ประวัติ ศุภชัย โพธิ์สุ จากอดีตรองประธานสภาฯ สู่คำพิพากษาตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต
ทำความรู้จักอดีต ส.ส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย ผู้เคยเป็นรองประธานสภาฯ ก่อนศาลฎีกาพิพากษาคดีถือครองที่ดินรัฐป่าดงพะทาย 220 ไร่
ชื่อของ ศุภชัย โพธิ์สุ หรือที่คนการเมืองเรียกติดปากว่า “ครูแก้ว” กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง หลังศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีถือครองและทำประโยชน์ในที่ดินรัฐ พื้นที่ป่าดงพะทาย จังหวัดนครพนม รวม 40 ใบจอง เนื้อที่ประมาณ 220 ไร่
ผลคำพิพากษาทำให้นายศุภชัยถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป ไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี นับจากวันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา นับเป็นอีกหนึ่งคดีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
นายศุภชัย โพธิ์สุ เกิดวันที่ 1 มกราคม 2501 ที่จังหวัดนครพนม มีพื้นเพเป็นคนอีสาน และเริ่มต้นชีวิตการทำงานจากสายการศึกษา เขาจบประกาศนียบัตรวิชาชีพครูจากวิทยาลัยครูสกลนคร ก่อนศึกษาต่อระดับปริญญาตรีด้านบริหารการศึกษา จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และปริญญาโท สาขารัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง
ก่อนเข้าสู่สนามการเมืองเต็มตัว นายศุภชัยเคยรับราชการครูในพื้นที่อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม จึงเป็นที่มาของฉายา “ครูแก้ว” ที่ติดตัวเขามายาวนาน ต่อมาเขาลาออกจากราชการ และเริ่มเส้นทางการเมืองระดับท้องถิ่นจากการเป็นสมาชิกสภาจังหวัด หรือ ส.จ. ก่อนขยับขึ้นสู่การเมืองระดับชาติ
อีกช่วงหนึ่งของประวัติที่ถูกพูดถึงบ่อย คือ หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 นายศุภชัยเคยเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในพื้นที่ป่าภูพาน โดยใช้ชื่อจัดตั้งว่า “สหายแสง” ก่อนกลับออกมาเรียนต่อสายครู และเริ่มต้นชีวิตราชการในเวลาต่อมา

บนเส้นทางการเมืองระดับชาติ นายศุภชัยเคยเป็น ส.ส.นครพนม หลายสมัย ผ่านตำแหน่งสำคัญทั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ในช่วงหลังการเลือกตั้งปี 2562 ทำให้เขาเป็นหนึ่งในนักการเมืองคนสำคัญของจังหวัดนครพนม และเป็นนักการเมืองสายภูมิใจไทยที่มีบทบาทในสภา
อย่างไรก็ตาม คดีที่ทำให้ชื่อของนายศุภชัยถูกพูดถึงในวันนี้ มาจากกรณีการถือครองและทำประโยชน์ในที่ดินโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่ แปลงป่าดงพะทาย ตำบลพะทาย อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม รวม 40 ใบจอง เนื้อที่ประมาณ 220 ไร่ มูลค่าราว 6.66 ล้านบาท
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นายศุภชัยไม่ได้เป็นผู้ได้รับใบจอง น.ส.2 และไม่มีคุณสมบัติที่จะได้รับจัดสรรที่ดินตามระเบียบว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อประชาชน แต่ยังครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวต่อเนื่องมาตั้งแต่ดำรงตำแหน่ง ส.ส.สมัยแรก เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2544
ประเด็นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่สถานะของที่ดิน ศาลเห็นว่าที่ดินในโครงการดังกล่าวมีข้อห้ามโอน การซื้อขายที่ดิน 40 แปลงจึงเป็นนิติกรรมต้องห้ามและเป็นโมฆะ เมื่อผู้มีชื่อตามใบจองละทิ้งที่ดิน ที่ดินย่อมกลับเป็นที่ดินของรัฐ ไม่สามารถนำไปครอบครองหรือใช้ประโยชน์ส่วนตัวได้ตามปกติ
แม้นายศุภชัยจะซื้อที่ดินมาก่อนดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ศาลพิจารณาว่า เมื่อเขาเข้ามาเป็นผู้แทนราษฎรแล้วยังคงครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย พฤติการณ์ดังกล่าวจึงเข้าข่ายขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ก่อนหน้านี้ วันที่ 25 เมษายน 2567 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลว่า นายศุภชัยถือครองที่ดินรัฐ 220 ไร่โดยฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม และเข้าข่ายผิดมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ก่อนเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกา
กระทั่งวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายศุภชัยตลอดไป ทำให้ไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี คำพิพากษานี้ทำให้เส้นทางการเมืองของ “ครูแก้ว” เดินมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ หลังอยู่ในสนามการเมืองมายาวนานหลายทศวรรษ
กรณีของนายศุภชัยยังทำให้สังคมหันกลับมามองประเด็นการถือครองที่ดินรัฐของนักการเมืองอีกครั้ง โดยเฉพาะคำถามเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว หน้าที่สาธารณะ และมาตรฐานจริยธรรมของผู้ที่ได้รับอำนาจจากประชาชน เพราะตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้วัดกันแค่คะแนนเลือกตั้ง แต่ยังต้องยืนอยู่บนความชอบด้วยกฎหมายและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ติดตาม The Thaiger บน Google News:





