ไขข้อสงสัย โรงเบียร์ ขออนุญาตเป็นร้านอาหาร แต่ทำไมเหมือนผับ เปิดนอกโซนนิ่งได้

ดร.สามารถ ไขข้อสงสัย โรงเบียร์ ขออนุญาตเป็นร้านอาหาร แต่ทำไมเหมือนผับ เปิดนอกโซนนิ่งได้ เจาะช่องโหว่กฎหมายความปลอดภัย
จากกรณีเหตุเพลิงไหม้ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เมื่อวันที่ 12 ก.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีต ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ – Dr.Samart Ratchapolsitte ระบุว่า “โรงเบียร์… ขออนุญาตเป็นร้านอาหาร แต่ทำไมจึง “เหมือนผับ”?”
เหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ทำให้มีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจำนวนมาก สร้างความสะเทือนใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ หลังเหตุการณ์หลายคนตั้งคำถามว่า เหตุใดสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายผับหรือสถานบริการ จึงสามารถเปิดให้บริการในพื้นที่นอกโซนนิ่งได้? และเมื่อเปิดได้แล้ว เหตุใดจึงไม่ต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยเดียวกับสถานบริการ?
บางคนจึงสรุปทันทีว่า กฎหมายไทยมีช่องโหว่ แต่ผมคิดว่า ก่อนจะสรุปเช่นนั้น เราควรทำความเข้าใจว่า กฎหมายกำหนดเรื่องนี้ไว้อย่างไร
1. กฎหมายแบ่ง “ร้านอาหาร” กับ “สถานบริการ” อย่างไร?
พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 กำหนดให้สถานบริการบางประเภท เช่น ผับ ไนต์คลับ หรือสถานบันเทิง ต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการสถานบริการ และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด และโดยหลักต้องตั้งอยู่ในพื้นที่ที่กฎหมายกำหนด ซึ่งในกรุงเทพฯ มี 3 พื้นที่ ได้แก่ พัฒน์พงษ์ RCA และรัชดาภิเษก พื้นที่เหล่านี้เรียกว่า โซน (Zone) สำหรับสถานบริการ หากอยู่นอกโซนดังกล่าวจะไม่สามารถขออนุญาตเป็น “สถานบริการ” ได้
แต่คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 22/2558 เปิดช่องให้สถานประกอบการที่จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม พร้อมการแสดงดนตรี เต้นรำ สามารถดำเนินกิจการได้ หากปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่น ปิดไม่เกินเวลา 24.00 น. จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า “สถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ”
กล่าวคือ แม้รูปแบบการให้บริการจะใกล้เคียงกับผับหรือไนต์คลับ แต่ในทางกฎหมายกลับได้รับอนุญาตในฐานะ “ร้านอาหาร” จึงไม่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดเฉพาะที่ใช้กับสถานบริการ นี่คือช่องโหว่ที่สังคมควรถกเถียง!
2. ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่ชื่อของใบอนุญาต
ในฐานะวิศวกร ผมมองว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเรียกชื่อกิจการว่า “ร้านอาหาร” หรือ “สถานบริการ” แต่อยู่ที่คำถามว่า หากอาคารสองแห่งมีลักษณะการใช้งานและความเสี่ยงใกล้เคียงกัน เหตุใดมาตรฐานด้านความปลอดภัยจึงแตกต่างกัน?
ในทางวิศวกรรมความปลอดภัย สิ่งที่กำหนดระดับความเสี่ยงของอาคาร ไม่ใช่ป้ายหน้าร้าน แต่คือข้อเท็จจริง เช่น มีผู้ใช้บริการพร้อมกันจำนวนมากเพียงใด มีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือไม่ มีการแสดงดนตรี แสง สี เสียง ที่อาจกระทบต่อการรับรู้เหตุฉุกเฉินหรือไม่
มีทางหนีไฟ ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ระบบควบคุมควัน และการบริหารจัดการภาวะฉุกเฉินที่เหมาะสมหรือไม่ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ปัจจัยเหล่านี้ต่างหากที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ
3. ถึงเวลาทบทวนแนวคิดการกำกับดูแลสถานประกอบการ
ผมเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรทบทวนหลักคิดในการกำกับดูแลสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ การกำหนดมาตรฐานความปลอดภัย ไม่ควรพิจารณาเพียงว่า ขอใบอนุญาตประเภทใด อยู่ในโซนใด และปิดเวลาใด แต่ควรพิจารณาจาก “ลักษณะการใช้งานจริงของอาคาร” และ “ระดับความเสี่ยง” เป็นสำคัญ
4. ถึงเวลาปิดช่องโหว่ของกฎหมาย
ผมไม่ได้เสนอให้ร้านอาหารทุกแห่งต้องถูกปฏิบัติเสมือนสถานบริการ แต่หากสถานประกอบการแห่งใดมีลักษณะการใช้งานที่มีความเสี่ยงใกล้เคียงกับสถานบริการ ก็ควรถูกกำกับดูแลด้านอาคารและอัคคีภัยในระดับที่ใกล้เคียงกับสถานบริการ
หากสถานที่ที่มีความเสี่ยงใกล้เคียงกัน ยังใช้มาตรฐานความปลอดภัยคนละระดับ เพียงเพราะชื่อของใบอนุญาตแตกต่างกัน ก็ถึงเวลาที่เราควรทบทวนกฎหมายอย่างจริงจัง
กฎหมายควรทำให้ทุกสถานที่ที่มีความเสี่ยงใกล้เคียงกัน ได้รับมาตรฐานความปลอดภัยที่ใกล้เคียงกัน เพราะกฎหมายที่ดี คือกฎหมายที่ช่วยรักษาชีวิตผู้คนได้มากที่สุด
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- เสียชีวิตเพิ่ม 1 ศพ เหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว ยอดผู้เสียชีวิตรวม 31 ศพ
- “ส.ต.ต.” ฮีโร่ถีบประตูใกล้โต๊ะขายลูกอมโรงเบียร์ลาดพร้าว ช่วยให้คนหนีออกมาได้
- บีบหัวใจ นักมวยดัง โพสต์เศร้า สูญเสียแฟนสาว จากเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว
ติดตาม The Thaiger บน Google News:





