี้ยวกลมกล่อม เพราะมะขามเปียกยังอัดแน่นด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และกรดผลไม้ธรรมชาติ ที่คนไทยใช้ทั้งกิน ทั้งบำรุงผิว ไปจนถึงขัดเครื่องทองเหลืองมานานหลายร้อยปี
มะขามเปียกคือเนื้อในฝักของมะขามที่แก่จัดเต็มที่ นำมาแกะเปลือกและมักเอาเมล็ดออก เหลือเป็นเนื้อเหนียวสีน้ำตาลเข้ม รสเปรี้ยวอมหวาน โดยชนิดที่นิยมใช้ปรุงอาหารและใช้เป็นยาคือมะขามชนิดเปรี้ยว เพราะมีกรดอินทรีย์เข้มข้นกว่า ทั้งกรดทาร์ทาริก กรดซิตริก และกรดมาลิก ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้เกิดรสเปรี้ยวจี๊ดและคุณสมบัติหลายอย่างที่จะเล่าต่อไป
แม้ปัจจุบันมะขามจะเป็นภาพจำของอาหารไทย แต่ต้นมะขามมีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา ก่อนแพร่เข้ามาปลูกในเอเชียและกลายเป็นวัตถุดิบประจำครัวของหลายชาติ ตั้งแต่แกงอินเดีย ผัดไทยของไทย ไปจนถึงเครื่องดื่มอากัว เด ตามารินโด ของเม็กซิโก
คุณค่าทางโภชนาการของมะขามเปียก
มะขามอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด ทั้งวิตามินซี วิตามินเอ วิตามินบี 2 แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก รวมถึงใยอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มโพลีฟีนอลและฟลาโวนอยด์
แต่มีจุดที่ต้องรู้ไว้ คือมะขามเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานค่อนข้างสูง โดยมะขามหวาน 100 กรัม ให้พลังงานราว 314 แคลอรี ดังนั้นคำว่า “ผลไม้เพื่อสุขภาพ” ในกรณีนี้ต้องมาพร้อมคำว่า “กินแต่พอดี” เสมอ

ประโยชน์ด้านสุขภาพ
ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย นี่คือสรรพคุณที่คนไทยรู้จักดีที่สุด ตำรับยาไทยใช้เนื้อมะขามเปียกเป็นยาระบายอ่อน ๆ บรรเทาอาการท้องผูก ซึ่งมาจากทั้งใยอาหารและกรดอินทรีย์ที่กระตุ้นการทำงานของลำไส้
อาจช่วยเรื่องไขมันและความดันโลหิต งานวิจัยพบว่าสารสกัดจากมะขามอาจช่วยลดคอเลสเตอรอลรวม LDL และไตรกลีเซอไรด์ พร้อมเพิ่ม HDL รวมถึงอาจมีส่วนช่วยเรื่องความดันโลหิต
ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ สารกลุ่มโพลีฟีนอล ฟลาโวนอยด์ และแทนนินในมะขาม มีฤทธิ์ช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายและอาจช่วยลดการอักเสบ
อาจช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือด มีงานวิจัยระบุว่ามะขามอาจยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยคาร์โบไฮเดรต จึงมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด
แก้ไอ ขับเสมหะ ภูมิปัญญาไทยใช้มะขามเปียกจิ้มเกลือรับประทาน เพื่อบรรเทาอาการไอและช่วยขับเสมหะ
ข้อควรระวังสำคัญคือ ข้อมูลด้านสุขภาพเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากงานวิจัยขนาดเล็กหรือการทดลองในสัตว์ ยังต้องการการศึกษาในคนเพิ่มเติมเพื่อยืนยัน มะขามเปียกจึงเป็นอาหารที่ดี แต่ไม่ใช่ยารักษาโรค และไม่ควรใช้แทนการรักษาทางการแพทย์

มะขามเปียกใช้ทำอะไรได้บ้าง
ทำอาหาร ให้รสเปรี้ยวที่นุ่มลึกกว่ามะนาว จึงเป็นหัวใจของผัดไทย แกงส้ม ต้มยำบางสูตร น้ำจิ้มซีฟู้ด น้ำจิ้มไก่ ไปจนถึงขนมและเครื่องดื่มอย่างน้ำมะขาม ทิปง่าย ๆ คือละลายมะขามเปียกในน้ำอุ่นแล้วกรองเอาแต่น้ำ จะได้รสเปรี้ยวที่กลมกล่อมและไม่มีเสี้ยนติดจาน
ดูแลผิว กรดมาลิกในมะขามคือกรดผลไม้หรือ AHA ตามธรรมชาติ ซึ่งช่วยผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกและกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ สูตรพื้นบ้านคือนำมะขามเปียกแช่น้ำ ลอกใยออก แล้วนำมาถูตัวเบา ๆ หรือผสมดินสอพองพอกหน้าราว 20 นาทีแล้วล้างออก
ถึงอย่างนั้น ใครที่ผิวบอบบางหรือแพ้ง่ายควรทดสอบกับผิวบริเวณเล็ก ๆ ก่อน เพราะกรดผลไม้อาจทำให้ระคายเคืองได้ และหลังใช้ AHA ผิวจะไวต่อแสงแดดมากขึ้น จึงควรทากันแดดเป็นประจำ
งานบ้าน ข้อนี้คนรุ่นคุณย่าคุณยายรู้ดี ความเป็นกรดของมะขามเปียกช่วยขจัดคราบออกไซด์ได้ดี จึงใช้ขัดเครื่องทองเหลือง เครื่องเงิน หรือภาชนะโลหะที่หมองคล้ำให้กลับมาเงางามได้โดยไม่ต้องพึ่งน้ำยาเคมี

เลือกและเก็บอย่างไรให้ดี
เลือกมะขามเปียกที่เนื้อสีน้ำตาลสม่ำเสมอ ไม่มีจุดขาวหรือกลิ่นอับที่บ่งบอกถึงเชื้อรา เพราะมะขามที่ขึ้นราอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เก็บในภาชนะปิดสนิท ไว้ในที่แห้งและเย็น หรือแช่ตู้เย็นเพื่อยืดอายุการเก็บ
สุดท้าย การกินมะขามมากเกินไปอาจทำให้ท้องเสียหรือท้องร่วงได้ และไม่ควรกินติดต่อกันเป็นเวลานานโดยหวังผลรักษาโรค กินพอประมาณในฐานะส่วนหนึ่งของอาหารที่หลากหลาย คือวิธีที่ได้ประโยชน์จากมะขามเปียกอย่างแท้จริง
หากมีโรคประจำตัว โดยเฉพาะเบาหวานหรือกำลังใช้ยาลดความดันหรือยาลดไขมัน ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนบริโภคในปริมาณมากหรือใช้ในรูปแบบสารสกัด
ติดตาม The Thaiger บน Google News:





